
บทที่ 3 100 ปีแห่งความว่างเปล่า
“ให้เลือกเป็ศัตรูกับใครคนใดคนนึงงั้นเหรอ ทั้งเธอทั้งเ้าแมวบ้านั่นต่างก็เป็เพื่อนของพวกเราทั้งคู่ จะให้เลือกฆ่าฝ่ายใดฝ่ายนึงน่ะฉันทำไม่ได้ ถ้าปลายทางของตอนจบมันเป็แบบนี้ล่ะก็ ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะกลับไปอีกครั้งกลับไปหาเส้นทางที่ไม่ต้องเป็ศัตรูกับใครซักคน”
เช้าตรู่
กา กา กา~
“เสียงร้องนี่กลับมาที่เดิมอีกแล้วสินะ เ้าโง่นั่นดันทำลงไปจริงๆด้วย ลังเลจนถึงท้ายที่สุดเลยให้ตายสิ กว่าจะพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นได้รู้ไหมว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่ อุตส่าห์คิดว่าจะจบแล้วเชียว”
ฉันลุกจากเตียงเดินลงมาทำอาหารเหมือนอย่างเคย เดินไปที่ตู้เย็นที่มีแต่ของเหลือๆ แล้วหยิบของจากในนั้นมาปรุงเป็รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
“เพิ่งเจอเื่น่าปวดหัวมาขอเป็อะไรง่ายๆ อย่างแซนวิชล่ะกัน”
ฉันหยิบเนยออกจากตู้เย็นมาตั้งรอไว้ แล้วจากนั้นก็ทอดไข่ดาวและแฮมรอระหว่างรอเนยคลายตัวลง ทอดไข่ฟองแล้วฟองเล่าเพราะเซโน่กินจุกว่าคนอื่นหลายเท่า หลังจากทอดไข่และแฮมเสร็จก็เอาเนยทาลงบนขนมปังทีละแผ่นจากนั้นก็นำไปวางบนกระทะร้อนๆ ในระหว่างที่กำลังทำอาหารอยู่นั้นลูเซี่ยนก็เดินลงมาจากชั้นบน เ้านี่ทำเป็เนียนชวนคุยแล้วแอบขโมยขนมปังที่ปิ้งแล้วไปแผ่นนึง ก็เลยถามไปว่าขนมปังที่อยู่ตรงนี้หายไปไหนแผ่นนึง แต่เ้านั้นก็ทำเป็หูทวนลมอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป
คิดว่าทำแบบนี้มันเนียนมากรึไงห๊ะ!!!
แต่พอนึกถึงเื่น่าปวดหัวที่ว่าเ้านี่เพิ่งจะทิ้งตอนจบที่ตัวเองพยายามแทบตายกว่าจะถึงตรงนั้นได้ ก็หมดอารมณ์ที่จะต่อล้อต่อเถียงด้วย
“ชิ! ต้องทำเพิ่มอีกแผ่นนึงอีก” ฉันบ่นพึมพำ
ข้อเสนอที่ฉันตกลงกับลูเซี่ยนก็คือการย้อนเวลาทุกครั้งที่ตาย คุณอาจจะคิดว่านี่มันความสามารถเหมือนกับอนิเมะเื่ดัง เื่หนึ่งเลยนิ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะวิธีการดำเนินเนื้อเื่แตกต่างกัน อะแฮ่ม ฉันจะไม่แก้ตัวแทนนักเขียนไปมากกว่านี้แล้ว แต่พลังของฉันก็ไม่ได้สะดวกขนาดนั้นเพราะมันไม่มีจุดเซฟ ทุกครั้งที่ตายจะกลับมาที่วันถัดไปหลังจากทำข้อตกลง หรือก็คือตอนนี้ฉันกับลูเซี่ยนเพิ่งจะเจอกันและตัดสินใจทำข้อตกลงกันไปเมื่อวาน
