บทที่ 18 ไม่นึกอยากจะปฏิเสธ
สะใภ้สามคิดแล้วก็ยังคงรู้สึกโกรธ จึงหันกลับมาด่าซ้ำว่า "เจียงซื่อ เ้าทำให้ท่านแม่โกรธจนเป็ลมไปแล้ว หากเ้ารู้จักผิดชอบชั่วดีก็จงหิ้วเนื้อหมาป่าสิบจินกลับมาขอโทษท่านแม่ที่บ้านเดิมเสีย มิเช่นนั้นเ้าจะได้เห็นดีกันแน่!"
เอ้อร์เป่าถือโถตะขาบทำท่าจะวิ่งไล่ตามไปเพื่อขว้างใส่ "ขอโทษผีสิ! จะให้ขอโทษด้วยตะขาบตัวเบ้อเริ่มสองสามตัวนี่ไหมล่ะ"
สะใภ้สามถูกกัดจนเข็ดขยาด จึงกรีดร้องเสียงหลงโดยไม่สนใจที่จะพยุงยายเฒ่าหวังหลิว นางปล่อยมือแล้ววิ่งหนีไปทันที
เดิมทียายเฒ่าหวังหลิวถูกสะใภ้สองคนช่วยกันพยุงไว้ พอฝั่งหนึ่งปล่อยมือกะทันหัน ประกอบกับนางมีร่างกายอ้วนท้วนจึงเสียการทรงตัว
แล้วล้มโครมลงไปจนหน้าผากเขียวช้ำ จะแสร้งทำเป็ลมต่อไปก็ไม่ได้แล้ว
"ไอ้พวกลูกทรพี!" นางแผดเสียงร้องโวยวาย พลางตะเกียกตะกายลุกขึ้น แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดจากไปอย่างทุลักทุเลด้วยความโกรธแค้น
ชาวบ้านโดยรอบต่างพากันหัวเราะลั่น
เจียงเหลียนจูเองก็รู้สึกขำ ทั้งขำทั้งโกรธ ช่างซวยสิ้นดี เหตุใดจึงเจอแต่พวกคนประหลาดอะไรกันนักหนา
ทีแรกไล่ตะเพิดแม่ลูกหลายคนออกมาพอเห็นนางล่าหมาป่าได้ตัวหนึ่งกลับหันมาหาเื่เสียอย่างนั้น
วันข้างหน้าคงไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขนัก
คนพวกนี้ใจแคบ เื่นี้คงยังไม่จบสิ้นและคงมีเื่ยุ่งยากตามมาอีกในภายหลัง
ทว่านางก็ไม่กลัว นางจะเลี้ยงลูก ๆ ของนางให้ดี ขอเพียงทำตัวให้ถูกต้องก็ไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด
ทหารใช้ขุนพลต้านน้ำใช้ดินกั้น
เมื่อไม่มีเื่สนุกให้ดู ชาวบ้านก็แยกย้ายกันกลับหมด
เหลือเพียงครอบครัวของเจียงเหลียนจูเท่านั้น
เจียงเหลียนจูถามลูกทั้งสามด้วยความเป็ห่วง "พวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง ไม่ได้าเ็ใช่ไหม"
เ้าตัวเล็กทั้งสามส่ายหน้าพร้อมกัน
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว พวกเ้าเป็เด็กดีที่กล้าหาญมาก! แต่ว่าหนานเป่า เ้ายังเด็กต่อไปหากจะไปกัดใครต้องประเมินกำลังของตัวเอง อย่าเสี่ยงเกินไปนะลูก มีแม่อยู่ แม่จะปกป้องพวกเ้าเอง หากกำลังต่างกันมากจนสู้ไม่ได้ พวกเ้าถอยทัพตามกลยุทธ์ก่อนได้รอแม่กลับมา แม่จะแก้แค้นให้พวกเ้าเอง เข้าใจไหม"
เจียงเหลียนจูกำชับ
เหมือนเมื่อครู่ที่หนานเป่าเข้าไปกัดยายเฒ่าหวังหลิว หากถูกสะบัดจนกระเด็นไป ร่างเล็ก ๆ เช่นนั้นจะไม่าเ็หรอกหรือ
พอนึกถึงก็รู้สึกใจหาย
ลูกทั้งสามคิดตามแล้วพยักหน้าพร้อมกัน "ขอรับ ท่านแม่"
ชีวิตของพวกเขามีความหวังแล้ว!
