ตอนที่25เ็ปจนเืขึ้นหน้า
ร่างของชาร์ลีร่วงหล่นจากไม้กวาดราวกับนกปีกหักหลังจากถูกลูกควัฟเฟิลกระแทกเข้ากลางหลังอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นปีเตอร์ซึ่งบินอยู่ใกล้ที่สุดเบิกตากว้างด้วยความช็อกเขาะโเรียกชื่อกัปตันสุดเสียงก่อนจะรีบโน้มตัวเร่งความเร็วไม้กวาดหมายจะพุ่งเข้าไปรับร่างเพื่อนร่วมทีมที่กำลังดิ่งพสุธาทว่าในจังหวะนั้นเองพรรคพวกของแม็กนัสกลับบินเข้ามาขวางทางไว้ด้วยเจตนาอันชั่วร้ายพวกเขาจงใจปิดล้อมทางบินจนปีเตอร์ไม่สามารถเข้าถึงตัวชาร์ลีได้ทัน
“หลีกไปนะ! พวกแกจะปล่อยให้เขาตกลงไปตายหรือไง!” ปีเตอร์แผดเสียงะโอย่างเดือดดาลใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
“แล้วยังไงล่ะ?” หนึ่งในนั้นย้อนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางเหยียดยิ้มเย็น
“ไอ้พวกสารเลวเอ๊ย!” ปีเตอร์สบถลั่นก่อนจะตัดสินใจพุ่งชนอีกฝ่ายเพื่อเปิดทางอย่างไม่สนชีวิต
ในขณะที่ความโกลาหลกำลังเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้องของนักเรียนบนอัฒจันทร์บางคนรีบวิ่งไปรายงานอาจารย์ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกินกว่าเหตุทว่าบรรดาคณาจารย์กลับทำเพียงเฝ้ามองด้วยสายตาเ็าพวกเขามองว่านี่คือการชิงไหวชิงพริบที่ยังอยู่ในขอบเขต เพราะกติกาในปีนี้ไม่มีข้อไหนห้ามการปะทะกันระหว่างบ้านหรือฝ่ายตรงข้ามส่วนที่เหลือคือความสามารถและการเอาตัวรอดของผู้เล่นเองคำตอบอันไร้เยื่อใยของเหล่าอาจารย์ทำให้ผู้คนเริ่มหวาดกลัวต่อชะตากรรมของหัวหน้าทีมสลิธีรินที่กำลังจะกระแทกพื้นสนามในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าแต่แล้วในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายเงาสีน้ำเงินเข้มก็พุ่งทะยานลงมาจากความสูงระดับก้อนเมฆราวกับดาวตกทุกสายตาต่างจ้องมองด้วยความตะลึงพรึงเพริด เมื่อเห็นว่าร่างนั้นคือ โดมินิค ซีกเกอร์สาวจากบ้านเรเวนคลอ
เธอตัดสินใจละทิ้งประกายสีทองวับแวมของลูกโกลเด้นสนิชที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เสียดายเพื่อดิ่งลงมาคว้าข้อมือของชาร์ลีไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ร่างของเขาจะปะทะพื้นดินเพียงไม่กี่ฟุตแรงส่งจากการพุ่งตัวทำให้ไม้กวาดของเธอโค้งงอจนน่าหวาดเสียวแต่นั่นก็เพียงพอที่จะช่วยชีวิตกัปตันต่างบ้านเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด
“อึก...!”
ชาร์ลีครางออกมาในลำคอเขารู้สึกได้ว่าแรงกระแทกที่ควรจะรุนแรงกลับเบาบางกว่าที่คาดไว้เมื่อเขาลืมตาขึ้นท่ามกลางความมึนงงก็พบกับใบหน้าจริงจังของซีกเกอร์สาวบ้านเรเวนคลอที่อยู่ตรงหน้า
“นี่เธอ...”
“เลิกทำหน้าเหวอได้แล้ว ชาร์ลี! คนเขาอุตส่าห์ยอมทิ้งลูกโกลเด้นสนิชมาช่วยขนาดนี้อย่างน้อยก็ต้องขอบคุณกันหน่อยไหมล่ะ?”