แน่นอนนอกจากไม่มีจุดเซฟแล้วยังไม่มีความทรงจำของรอบก่อนๆด้วย มีเพียงฉันคนเดียวที่จำได้และฉันก็จะไม่บอกอะไรเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นในรอบก่อนๆเช่นกัน หรือก็คือเรียกว่าตามมีตามเกิด ก็เหมือนกับการสุ่มเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปเจอตอนจบด้วยตัวเอง ในขณะที่เ้าพวกนั้นกำลังดิ้นรนอย่างทรมานนั้น ฉันก็กำลังดูเ้าพวกนั้นทรมานอย่างสนุกสนานเช่นกัน แน่นอนความสนุกย่อมผ่านไปเร็วเสมอ ั้แ่ทำข้อตกลงกับเ้านั่นมาก็ผ่านไปแล้วหนึ่งร้อยปี เมื่อไหร่มันจะไปถึงตอนจบสักที!! พักหลังๆฉันเริ่มคิดแบบนี้อยู่บ่อยๆ ฉันแทบไม่ได้เจอหน้าลูกมาหนึ่งร้อยปีแล้วไม่นะ ปานนี้ฉันคงลืมหน้าฉันไปแล้วแหงๆ!! เอาล่ะจะหยุดคร่ำครวญแค่นี้ล่ะกัน อ่านมาถึงตอนนี้คุณก็น่าจะรู้แล้ว ว่าไอ้บ้านั่นมันเพิ่งจะเลือกทิ้งตอนจบที่อุตส่าห์พยายามมาถึงหนึ่งร้องปีไปเมื่อตะกี๊ เพียงเพราะเลือกไม่ได้ว่าจะเป็ศัตรูกับใคร เอาความพยายามฉันคืนมานะ!!!
ตอนนี้คุณอาจจะสงสัยว่าแล้วเ้าแมวบ้าที่ลูเซี่ยนพูดถึงนั่นมันเป็ใคร ไม่ต้องร้อนใจไปเพราะเดี๋ยวคุณก็ต้องได้เจออย่างแน่นอน เอาล่ะตอนนี้กลับมาเข้าเื่กันต่อ
“วันนี้พวกเรามีนัดต้องออกไปพบลูกค้าแล้วเธอล่ะ”
ไปพบลูกค้า? เท่าที่จำได้ทุกทีวันนี้เ้านี่ต้องไปรับเสื้อผ้าที่ส่งซักจากร้านซักรีดไม่ใช่เหรอ เกิดอะไรขึ้น?!
“ฉันจะรออยู่ที่นี่ ขณะที่พวกนายทำงานเสี่ยงตายกันอย่างหนักแล้วกลับมาพบว่าฉันนอนสบายใจเฉิบโดยไม่ต้องทำอะไรมันน่าสนุกกว่า”
หึ! หัดรู้ซึ้งถึงความลำบากของคนอื่นซะบ้าง!!! หลังจากลูเซี่ยนออกไปได้ไม่ถึงชั่วโมง
เช้าตรู่
กา กา กา~
“เกิดอะไรขึ้น เ้านั่นยังออกไปได้ไม่ถึงชั่วโมงเลยนะ” ฉันลุกขึ้นจากเตียงขณะที่หาเหตุผลมาอธิบาย หลังจากที่เ้านั่นไปพบลูกค้าตามนัดผ่านไปไม่นานเ้านั่นก็ตายเลยเหรอ? ถึงเ้าพวกนั้นจะเป็มุษย์แต่ก็ไม่ได้กระจอกที่ผ่านๆมา ไม่ว่าจะเจอเื่อันตรายขนาดไหนก็ไม่เคยถูกจัดการเร็วขนาดนี้นิ อีกฝ่ายเป็ใครกัน?!
ลูเซี่ยนเดินลงมาจากชั้นบนเหมือนอย่างเคย
“เช้านี้ทำอะไรกินเหรอ”
“ผัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมั๊ง”
“มั๊ง? ”
“วันนี้ไม่มีงานเหรอ” ฉันถามออกไปทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“อ่อ จริงสิวันนี้มีงานด่วนเข้ามา ติดต่อมา่กลางดึกบอกว่าเป็งานด่วนแถมให้ค่าแรงสูงลิ่วเชียวล่ะ สถานที่นัดพบเป็ธนาคารร้างเป็สถานที่นัดพบที่แปลกจริงๆ ใช้เวลาเดินทางจากที่นี่ไปที่นั่นประมาณ 20 กว่านาที ต้องเพื่อเวลาไว้ด้วยแหะ”
“ลูกค้าที่นัดไว้วันนี้เป็คนแบบไหนกัน….
