หากนับเวลาดูแล้วั้แ่ทะลุมิติมาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปหนึ่งเดือนครึ่งแล้ว
จากเริ่มแรกที่อ่อนแอขนาดที่ใครเดินผ่านมาก็เหยียบเขาให้ตายได้ง่ายๆมาถึงตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปไม่สามารถสร้างภัยคุกคามให้กับเขาได้อีก
จะบอกว่าไป๋ฉางเซิงไม่รู้สึกลำพองใจเลยก็คงจะเป็การโกหก
เพราะการพัฒนาที่มองเห็นได้ในทุกๆวัน ทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของเขาพุ่งทะยานขึ้นเร็วแค่ไหน
ลองดูหลินจิงเหยาที่เคยอุ้มเขาแล้วเรียก'เสี่ยวไป๋' อย่างนั้น 'เสี่ยวไป๋'อย่างนี้สิผ่านมาเดือนกว่าแล้วเธอก็ยังก้าวไม่ถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์เลยด้วยซ้ำ
ไป๋ฉางเซิงในตอนนี้ขอเพียงแค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียวเขาก็สามารถสยบหลินจิงเหยาได้ราบคาบ
แม้เขาจะพัฒนาได้อย่างก้าวะโแต่เจียงจืออวี๋ก็ยังคงนำหน้าเขาอยู่ก้าวหนึ่งเสมอนั่นจึงทำให้เขายังไม่ลำพองใจจนเกินไปนัก
“รอบๆ แนวป้องกันทุ่งร้างโดยพื้นฐานแล้วจะไม่มีสัตว์อสูรที่สูงกว่าระดับทหารอสูรระดับสองปรากฏตัว”
“ด้วยความแข็งแกร่งของนายและฉันการร่วมมือกันก็เพียงพอจะรับมือสัตว์อสูรระดับทหารอสูรระดับหนึ่งได้เกือบทั้งหมด”
“และนายยังสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้หากมีสัตว์อสูรระดับสองเข้ามาใกล้”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เจียงจืออวี๋ก็ชะงักไปเล็กน้อย
เธอมองดูไป๋ฉางเซิงที่ตอนนี้ลำตัวยาวเกือบสามเมตรแล้วแม้แต่เธอก็ยังต้องยอมรับว่า 'งูเกล็ดขาว' ที่เธอซื้อมาแบบส่งเดชในตอนนั้นได้มอบเซอร์ไพรส์ที่ยิ่งใหญ่เกินคาดให้เธอจริงๆ
ไม่ใช่แค่เพราะตอนนี้เขาช่วยเหลือเธอได้มากแต่ยังรวมถึงพร์ของไป๋ฉางเซิงที่ไม่ควรจะอยู่ในสายพันธุ์งูเกล็ดขาวเลยด้วยซ้ำ
หนึ่งเดือนครึ่งจากศูนย์มาสู่พลังรบระดับทหารอสูรระดับกลางแม้แต่สิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีของหวงเส้าเทียนก็ยังดูจะด้อยกว่าไป๋ฉางเซิงเล็กน้อย
และด้วยเหตุนี้เองความสัมพันธ์ระหว่างเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงในยามนี้หากจะบอกว่าเป็นายกับสัตว์เลี้ยงสู้บอกว่าเป็ 'คู่หู'กันยังจะเหมาะสมเสียกว่า
“ถ้านายตกลง ก็พยักหน้าสิ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงก็ค่อยๆ พยักหน้าลง
ความจริงั้แ่ทะลุมิติมาโลกนี้ไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจดีว่าเขาย่อมต้องไปที่ทุ่งร้างนั่นแน่ๆต่างกันแค่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
ช่วยไม่ได้ในเมื่อเจียงจืออวี๋เองยังแทบจะประคองทรัพยากรการฝึกฝนของตัวเองไม่ไหวก็มีแต่ต้องหาทางไปล่าหาอาหารเองในทุ่งร้างเท่านั้น
และเวลาหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมาก็ทำให้เขาก้าวพ้น่หัวเลี้ยวหัวต่อที่เคยอ่อนแอจนน่าอับอายมาได้แล้ว
'ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ถ้าเข้าสู่ทุ่งร้าง ขอแค่ระวังตัวหน่อยไม่หาเื่ใส่ตัว ก็คงไม่มีสัตว์อสูรที่ไหนเดินดุ่มๆ มาเหยียบฉันตายได้หรอกมั้ง'
ชาติก่อนเจียงจืออวี๋ฝึกฝนไปจนถึงระดับจักรพรรดิ อย่างน้อยเธอก็คงไม่ทำพลาดในเื่การประเมินศัตรูแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
การตามเธอไปจึงยังรู้สึกถึงความปลอดภัยอยู่บ้าง
“จืออวี๋ พวกเธอจะไปทุ่งร้างกันจริงๆ เหรอ?”