โดมินิคเอ่ยประชดประชันตามนิสัยแต่ดวงตาของเธอกลับคอยกวาดมองไปรอบๆ เพื่อระวังภัย
“หึ...ขอบใจมากที่ช่วยชีวิตฉันไว้...” ชาร์ลีแค่นหัวเราะพลางกระชับไม้กวาดให้มั่นคงขึ้นอีกครั้ง
“แล้วนายจะเอาไงต่อ? เพื่อนร่วมบ้านของนายดูท่าจะไม่ได้อยากให้กัปตันอย่างนายกลับเข้าสนามเท่าไหร่นะ”
“คงต้องขอแรงเธอหน่อยแล้วล่ะ ตอนนี้ฉัน...ขยับตัวลำบากสุด ๆ”
“ฉันว่านาย...ควรออกจากสนามดีกว่านะ...”
“ฉันก็คิดแบบนั้น...ฝากจัดการพวกนั้นด้วยละกัน”
ชาร์ลีกล่าวจบเขายกมือส่งสัญญาณของสละสิทธิ์ออกจากเกมก่อนจะให้อีกฝ่ายพาเขาลอยลงสู่พื้น
“ตอนนี้ ชาร์ลี แอนเดอร์สันได้ขอสละสิทธิ์การแข่งไปแล้วเนื่องจากบ้านของเขามีการตีบอลพลาดทำให้เขาได้รับาเ็แต่สำหรับผมกำลังคิดว่าพลาดจริงหรือเปล่า?” จิมมี่เอ่ยประชดออกมา
เขารู้สึกว่าการแข่งขันในปีนี้ช่างมีอะไรน่าสงสัยเยอะแต่คำพูดของเขาทำให้แม็กนัสหมายหัวอีกฝ่ายเช่นเดียวกันแต่เขายังสนใจไปที่สองคนที่เขาตั้งเป้าไว้ั้แ่แรก
“จังหวะนี้ล่ะ!! จัดการยัยวีสลีย์เลย!!”
แม็กนัสแผดเสียงคำรามสั่งการอย่างเืเย็นแววตาของเขาไม่มีความปรานีเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยเขาเห็นโอกาสทองที่จะกำจัดทั้งซีกเกอร์ฝั่งตรงข้ามที่เก่งที่สุดและกัปตันทีมที่เป็เสี้ยนหนามของเขาไปพร้อม ๆ กันสิ้นเสียงไม้บีตเตอร์ที่หวดดังสนั่น ลูกบลัดเจอร์เหล็กก็พุ่งทะยานแหวกอากาศตรงเข้าหาโดมินิคกับชาร์ลีที่กำลังลอยตัวต่ำเตรียมลงสู่พื้นความตายกำลังพุ่งตรงมาหาพวกเขา ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวของทั้งคู่ชาร์ลีอยากจะผลักโดมินิคให้พ้นวิถีะุ แต่ในวินาทีวิกฤตเช่นนี้การขยับตัวเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงหายนะของทั้งสองคน เสียงของผู้ชมกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วอัฒจันทร์เมื่อเห็นว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะหลบพ้น
วืดดดด—ปัง!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเองร่างปริศนาในชุดควิดดิชสีเขียวเข้มตัวโคร่งก็พุ่งทะลุออกมาจากปากอุโมงค์ราวกับลูกะุปืนใหญ่ผู้มาใหม่พุ่งเข้าแทรกกลางระหว่างเหยื่อและลูกบอลเหล็กก่อนจะวาดวงสวิงไม้บีตเตอร์ในมืออย่างเฉียบคมฟาดสวนลูกบลัดเจอร์มรณะกลับไปทางเดิมอย่างแม่นยำลูกเหล็กพุ่งย้อนศรเฉียดใบหน้าของบีตเตอร์ลูกน้องของแม็กนัสจนเ้าตัวต้องหงายหลังหลบจนเกือบตกไม้กวาด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมสนามในชั่วพริบตาเสียงกรีดร้องเมื่อครู่เลือนหายไปราวกับถูกปิดสวิตช์ทุกสายตาจับจ้องไปที่ผู้มาใหม่ซึ่งสวมหมวกเหล็กแบบเต็มใบปิดบังใบหน้ามิดชิดทุกคนต่างมีคำถามเดียวกันในหัวว่าคนคนนี้คือใคร ภายใต้หน้ากากนั้นดวงตาสีเขียวมรกตคู่หนึ่งกำลังจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่กล้าทำร้ายพวกพ้องของตัวเองด้วยแววตาแข็งกร้าว
“พวกนาย...อยากจะเล่นสกปรกกันนักใช่ไหม?” เสียงที่ถูกดัดจนทุ้มต่ำและสุขุมผิดปกติเอ่ยขึ้นจนดังก้องไปทั่วสนามควิดดิช“ได้เลย! เดี๋ยวฉันจะเล่นเป็เพื่อนพวกนายเอง!”