ถ้าครั้งนี้เราลองไม่บอกเวลากับเ้านั่น แล้วปล่อยให้ไปช้าอีกหน่อยล่ะ ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปไหม? ถ้างั้นก็ทำของหวานเพิ่มอีกสักหน่อยละกัน เซโน่จะได้กินนานขึ้น หลังจากทานอาหารเสร็จเ้าพวกนั้นก็รีบแต่งตัวแล้วออกไป ก่อนจะออกไปฉันก็พูดย้ำอีกครั้งว่ามีอะไรให้รีบติดต่อกลับมา แล้วก็ดูเส้นทางที่ลูเซี่ยนใช้ไปเพื่อเอาไว้ด้วย
ผ่านไปประมาณ 25 นาที
ตืดดด~ ตืดดด~ (เสียงโทรศัพท์)
ฉันรีบกดรับสายแล้ววิ่งออกไปทันทีระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงปลายสายกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง
“เซโน่!! รีบลุกขึ้นมาเร็ว!!!”
เสียงโวยวายดังมาจากในโทรศัพท์ ฉันรีบวิ่งออกไปด้วยความเร็วสูงจนตอนนี้เริ่มมองเห็นธนาคารร้างที่เป็สถาณที่นัดพบ นี่เป็หนึ่งในความสามารของฉันที่มีมาั้แ่สมัยที่ยังเป็มนุษย์ เมื่อเพ่งมองก็จะสามารถมองทะลุพื้นผิวและจะเห็นเป็ออร่า ทั้งสิ่งมีชีวิต สิ่งของ สี ตัวเลข หรือแม้แต่ิญญาได้ หรือก็คือต่อให้จะหลับตาหรือดวงตาถูกทำลายฉันก็ยังมองเห็นได้อยู่ดีนี่เป็เหมือนดั่งดวงตาที่สาม แล้วก็ยังมีหูและจมูกที่ดีอีกด้วย ถ้าตั้งสมาธิแล้วเงี่ยหูฟังก็สามารถได้ยินเสียงของโดยรอบได้ ทั้งเสียงเดิน เสียงเสื้อผ้าเสียดสี ได้ยินแม้แต่เสียงกระพือปีกของแมลงที่ไกลออกไปหลายกิโลเมตรได้ พูดได้ว่าฉันมีประสาทััที่ดีกว่าคนทั่วไปเวลาาเ็ก็จะเจ็บกว่าคนทั่วไปหลายเท่าด้วยเช่นกัน เมื่อเริ่มมองเห็นสถานที่นัดพบฉันจึงเพ่งสมาธิดูก็เห็นออร่าของลูเซี่ยนกับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ที่สูงเกือบสามเมตร บนพื้นเห็นออร่าที่ดูจางกว่าคนอื่นนอนอยู่คาดว่านั่นน่าจะเป็เซโน่ ดูท่าว่าจะโดนโจมตีทีเดียวก็สาหัสเลยสินะ ส่วนลูเซี่ยนกำลังพยายามหลบการโจมตีอย่างสุดชีวิต ก่อนที่ฉันจะไปถึงด้านหน้าธนาคารร้างแล้วก็เห็นร่างของลูเซี่ยนขาดเป็สองท่อน
เช้าตรู่
กา กา กา~
ฉันลืมตาขึ้นพร้อมกับเสียงนกที่คุ้นเคย
“ไปไม่ทัน…แต่ก็เห็นศัตรูแล้ว”
‘เผ่าปีศาจ’
ถ้าเป็เผ่าปีศาจทั่วไปคงไม่มีทางกล้าหาเื่ด้วยการโจมตีสองคนนั่นที่ทำข้อตกลงกับฉันแน่ บางทีคงเป็เผ่าปีศาจที่เป็บริวารของเทพสักองค์ จริงอยู่ที่ฉันให้เ้าพวกนั้นยืมพลังเพื่อเป็ฉนวนเหตุในการหาเื่ทำลายพวกเทพ แต่ที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยช่วยเหลืออย่างตรงไปตรงมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่การที่พวกนั่นมาลงมือขัดขว้างฉันอย่างโจงแจ้งแบบนี้นี่มัน
ช่างอวดดีซะจริง!! ไม่รู้จักเจียมกะลาหัวซะบ้าง!!!