หลินจิงเหยาทำหน้าเศร้าเธอยังคงถามย้ำด้วยความไม่สบายใจ
“ในทุ่งร้างนั่นอันตรายจะตายขนาดครูประจำชั้นยังบอกเลยว่าก่อนจะเรียนจบมหาวิทยาลัยอย่าเพิ่งคิดเื่ไปทุ่งร้าง”
“ทำไมเธอต้องรีบร้อนขนาดนั้นด้วย”
“ถ้าเธอขาดแคลนทรัพยากรฝึกฝน เอาส่วนของฉันแบ่งไปก็ได้นะ”
ได้ยินคำพูดของหลินจิงเหยาแม้แต่ไป๋ฉางเซิงยังอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ ยัยหนูนี่ช่างไร้เล่ห์เหลี่ยมจริงๆ
แต่พอนึกดูอีกทีหลังจากเจียงจืออวี๋กลับชาติมาเกิดแล้วยังรักษาความสัมพันธ์นี้กับหลินจิงเหยาไว้ได้นั่นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ทุกอย่างแล้ว
เมื่อเผชิญกับคำพูดนี้เจียงจืออวี๋ก็ได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ
“เหยาเหยา สิ่งที่ฉันขาดน่ะไม่ใช่ทรัพยากรฝึกฝนแค่เดือนเดียวหรอกนะ”
“อีกอย่าง ลำพังทรัพยากรของเธอก็แค่พอใช้สำหรับตัวเธอเองเท่านั้นเธอช่วยฉันได้ครู่หนึ่งแต่ช่วยฉันไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก”
“สรุปแล้ว ทรัพยากรฝึกฝนของฉัน ฉันต้องออกไปสู้เพื่อให้ได้มันมาด้วยตัวเอง”
“เื่นี้ฉันได้รับความเห็นชอบจากครูประจำชั้นและพ่อแม่แล้วเธอไม่ต้องกล่อมฉันแล้วล่ะ”
“ยิ่งไปกว่านั้น มีเสี่ยวไป๋อยู่ด้วย เขามีความสามารถแค่ไหนเธอก็รู้นี่”
เมื่อหลินจิงเหยาได้ยินดังนั้นเธอก็เหลือบมองไป๋ฉางเซิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเลิกเกลี้ยกล่อมในที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นพวกอุปกรณ์ป้องกัน อาวุธ แล้วก็ถุงกักิญญาล่ะเตรียมพร้อมหรือยัง?”
“ไปขอเงินพ่อมาให้ดีไหม”
“อย่างอื่นไม่สำคัญ แต่อุปกรณ์ป้องกันต้องใส่ของดีๆ หน่อยนะใน่อันตรายมันช่วยชีวิตได้”
“วางใจเถอะ” เจียงจืออวี๋เอ่ยปลอบใจ
ทั้งที่เธอและไป๋ฉางเซิงเป็คนจะไปทุ่งร้างแต่ท่าทางตอนนี้ดูเหมือนหลินจิงเหยาเสียมากกว่าที่จะเป็คนไปเอง
“อาวุธ อุปกรณ์ป้องกัน รวมถึงถุงกักิญญาฉันใช้ระบบกู้ยืมซื้อมาจากสมาคมผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ถึงระดับจะไม่สูงแต่ถ้าแค่ต่อสู้กับทหารอสูรระดับหนึ่งก็ถือว่าเพียงพอแล้วล่ะ”
“ไว้พอมีรายได้จากทุ่งร้าง กลับมาค่อยจ่ายเงินคืนก็ได้”
เจียงจืออวี๋รู้ดีว่าหากปล่อยให้หลินจิงเหยาจู้จี้ต่อไปวันนี้ทั้งเธอและไป๋ฉางเซิงคงไม่ได้ออกเดินทางแน่จึงทำได้เพียงปลอบใจอีกสองสามประโยคแล้วส่งเพื่อนสาวออกจากห้องไป
หลังจากส่งหลินจิงเหยาไปแล้วเมื่อกลับเข้ามา ในมือของเจียงจืออวี๋ก็มีถุงผ้าที่ดูคล้ายถุงหอมเพิ่มมาใบหนึ่ง
“สิ่งนี้เรียกว่าถุงกักิญญามันสามารถเก็บสัตว์เลี้ยงที่ทำพันธสัญญาิญญาเข้าไปข้างในได้และนายยังมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอกได้ด้วย”
“อย่าขัดขืนนะ ฉันจะเก็บนายเข้าไปแล้ว”