“แกเป็ใคร!? กล้าดียังไงมาขวางฉัน!”
แม็กนัสตะคอกด้วยความเดือดดาลเขาพยักหน้าให้ลูกน้องที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวทั้งคู่พุ่งตรงเข้าหาผู้มาใหม่โดยไม่สนใจแต้มการแข่งขันบุคคลปริศนาในชุดเกราะเตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมที่กำลังพุ่งเข้ามา
ปัง!!
เสียงไม้กระทบลูกเหล็กดังสนั่นอีกครั้งแต่คราวนี้มันมาจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิดบีตเตอร์ของบ้านเรเวนคลอที่ทนดูหัวหน้าทีมตัวเองโดนรังแกไม่ไหวตัดสินใจเหวี่ยงไม้ฟาดบลัดเจอร์เข้าใส่แม็กนัสเพื่อเป็การเอาคืน
“รับนี่ไปซะ แม็กนัส!”
ลูกบลัดเจอร์พุ่งแหวอากาศด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาลสำหรับซีกเกอร์อย่างแม็กนัส การหลบลูกบอลแค่นี้เป็เื่ง่ายแต่เขาลืมไปว่าข้างหน้าเขายังมี ‘เ้าหมวกเหล็ก’ ที่ง้างไม้รออยู่แล้ว
“เอาเลย! เ้าหมวกเหล็ก!” เสียงเชียร์จากบีตเตอร์เรเวนคลอดังขึ้น
ลูกบลัดเจอร์พุ่งมาทางบุคคลปริศนาใส่ชุดเกราะเ้าตัวตั้งท่าคำนวณองศาต่าง ๆ อย่างแม่นยำแรงเหวี่ยงปะทะกับลูกเหล็กจนพุ่งปะทะเข้ากับด้ามไม้กวาดของแม็กนัสอย่างจังจนมันเกิดแรงบิดมหาศาลส่งร่างของเขาหมุนคว้างกลางอากาศไม่ต่างจากลูกข่างที่คุมทิศทางไม่ได้
“อ๊ากกกกกกกกกก!”
แม็กนัสร้องเสียงหลงร่างของเขาเหวี่ยงไปมาจนดูเหมือนตุ๊กตาโดนจับเขย่าสร้างเสียงหัวเราะลั่นไปทั้งอัฒจันทร์ แม้แต่อาจารย์บางท่านยังต้องแอบยกมือปิดปากทิศทางที่เขาหมุนไปนั้นพุ่งตรงเข้าหาลูกน้องตัวเองที่ยืนอึ้งอยู่
“เฮ้ย! อย่ามาทางนี้สิ!”
“ฉันหยุดไม่ได้! อึก... แหวะ!”
ทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศจนร่วงลงสู่พื้นสนามท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างสะใจของผู้ชมบุคคลปริศนาแอบยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็ก ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงวี้ ๆดังอยู่ข้างหูทำให้คิดว่าน่าจะเป็ลูกโกลเด้นสนิชที่มาวุ่นวายกับตนตลอดจนเธอต้องเอื้อมมือไปคว้าโดยไม่มองมันแต่อยากได้ก่อนจะะโใส่สิ่งที่อยู่ในมือ
“แกออกมาจากกระเป๋าอีกแล้วเหรอ!? บอกแล้วไงว่าอย่ามาวุ่นวาย!”
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
เสียงระฆังจบการแข่งขันดังขึ้นทันทีจิมมี่ผู้บรรยายเกมรีบประกาศด้วยเสียงตื่นเต้น “ผู้เล่นหมวกเหล็กปริศนาจับโกลเด้นสนิชได้!สลิธีรินได้ไป 190 แต้ม ต่อ 50 แต้ม!แล้วหมดเวลาการแข่งขันพอดี ทำให้สลิธีรินเป็ฝ่ายชนะ!”