บางทีคงเป็เพราะว่าการเดินทางในรอบที่แล้วเกือบจะสำเร็จแล้วก็เป็ได้ ก็เลยเกิดร้อนใจขึ้นมา ในตอนแรกเ้าพวกนั้นก็เห็นนี่เป็เพียงการเล่นสนุกของฉันเท่านั้นก็เลยไม่ได้สนใจ แต่พอเห็นว่าเกือบจะทำสำเร็จไปแล้วครั้งนึง ก็เลยเริ่มร้อนลนส่งบริวารของตัวเองมาขัดขวาง ครั้งแล้วที่เลือกจะไม่ไปพร้อมกับลูเซี่ยนก็เพราะกลัวว่าพอรู้ว่าฉันมาด้วยแล้วศัตรูจะไม่ยอมเปิดเผยตัวออกมา แล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็พวกเทพที่ยื่นมือมาแทรกแซง แน่นอนว่าไม่ได้คิดว่าจะปล่อยเ้าพวกนั้นไปตาย แต่ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่าศัตรูเป็ใคร ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องออมมือให้อีกต่อไป
ฉันเดินไปเคาะประตูห้องลูเซี่ยน
“นี่พวกนายคิดว่านี่มันกี่โมงกี่ยามกันห๊ะ!! จะนอนสันหลังยาวไปถึงเมื่อไหร่กัน”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงกุกกักในห้องลูเซี่ยนรีบลุกจากที่นอน รีบปิดประตูโพล่งออกมา
“ตอนนี้กี่โมงแล้วเนี่ย” ลูเซี่ยนเปิดประตูด้วยสภาพที่หัวยุ่งเป็รังนก
“แล้วทำไมถึงไม่ดูนาฬิกาจะเปิดประตูออกมาถามเพื่อ”
“เออ จริงด้วย” พอพูดแบบนั้นลูเซี่ยนก็เดินไปเปิดมือถือ ที่เสียบชาร์จไว้ในห้องดู
“09 : 20 นาที โล่งอกไปทียังไม่สิบโมง วันนี้ฉันมีนัดกับลูกค้าด้วย”
“รีบอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว วันนี้เราจะไปทานอาหารที่ร้านอาหารกัน”
“เวรทำอาหารวันแรก ก็พาไปร้านอาหารเลยเหรอเธอ รู้ไหมว่าพวกเราต้องประหยัดเงินน่ะ”
“ไม่ต้องห่วงได้ยินมาว่าร้านนี้เป็ร้านอาหารเปิดใหม่ที่เพิ่งเปิดวันนี้เป็วันแรก ราคาถูกแถมอร่อย ร้านอาหารเองก็บรรยากาศดีไปกันเถอะ”
“ถ้ามันเพิ่งเปิดวันแรกแล้วเธอรู้ละเอียดขนาดนั้นได้ยังไงกัน”
“ก็เพราะว่ามันเป็สาขาย่อยยังไงล่ะ”
“ในยุคแบบนี้มันจะมีร้านอาหารที่ขายดีขนาดเปิดสาขาย่อยได้จริงเหรอ ไม่ใช่โดนโฆษณาชวนเชื่อหลอกเอารึไง”
“หุบปาก บอกว่าจะไปกินข้าวที่ร้านอาหารก็จะไปไง เซโน่ตื่นได้แล้วจะไปกินข้าวกัน”
ฉันเรียกเซโน่ที่ตอนนี้กำลังนอนหลับอุตุ พอได้ยินเสียงเรียกเซโน่ก็ลุกขึ้นจากที่นอน ทั้งที่ตายังหลับ น้ำลายยังไหลย้อย
“ข้าววว ข้าวเช้าได้แล้วเหรอ~” เซโน่พูดเสียงยานราวกับคนนอนละเมอ
“วันนี้ฉันมีนัดกับลูกค้าตอนสิบโมงครึ่งนะ ไปที่ร้านอาหารไม่รู้จะกินเวลานานรึเปล่า” ลูเซี่ยนพยายามหาข้อโต้แย้ง