ท่านแม่คนก่อนมักจะเก่งแต่ในบ้าน พอออกไปข้างนอกถูกใครรังแกมา พอกลับเข้าบ้านปิดประตูมิดชิดก็จะลงไม้ลงมือกับพวกเขา
แต่ท่านแม่คนปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ดุกับคนนอกแต่ดีกับพวกเขา พวกเขาชอบเหลือเกิน ชอบท่านแม่แบบนี้ที่สุด
เมื่อก่อนเด็ก ๆ เรียกท่านแม่ด้วยความไม่เต็มใจ แต่ตอนนี้คำว่าท่านแม่คำนี้ออกมาจากใจจริง
เจียงเหลียนจูลูบหัวพวกเขาตามลำดับ "เด็กดี เด็กดีทุกคน วันนี้แม่เก็บของในป่าได้เยอะเลย ได้ทั้งไก่ป่า กระต่ายป่า ไข่ไก่ป่า แล้วก็เห็ดอีกตั้งมากมาย แม่จะไปทำของอร่อยให้พวกเ้ากินนะลูก"
ซุปกระดูกหมูเมื่อเช้ายังเหลืออยู่และเคี่ยวอยู่ในโถดินเผา หากนำเห็ดที่ล้างสะอาดแล้วลงไปต้มในซุปกระดูกหมูสักพักรสชาติคงจะเลิศล้ำยิ่งนัก แล้วทำไข่ไก่ป่าผัดกับทอดแป้งข้าวโพดให้เด็ก ๆ กินก็เพียงพอแล้ว
ทั้งรวดเร็วและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
เด็ก ๆ พอได้ยินว่าจะมีของอร่อยก็ยิ้มแก้มปริ "ขอรับ! พวกข้าฟังท่านแม่"
ต้าเป่าเดินไปปิดประตูรั้วบ้าน
เจียงเหลียนจูนำตะกร้าสะพายหลังมา เปิดหญ้าป่าที่คลุมไว้้าออก
ก้อนขนฟู ๆ สามก้อนก็โผล่ออกมา
เจียงเหลียนจูลืมลูกหมาป่าตุ๋นน้ำแดงแฮะ
เอ้อร์เป่าอุทานด้วยความดีใจ "ท่านแม่ นี่คือลูกหมาที่เก็บมาจากไหนหรือขอรับ น่ารักจังเลย"
หนานเป่าก็ดีใจเช่นกัน นางยื่นมือน้อย ๆ ไปลูบลูกหมาป่าตัวที่อยู่ริมสุดก่อน พร้อมกับส่งเสียง อ๊าว ๆ หัวเราะใส่มัน
ลูกหมาป่าน้อยแลบลิ้นสีชมพูเล็ก ๆ เลียมือของหนานเป่า
เด็กมนุษย์ตัวน้อยกับลูกหมาป่าตัวน้อยอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียว ไม่ว่าจะมองมุมไหน ภาพนี้ก็ดูไร้เดียงสาและน่ารักยิ่งนัก
"แม่เก็บมาน่ะ" เจียงเหลียนจูตอบ
เอ้อร์เป่าเลือกตัวหนึ่งแล้วอุ้มออกมา พูดอย่างมีความสุขว่า "สงสัยจะเป็ลูกหมากำพร้าท่านแม่เก็บมาให้พวกข้าเลี้ยงใช่ไหมขอรับ ท่านแม่ดีที่สุดเลย ข้าชอบลูกหมาที่สุด เ้าตัวนี้โตขึ้นต้องแข็งแรงแน่ ๆ พอโตแล้วจะสามารถปกป้องพวกเราได้ ลูกหมาซื่อสัตย์ที่สุดและเชื่อฟังเ้าของที่สุดด้วยขอรับ"
ต้าเป่าที่อยู่ข้าง ๆ รีบแย้งว่า "น้องรอง บ้านเราฐานะยากจน ลำบากแม้แต่เื่อาหาร จะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงหมา? เ้าอย่าเพิ่งฝันไปเลย"
เอ้อร์เป่าพลันหงอยลง "ข้าสามารถแบ่งอาหารของข้าครึ่งหนึ่งให้มันได้นะขอรับ ได้ไหมพี่ใหญ่?"