เสียงประกาศดังกึกก้องพร้อมเสียงเฮฮาถล่มทลายเด็กบ้านสลิธีรินถึงกับอ้าปากค้างพวกเขาไม่คาดคิดว่าบ้านตนเองจะได้ชัยชนะในครั้งนี้แต่ก็มีกลุ่มคงที่ส่งเสียงหลงกับการพนันข้างเรเวนคลอเอวาที่ได้ยินว่าบ้านตัวเองชนะถึงกับสงสัยดีใจอย่างมากที่ตัวเองชนะพนันในครั้งนี้เสียงฮือฮาทำให้บุคคลปริศนาในชุดเกราะอ้ำอึ้งว่าสิ่งที่ตนเองจับนั้นไม่ใช่ลูกโกลเด้นสนิชของตนเองเธอเปิดอ้ามือออกก็เห็นลูกโกลเด้นสนิชที่ต่างจากของตนเองเ้าตัวรีบปล่อยลูกบอลสีทองทิ้งแล้วพุ่งบังคับไม้กวาดแล้วพุ่งตัวหนีกลับเข้าไปยังอุโมงค์ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบอบอวลชาร์ลีรีบวิ่งตามเข้าไปแต่เขาก็พบเพียงชุดเกราะควิดดิชตัวหลวมโคร่งกับหมวกเหล็กที่น่าจะเป็ของชุดเกราะในจุดพักของนักเล่นควิดดิชแต่สถานที่นั้นไร้ผู้คนเขาหายไปอย่างกับผีที่ไม่มีตัวตน
ปลายทางเสียงฝีเท้ากำลังวิ่งออกมาจากอุโมงค์จนกระทั่งออกมาสู่แสงสว่างร่างของเด็กสองคนวิ่งออกมาด้วยท่าทางหอบเหนื่อยหลังจากช่วยกันถอดชุดนักเล่นควิดดิชออกจากตัวของอบิเกลเสียงหอบหายใจของทั้งสองดังถี่แล้วค่อย ๆช้าลงทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ กับความบ้าบิ่นที่ทำแบบนั้นกันสกอร์เปียสค่อย ๆยืดตัวยืนขึ้นก่อนจะส่งเสื้อคลุมของอีกฝ่ายที่เขาสวมไว้กลัวที่จะลืมไว้ที่ไหน
“อ๊ะ...เสื้อคลุมเธอ”
“ขอบใจ...” อบิเกลรับเสื้อคลุมของเธอออกมา
“เมื่อกี้เธอบ้ามากเลยนะที่ไปดักหน้าแบบนั้น!เกิดลูกบลัดเจอร์พุ่งใส่เธอจนาเ็จะทำไง?” สกอร์เปียสพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างหนักใจเมื่อกี้เขามองจากทางอุโมงค์ก็นึกว่าเพื่อนเขาจะได้รับาเ็เสียแล้ว
“ทำไงได้ล่ะ เ้าพวกนั้นเล่นสกปรกก่อนนี่”
“มันก็จริง...ทำไมกันนะ อยู่ ๆ ถึงโจมตีพวกเดียวกัน?”
“ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ...” อบิเกลตอบไปแบบนั้นแต่ในใจเธอเหมือนมีคำตอบ แต่ไม่อยากพูดตรงนี้ เธอสวมเสื้อคลุมทันที “เอาล่ะเรากลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นเถอะ เดี๋ยวพวกเขาจะสงสัยเอา”
“โอเค”
ทั้งสองกำลังจะก้าวเท้าออกจากตรงนั้นกัน จู่ ๆก็มีร่างหนึ่งก็โผล่มาขวางหน้าไว้ อบิเกลเงยหน้ามองดวงตาสีน้ำตาลผมแดงที่บ่งบอกว่าเป็คนบ้านวีสลีย์
“นาย...ฮิวโก้”
“อะไรกัน ๆ นึกว่าหายไปไหน ที่แท้ก็แอบมาจู๋จี๋กันที่นี่เองเหรอ?” ฮิวโก้เอ่ยทักด้วยสายตาดูแคลน
“เงียบปากนายไปซะน่าจะดีกว่า วีสลีย์!” สกอร์เปียสหน้าแดงด้วยความโกรธ
“ทำไมล่ะมัลฟอย? หรือฉันพูดแทงใจดำ?” ฮิวโก้ยังไม่หยุดยั่วโมโห
อบิเกลรั้งแขนสกอร์เปียสไว้พลางส่ายหน้า “ไปเถอะสกอร์เปียส ฟังเสียงนกเสียงกาไปก็ประสาทกินเปล่า ๆ”
“แกว่าไงนะ? ยัยลูกฆาตกร!” ฮิวโก้แผดเสียงเรียกตามหลัง
อบิเกลหยุดกึกก่อนจะหันไปตอกกลับ “ถ้าสมองมีไว้แค่จำคำพูดแย่ๆ มาด่าคนอื่น ฉันว่านายลองไปส่องกระจกดูนะว่าข้างในหัวยังมีสมองอยู่บ้างไหมไอ้ขี้แพ้!”