“นายก็แค่เปลี่ยนสถาณที่นัดเป็ร้านอาหารก็พอแล้วนิ การนัดคุยงานที่ร้านอาหารก็ไม่ใช่เื่ผิดปกติอะไร”
“ฉันน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ไม่รู้ว่าลูกค้าจะว่ายังไง”
“ถ้างั้นก็ลองส่งข้อความไปหาลูกค้าดูสิ ยังไงซะก็คงไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว” เพราะไม่ว่ายังไงเ้าตัวก็อยากจะฆ่านายให้ได้นี่นะ แล้วอีกอย่าถ้าเร่งรัดมากเกินไปก็กลัวว่าจะถูกสงสัยยังไงก็ต้องตอบตกลงอยู่แล้ว
ลูเซี่ยนทนความดื้อรั้นของฉันไม่ไหว แถมเซโน่ก็ดูจะสนใจร้านอาหารเอามากๆ หลังจากลูเซี่ยนส่งข้อความไปหาลูกค้าเพื่อขอเปลี่ยนสถานที่นัดพบ ไม่นานลูกค้าก็ตอบกลับมา แน่นอนว่าต้องตกลงอยู่แล้ว…
ฉันบอกที่ตั้งของร้านอาหารให้ลูเซี่ยน แล้วลูเซี่ยนก็บอกลูกค้าอีกที เพราะไม่ได้กินข้าวเช้าครั้งนี้เลยมีเวลาแต่งเนื้อแต่งตัวกันพอสมควร เลยไม่ได้เร่งรีบมากแต่เซโน่ทนหิวไม่ไหวเอาขนมปังกับแฮมเย็นๆ มาซ้อนกันแล้วกินรองท้องไปก่อน ครั้งนี้พวกเราออกจากบ้านตอน 10 : 10 นาทีอย่างไม่เร่งรีบนัก นั่งสกู๊ตเตอร์ซ้อนสามโดยมีลูเซี่ยนเป็คนขับ เซโน่นั่งตรงกลาง ส่วนฉันนั่งท้ายโดยหันหลังชนกับเซโน่ แน่นอนว่าตอนนี้อยู่ในร่างผู้ชายเรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาจากบ้านพักมาร้านอาหารประมาณ 5 นาที นับว่าค่อนข้างใกล้ทีเดียว
“มีร้าอาหารใหญ่โตมาเปิดใกล้บ้านขนาดนี้ทำไมฉันถึงไม่รู้เื่เลย”
“เป็ร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์จังเลยนะ”
ที่นี่เป็ตึกสไตล์โกทิกมีทั้งหมด 5 ชั้น ภายนอกตึกเป็สีดำ มีไฟสีส้มส่องสว่างออกมาจากภายในร้าน แม้ทั้งร้านจะเป็สีดำเกือบหมดแต่ไม่ให้ความรู้สึกน่าอึดอัดเลยแม้แต่น้อย เพราะถูกตกแต่งด้วยกระจกจำนวนมากบรรยากาศในร้านจึงโล่ง ที่กลางร้านมีโคมไฟแชนเดอเรียประดับอยู่
แต่ละโต๊ะแบ่งโซนกันชัดเจนจึงให้ความเป็ส่วนตัว จำนวนโต๊ะมีอยู่ทั้งหมดสิบโต๊ะ แต่ละโต๊ะนั่งได้สี่คน บรรดาพนักงานใส่ชุดสีดำกันทั้งร้าน ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าพนักงานทุกคนมีผมสีดำตาสีแดงกันทุกคน แม้ทุกคนทุกจะใส่ชุดสีดำแต่จะต้องมีสักส่วนของร่างกายที่ประดับด้วยเครื่องประดับสีทอง เป็ธีมของทางร้านงั้นเหรอ เห็นแล้วชวนให้นึกถึงชุดของแคลร์ที่ใส่เมื่อวานยังไงชอบกล แคลร์ให้ผมกับเซโน่เข้ามาในร้านก่อน ส่วนเ้าตัวบอกว่าจะไปถ่ายรูปร้านอัปลงโซเชียล เมื่อเข้ามาในร้านพนักงานต้อนรับก็กล่าวตอนรับเป็อย่างดี…?