หนานเป่าได้ยินเอ้อร์เป่าพูดเช่นนั้น นางนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ่งคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนางก็อุ้มลูกหมาป่าตัวที่เลียนิ้วนางไว้ในอ้อมกอด
"อ๊าว... อ๊าว..." ทำท่าทางสื่อความหมายแบบเดียวกับเอ้อร์เป่า
ยินดีจะแบ่งอาหารของตนเองครึ่งหนึ่งเพื่อเลี้ยงลูกหมาของนาง
ที่แท้เด็กสองคนนี้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ว่าจะเลี้ยงหมาคนละตัว
ต้าเป่ายังคงไม่เห็นด้วย "ไม่ได้ เลี้ยงไม่ไหวหรอก ส่งพวกมันไปให้บ้านที่มีฐานะดีกว่าจะดีกว่า..."
เขาพูดต่อไม่ได้ เพราะลูกหมาป่าตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตะกร้า เงยหน้ามองต้าเป่าด้วยสายตาละห้อย ต้าเป่าเองก็อดไม่ได้ที่จะมองกลับไป
ปกติเด็ก ๆ ย่อมชอบสัตว์ตัวเล็ก ๆ ต่อให้ต้าเป่าจะมีเหตุผลแค่ไหนแต่เขาก็อายุเพียงหกขวบเท่านั้น
ความจริงเขาก็ชอบลูกหมาป่าน้อยเช่นกัน
เจียงเหลียนจูเห็นเหตุการณ์นี้ก็ลำบากใจ
นางใจอ่อนชั่วขณะจึงช่วยลูกหมาป่าเหล่านี้ไว้
แต่ไม่ได้คิดจะนำกลับมาให้ลูกทั้งสามเลี้ยง!
นี่มันหมาป่านะไม่ใช่หมา!
ถ้าเป็หมาก็ช่างเถอะ เลี้ยงก็เลี้ยงไป แต่นี่คือหมาป่า! เผ่าพันธุ์ที่มีสัญชาตญาณดุร้าย
"ท่านแม่ พวกข้าเลี้ยงลูกหมาสามตัวนี้ได้ไหมขอรับ พวกเรามีสามคนเลี้ยงคนละตัวพอดีเลย พวกข้าจะไม่รบกวนท่านแม่เลย พวกข้าจะสอนให้ลูกหมาเชื่อฟังอย่างแน่นอน" เอ้อร์เป่าเอ่ยขอร้องอีกครั้ง
ลูกหมาป่าในอ้อมกอดของเขาดูทั้งว่านอนสอนง่ายและน่ารัก
หนานเป่าก็มองเจียงเหลียนจูด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวัง
เจียงเหลียนจูไม่นึกอยากจะปฏิเสธจริง ๆ
กว่าจะผูกสัมพันธ์กันได้ หากนางปฏิเสธครั้งนี้ เกรงว่ามันจะลดฮวบลงไปครึ่งหนึ่ง
พอนึกอีกที ตอนที่จ่าฝูงสู้กับอินทรีทองดูเหมือนมันจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง ลูก ๆ ของมันก็น่าจะฉลาดเช่นกัน
หากมีสติปัญญาก็จะสั่งสอนได้ง่ายขึ้น
ประกอบกับตอนนี้ยังเล็ก ยิ่งเล็กยิ่งสอนง่าย
หากสั่งสอนได้ดี เมื่อโตขึ้นก็จะสามารถปกป้องลูก ๆ ของนางได้ในยามที่นางไม่อยู่ข้างกาย
เหมือนเหตุการณ์วันนี้ หากนางไม่อยู่แล้วมีคนมารังแกเด็ก ๆ ถ้ามีหมาป่าคอยปกป้อง พวกเขาคงไม่เสียเปรียบแน่นอน
และหากมองในแง่ร้ายที่สุด ถ้าลูกหมาป่าสามตัวนี้สอนไม่ได้จริง ๆ และเผยสัญชาตญาณดุร้ายออกมา เจียงเหลียนจูก็แค่จัดการพวกมันเสียฆ่าเอาเนื้อมากินก็ยังได้
ทว่ายังมีเื่ยุ่งยาก คือเกรงว่าเมื่อลูกหมาป่าโตขึ้นแล้วคนในหมู่บ้านพบเข้าจะไม่ยอมรับ
แต่นั่นเป็เื่ของอนาคต
สายตาละห้อยของเด็ก ๆ ตรงหน้า ทำให้นางปฏิเสธไม่ลงในตอนนี้
เื่วันหน้า เอาไว้ค่อยว่ากัน
อย่างมากนางก็แค่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยพวกเขาสอนลูกหมาป่าก็พอ
"ตกลง ลองเลี้ยงดูสักสองสามวันแล้วกัน"