“ว่าไงนะ!! ยัยบ้า”
ท่ามกลางเวลานั้นเองกระแสฝูงชนที่กำลังทยอยออกจากอัฒจันทร์เพื่อมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวปราสาทผ่านทั้งสองคนที่กำลังเดินอบิเกลและสกอร์เปียสพยายามเดินปะปนไปกับนักเรียนคนอื่น ๆ อย่างแเีไม่ให้ฮิวโก้ตามมาวุ่นวายกับพวกเธอได้ ทั้งสองคนมองหน้ากำลังคิดว่าตัวเองควรที่จะเดินกลับปราสาทดีกว่าทั้งสองกำลังก้าวเท้าไปข้างหน้านั้นก็ถูกทักด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้นกว่าอะไรของเอวาที่กำลังพุ่งตรงมาทางทั้งสองคน
“อบิเกล! สกอร์เปียส! พวกเธอหายไปไหนมาเนี่ย!” เอวาร้องทักพลางะโโลดเต้นด้วยความดีใจ“รู้ไหมฉันชนะพนันด้วยล่ะ!ไม่นึกเลยว่าบ้านเราจะพลิกกลับมาชนะได้แบบสะใจขนาดนี้!”
“งั้นเหรอ...ไม่รู้เลยนะเนี่ย”
“อืม ๆ แค่ไปห้องน้ำแป๊บเดียวเองนะเนี่ย”
“ใช่ไหม!! ฉันได้กำไรมาเยอะเลย!! ฉันต้องเอาเื่นี้ไปเล่าให้พ่อฟัง!!”
ขณะที่เอวากำลังพูดจาเจื้อยแจ้วถึงกำไรที่เธอได้จากการวางเดิมพันข้างบ้านตัวเองอบิเกลกลับทำได้เพียงยิ้มแห้ง ๆรอบกายของเธอเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ของเหล่านักเรียนที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ในสนามทุกคนต่างพากันตั้งคำถามถึง ‘ผู้เล่นคนที่แปด’ ผู้ลึกลับที่สวมชุดเกราะปริศนาออกมานำชัยชนะมาให้สลิธีรินอย่างปาฏิหาริย์อบิเกลฝืนกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินนักเรียนบางคนวิเคราะห์ลักษณะท่าทางการบินของบุคคลปริศนาคนนั้นความระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจว่าจะมีใครสงสัยถึงตัวตนที่แท้จริงของบุคคลปริศนานั้นแต่เมื่อนึกได้ว่าเธอเก็บกวาดร่องรอยทุกอย่างในอุโมงค์และถอดชุดเกราะคืนที่เดิมไปหมดแล้วเธอก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าคงไม่มีใครล่วงรู้ความลับนี้แน่ ๆ
แสงอาทิตย์ยามอัสดงเริ่มทอแสงสีส้มอมม่วงพาดผ่านระเบียงทางเดินไม้หินขณะที่เหล่านักเรียนต่างพากันเดินเบียดเสียดออกจากห้องเรียนเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องโถงกลางสำหรับมื้อเย็นที่กำลังจะเริ่มขึ้นทว่าอบิเกลกลับปลีกตัวออกมาสวนทางกับฝูงชนที่กำลังหิวโหย ความวิตกกังวลที่มีต่อรุ่นพี่แต่ละคนยังคงรบกวนจิตใจเธอไม่เลิกราเธอจึงมุ่งหน้าไปยังปีกทิศใต้ของปราสาทและเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดไปยังห้องพยาบาลบนชั้นสามอย่างรีบร้อนบรรยากาศบริเวณหน้าห้องพยาบาลควรจะเงียบสงัดเพื่อให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนแต่ทว่าในขณะที่อบิเกลกำลังจะเอื้อมมือไปผลักประตูไม้อันหนักอึ้งเสียงตวาดแผดก้องด้วยความโทสะก็ดังลอดออกมาจนเธอต้องชะงักเธอจำน้ำเสียงกระด้างที่เต็มไปด้วยความโอหังนั้นได้ในทันทีโดยไม่ต้องคาดเดาเมื่อเธอตัดสินใจก้าวเข้าไปด้านในภาพที่ปรากฏคือกลุ่มนักกีฬาควิดดิชบ้านสลิธีรินที่มารวมตัวกันจนดูคับแคบไปถนัดตา
“พวกคุณจะไม่ทำอะไรเลยหรือไง!! ผมาเ็จนต้องเข้าเฝือกเลยนะ!!”