“ร้าน Gates of Hell ยินดีต้อนรับค่ะ” แค่ชื่อร้านก็ฟังดูไม่เป็มงคลแล้ว!!!
“ก่อนอื่นทางร้านจะขอแจ้งกฎของทางร้านให้ทราบ”
เข้ามาถึงก็เจอกฎเลยแหะ แต่ก็คงเป็เื่ปกติล่ะมั๊ง ร้านใหญ่ขนาดนี้จะมีกฎระเบียบเื่มารยาทก็เป็เื่ธรรมดา แถมยังมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนด้วยนับว่าเป็เื่ดี
“ข้อแรก เมื่อเข้ามาในร้านทุกคนถือว่ามีสถานะเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเทพเ้า มนุษย์ ปีศาจ าา ผู้กล้า จอมมาร ทุกคนถือว่าเท่าเทียมกัน คนเดียวที่จะได้รับการปฏิบัติที่พิเศษในร้านนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ นายท่านของพวกเรา ข้อให้จำกฎข้อนี้เอาไว้ด้วย”
ผู้กล้า? จอมมาร? ไอ้คนพวกนี้มันมีด้วยเหรอ ว่าแต่นายท่านที่ว่าเนี่ยเ้าของร้านใช่ไหม?
“ข้อที่สอง เนื่องจากประตูของทางร้านเชื่อมต่อกับหลายที่ มีหลากหลายเผ่าพันธุ์และหลากหลายเชื้อชาติ เพราะฉะนั้นเวลาอยู่ในร้านกรุณารักษามารยาท ไม่ควรจ้องมอง แสดงท่าทีที่เป็การดูถูกหรือทำให้ลูกค้าท่านอื่นๆรู้สึกถูกคุกคามและไม่สบายใจ หรือก่อการทะเลาะวิวาทถ้าฝ่าฝืนจะขออนุญาตควักลูกตาออกมาเพื่อเป็การลงโทษค่ะ” พนักงานสาวยิ้มให้อย่างเป็มิตร ถึงประโยคที่พูดมาก่อนหน้านี้จะไม่ทำให้รู้สึกถึงความเป็มิตรเลยก็เถอะ ร้านนี้มันยิ่งแปลกขึ้นเรื่อยแล้วแหะ
“ข้อที่สาม หากมีประวัติแพ้อาหารหรืออาการแพ้อาหารชนิดใดเป็พิเศษกรุณาแจ้งพนักงานเสิร์ฟให้ทราบ เพราะอาหารของทางร้านใช้วัตถุดิบจากหลากหลายที่ รวมทั้งมีวัตถุดิบจากต่างโลก อาจเสี่ยงกินอาหารที่ไม่รู้ตัวว่าแพ้ได้กรุณาเข้าใจเื่นี้ ถ้าหากไม่อยากเสี่ยงกับวัตถุดิบจากต่างโลก กรุณาเลือกเมนูที่เขียนว่าใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในการปรุง เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอเข้ากับวัตถุดิบที่ไม่พึงประสงค์”
เริ่มมีกฎที่ดูเหมือนร้านอาหารขึ้นมาแล้วแหะ แต่เหมือนจะย้ำเื่ต่างโลกอยู่บ่อยๆ จะมีจริงงั้นเหรุ์ต่างดาว
“ข้อที่สี่” ยังไม่หมดอีกเหรอ?!
“พนักงานเองก็มีความรู้สึกและความเครียดเช่นกัน กรุณาอย่าเร่งรัดหรือใช้ท่าทีที่ไม่เหมาะสมกับพนักงาน ไม่อย่างนั้นอาจถึงตายได้ขอให้จำเื่นี้เอาไว้”
ใครจะกล้าหาเื่กับเจ๊ฟะ!!