สิ้นคำพูดของเจียงจืออวี๋แสงจางๆ ก็เข้าโอบล้อมรอบกายไป๋ฉางเซิงเขารู้สึกถึงแรงดึงดูดบางเบาที่กระทำต่อร่างกาย ร่างที่เคยใหญ่โตค่อยๆ หดเล็กลงและในที่สุดก็ถูกดูดเข้าไปในถุงกักิญญาในมือของเจียงจืออวี๋
เป็ไปตามที่เจียงจืออวี๋บอกเขาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ภายนอกได้และหากเขา้าก็สามารถพุ่งออกมาจากถุงกักิญญานี้ได้ทุกเมื่อ
แบบนี้กลับสะดวกสำหรับเขาเสียอีกอย่างน้อยก็ไม่ต้องเลื้อยตามเจียงจืออวี๋ไปมาให้เหนื่อยเปล่า
หลังจากร่ำลาพ่อแม่ภายใต้สายตาที่เป็ห่วงของพ่อเจียงและแม่เจียงเจียงจืออวี๋ก็ก้าวขึ้นรถไฟที่มุ่งหน้าสู่ทุ่งร้างในที่สุด
“พื้นที่ใดก็ตามที่ถูกสัตว์อสูรยึดครอง จะถูกเรียกว่าทุ่งร้าง”
“เฉพาะในเทียนเฉาประเทศเดียวพื้นที่ที่ถูกจัดเป็ทุ่งร้างก็มีมากถึงสี่ล้านแปดแสนตารางกิโลเมตร”
“เมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์สองร้อยแห่งตั้งอยู่บนที่ราบเชื่อมต่อแนวป้องกันยาวสามพันลี้เข้าด้วยกัน”
“จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ของเรา คือเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์หมายเลข 072”
“ที่นั่นเพิ่งจะมีการกวาดล้างสัตว์อสูรครั้งใหญ่ไปแม้สัตว์อสูรที่มีมูลค่าสูงจะลดน้อยลงแต่ในขณะเดียวกันโอกาสที่จะถูกสัตว์อสูรระดับสูงโจมตีก็น้อยลงไปด้วย”
“สำหรับเราสองคน ที่นี่เหมาะสมที่สุดแล้ว”
ระยะทางของรถไฟที่มุ่งหน้าสู่ทุ่งร้างนั้นยาวไกลมากดังนั้นจึงไม่มีการแบ่งที่นั่งแบบเบาะแข็งหรือเบาะนุ่มผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนที่ขึ้นรถไฟจะได้รับส่วนกั้นห้องแยกเป็ส่วนตัว
เจียงจืออวี๋นั่งอยู่บนเตียงบนโต๊ะเล็กตรงหน้ามีแผนที่กางอยู่ เธอทำเหมือนกำลังพูดกับตัวเองแต่ความจริงเธอกำลังพูดให้ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักิญญาฟัง
ไป๋ฉางเซิงไม่มีความเห็นคัดค้านด้วยสายตาของเจียงจืออวี๋ ทางเลือกที่เธอทำถึงจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดแต่มันก็ไม่มีทางแย่แน่นอน
สายตาของเขามองทะลุผ่านถุงกักิญญาออกไปเห็นทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถไฟที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็วในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นและฮึกเหิมอย่างประหลาด
ในฐานะสัตว์อสูรในพันธสัญญาของเจียงจืออวี๋แม้ในเมืองเขาจะไม่ถูกโจมตี แต่ก็น่าอึดอัดใจไปหมดปกติเขาก็เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องของเจียงจืออวี๋ แทบไม่ได้ออกไปไหน
คนเราถ้าอุดอู้อยู่ในที่แคบๆนานเกินไปย่อมต้องป่วยใจเข้าสักวัน
แม้ตอนนี้เขาจะเป็ร่างงูแต่จิติญญาข้างในยังคงเป็มนุษย์
และเมื่อถึงทุ่งร้างแล้วนั่นแหละคือโลกกว้างที่เขาจะได้โบยบินอย่างแท้จริง