“ใช่ ๆ แถมพวกชาร์ลีก็รังแกเราอีก!!”
“พูดผิดพูดใหม่นะพวก ใครกันแน่รังแกใครนะ!!” ปีเตอร์เดินไปประชันหน้ากับอเล็กซ์ที่บอกว่าพวกตนแกล้ง
“พอ ๆ กันเลยพวกนาย!!”
อบิเกลจ้องมองใบหน้าคุ้นเคยกำลังโวยวายถึงอาการาเ็แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกต้นรู้สึกว่าแม็กนัสกำลังโวยวายถึงเหตุการณ์ในสนามด้วยความเจ็บแค้นใจโดยเฉพาะประเด็นเื่ ‘เ้าหมวกเหล็กปริศนา’ที่บังอาจเข้ามาทำลายแผนการและทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน
“ทำไมพวกคุณใช้คาถา อะพาเร เวสติเกียม (Apare Vestigium) ตรวจสอบร่องรอยสิ! ผมอยากรู้ว่าไอ้หมวกเหล็กนั่นเป็ใคร!” แม็กนัสคำรามใส่ศาสตราจารย์มักกอนนากัล
“ถึงเราจะรู้ แต่เราก็ไม่จำเป็ต้องบอกเธอ คุณโคลสัน” ศาสตราจารย์ตอบด้วยเสียงเรียบเย็น
“ทำไมกัน!! ศาสตราจารย์ใหญ่กลัวว่าผมจะไปฆ่ามันเหรอ!?” แม็กนัสเอ่ยถามด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่เก็บอารมณ์อันโกรธเกรี้ยวไว้หมด
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลได้แต่ถอนหายใจกับพฤติกรรมของเด็กหนุ่มที่กำลังโกรธเกรี้ยวอย่างไม่มีเหตุผลถึงแม้ตอนตื่นมาจะบอกว่าจำอะไรไม่ได้แต่เหตุการณ์ทุกอย่างทุกคนเห็นหมด ระหว่างที่ฟังเด็กหนุ่มโวยวายหางตาของตนเหลือบเห็นร่าง ๆ หนึ่งกำลังยืนอยู่แถวประตู พอหันไปก็ไม่คิดว่าเด็กน้อยที่เธอกำลังคิดอยู่ตรงนั้น
“คุณเมอร์รัล มาทำอะไรที่นี่หรือ?”
“อ๊ะ...หนูมาเยี่ยมพวกรุ่นพี่ค่ะ...”