“ต่อมาหากท่านใดที่สนใจจะซื้อ ของชำร่วย ของที่ระลึก อาวุธ อุปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุ ยาพิษ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ และสินค้าอื่นๆ สามารถขึ้นไปชมได้ที่ชั้นสองส่วนจะขายรึเปล่านั้นก็อีกเื่นึง และสุดท้ายนี้ขอให้มี่เวลาที่ดีในร้านของเรา ถ้าเข้าใจและยอบรับข้อตกลงที่ว่ามาสามารถเดินเข้าร้านและเลือกที่นั่งได้เลยค่ะ”
แปลว่าถ้าหากยอมรับไม่ได้ ก็สามารถเดินออกไปได้เลยสินะ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องลองดูสักตั้งแค่ไม่เสียมารยาทแล้วก็ไม่ทำผิดกฎก็พอสินะ เมื่อผมกับเซโน่เดินเข้ามาในร้านก็ต้องตกตะลึง ในระหว่างที่เรายืนฟังกฎของร้านที่พนักงานอธิบายอยู่ตอนมองเข้ามาภายในร้านไม่มีใครเลยจริงๆ ทั้งตอนที่อยู่นอกร้านก็ด้วย ทุกโต๊ะว่างไม่มีคนแม้แต่คนเดียว เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่ประตูก็ไม่เห็นคุณพนักต้อนรับเมื่อกี๊แล้ว เห็นเพียงแต่ประตูทางเข้าที่ไม่มีคน
แต่หลังจากที่ผมเดินพ้นจากคุณพนักงานต้อนรับมาแล้วก็พบว่ามีคนนั่งอยู่ในร้านอยู่แล้วสามสี่โต๊ะ เป็เวทมนต์อย่างนึงรึเปล่านะแบบที่แคลร์เคยใช้ ถึงจะเจอเื่น่าใแต่ก็มีเื่นึงที่ผมสนใจเป็พิเศษ จนสามารถมองข้ามเื่แปลกประหลาดที่เพิ่งเจอได้เลย นั้นก็คือร้านขายอาวุธที่ชั้นสอง แต่เพราะเซโน่งอแงบ่นว่าหิวข้าวก็เลย ตัดสินใจจะกินข้าวกันก่อนแต่ระหว่างที่กำลังเลือกอยู่ว่าจะสั่งเมนูอะไรนั้นเอง แคลร์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับผู้หญิงคนนึงซึ่งคาดว่าน่าจะเป็ลูกค้าที่นัดไว้ แต่ไม่รู้ทำไมสีหน้าของเธอคนนั้นดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ ผิดกับคนที่เดินมาด้วยกันที่ดูสบายๆ แถมยังยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้
“ที่นี่เหรอ ร้านอาหารที่นัดไว้…” เมื่อหญิงสาวเห็นป้ายชื่อร้านอาหารก็ถึงกับเหงื่อตก รีบหันหลังกลับไปทันทีแต่เมื่อเธอหันหลังไปก็เจอกับคนที่ยืนรออยู่เธออยู่แล้ว แต่นั่นกลับเป็คนที่เธอไม่อยากจะเจอมากที่สุด
“จะรีบไหนล่ะ มีนัดไม่ใช่เหรอ…เ้าพวกนั้นเข้าไปรออยู่ในร้านแล้ว”
“เออ คือ ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ไม่สะดวก คงต้องขอเลื่อนเป็วันอื่น”
“เข้าไปซะ”
แคลร์พูดด้วยเสียงกดต่ำน้ำเสียงเย็นะเื คำว่าตายพลันแล่นเข้ามาในหัวของหญิงสาวทำให้เธอถึงกับซะดุ้ง เธอทำอะไรไม่ได้จึงเดินเข้าไปในร้านทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจ
“ก็เข้าใจไม่ใช่รึไง” แคลร์พูดพลางยิ้มออกมา
Watashi Da : 100 ปีแห่งความว่างเปล่าจะมีคนเก็ตไหมนะ 555