อบิเกลตอบเสียงค่อย เธอไม่คิดว่าอาจารย์จะมาสนใจเธอเธอว่าจะแอบ ๆ แถวนี้จนกว่าอาจารย์และแม็กนัสจะออกไปพวกคามิวได้ยินรุ่นน้องเป็ห่วงอาการาเ็ของพวกตนก็รู้สึกอบอุ่นใจเป็อย่างมากต่างจากอีกสามคนตรงนั้นที่ฟังแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนมากๆ แต่หนึ่งในนั้นกับฟังวาจาและใบหน้าที่จ้องมองมาทางนี้ทำเอาเขารู้สึกอารมณ์ทั้งหมดที่พลุ่งพล่านภายในกับะเิออกมาทันที
“แกมองหาอะไร! ห๊า!!” แม็กนัสเดินตรงเข้าหาอบิเกลอย่างคุกคาม
“แม็กนัส อบิเกลไม่เกี่ยวนะ!!” ชาร์ลีพยายามจะเข้ามากันแต่ก็ไม่ทัน
อบิเกลรู้ดีว่าห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์ต่อหน้าอาจารย์เธอจึงตัดสินใจใช้ ‘ไม้ตาย’ ที่ฝึกมากับอาสก็อตเธอเหวี่ยงขาไปข้างหลังพร้อมกับจัดองศาอย่างพอเหมาะ รอจังหวะอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ๆพร้อมกับเหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเตะเข้าเป้าหมายของแม็กนัสอย่างจังจนเกิดเสียงที่ทำให้ผู้ชายทุกคนในห้องต้องเบือนหน้าหนีแม็กนัสตาเหลือก่อนจะทรุดลงไปนอนกุมเป้าด้วยความเ็ปจนสลบเหมือดอบิเกลย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ พร้อมกับกระซิบพูดบางอย่าง
“โทษทีนะ...แต่นี่สำหรับที่นายรังแกพวกรุ่นพี่คามิว ไอ้งั่ง!” อบิเกลพูดพลางลุกขึ้นแล้วปัดมือของตนเองไปมา
“แก!!” แม็กนัสหันหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าซีดเซียวด้วยความรู้สึกรู้สึกเจ็บใจ
อบิเกลหันไปทางพวกรุ่นพี่และอาจารย์ที่อยู่ตรงนั้นเธอกางมือทั้งสองข้างแล้วก้มโค้งเล่นน้อยก่อนจะยิ้มให้ทุกคน
“การแสดงจบแล้ว รุ่นพี่ปลอดภัยหนูก็พอใจแล้วค่ะ งั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”
ทุกคนในห้องต่างมองเธอด้วยสายตาที่ประหลาดใจที่เด็กตัวแค่นี้ไม่มีความกลัวแต่อย่างใดแถมยังสะใจกับสิ่งที่ตนเองทำระหว่างที่อบิเกลกำลังจะออกไปนั้นเสียงของอาจารย์ท่านหนึ่งก็ดังขึ้น
“ท่าเตะเมื่อกี้สุดยอดจริง~ เมอร์รัล ดูชำนาญพอ ๆกับตอนหวดบลัดเจอร์ในสนามควิดดิชเลยนะ”
คำพูดของรองศาสตราจารย์ทำให้เหล่ารุ่นพี่สลิธีรินแต่ละคนต่างมองกันอย่างงุนงงว่าหมายความว่าไงพวกอาจารย์ได้แต่เอามือปิดใบหน้าที่รองศาสตราจารย์บลัดเวิร์ทเกิดพูดแบบนั้นออกมาอบิเกลหมุนตัวอย่างช้า ๆ หันกลับมามองด้วยสายตางุนงงว่าอีกฝ่ายหมายความว่าไง
“อาจารย์พูดถึงอะไรคะ? หนูไม่ได้เข้าไปในสนามสักหน่อย...”
“งั้นเหรอ? แต่เธอคงไม่ลืมนะเมอร์รัลว่าเราอยู่ในโลกเวทมนตร์...และความลับมักไม่มีในโลก” รองศาสตราจารย์บลัดเวิร์ทเอ่ยด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
อบิเกลฟังคำพูดนั้นเธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกคำพูดของแม็กนัสที่พูดถึงคาถาหนึ่งแล้วพวกอาจารย์บอกว่าถึงพวกเขารู้ก็ไม่บอกนั้นทำให้เธอรู้แล้วว่าพวกอาจารย์รับรู้แล้วว่าใครกันคือเ้าหมวกเหล็กที่ว่าเธอกำลังจะเอ่ยต่อเพื่อแก้ตัว
“เอ่อ...คือว่า...”
“ศาสตราจารย์ใหญ่กับฉันอยากคุยกับเธอเื่ที่เข้าไปในสนามควิดดิชเสียหน่อยเมอร์รัล เชิญไปกับพวกเราที่ห้องอาจารย์ใหญ่หน่อยนะ~”
อบิเกลเห็นท่าทางของรองศาสตราจารย์ ทำให้เธอคิดเลยว่าไม่น่ารอดจากสถานการณ์นี้แน่ๆ “รับทราบค่ะ...”
จบตอนที่ 25 โปรดติดตามตอนที่26 ต่อไป