เมื่อประตูห้องปิดด่านถูกผลักออกเบา ๆ พร้อมกับแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องเข้ามาปะทะร่างเอี้ยเสวียนก้าวออกมาด้วยท่าทางที่ไม่แตกต่างอะไรจากเมื่อก่อนเหมือนคนที่ได้พักผ่อนและดูสดชื่น
รูปลักษณ์ของเขายังคงเหมือนเดิมผมยาวดำรวบขึ้นไปแล้วปักด้วยปิ่นปักผมสีม่วงทองเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีฟ้าคราม ดวงตานิ่งสงบ หน้าตาที่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเช่นปกติในสายจองคนรอบข้าง “คุณชายเอี้ย” ที่ปรากฎตัวออกมาอาจจะไม่แตกต่างจากคนเดิม แต่เจ้าเมืองหลิวกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า
“เจ้าดู... แตกต่างไปนะคุณชายเอี้ย” เขาพูดเบา ๆพลางเพ่งมองร่างตรงหน้า
เจ้าเมืองหลิว ผู้ฝึกปราณขั้นมนุษย์ขั้นสูงผู้ผ่านศึกมาไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี เพ่งมองด้วยสัมผัสของตนเอง แต่ยิ่งมองนานเขากลับรู้สึกเหมือนตนกำลังเพ่งมอง “หมอก” ที่ไม่อาจเจาะผ่าน
“ข้าผ่านผู้ฝึกตนมานับร้อย” เจ้าเมืองพึมพำ “แต่คนที่ข้าไม่สามารถมองได้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่งเช่นเจ้าไม่เคยมี”
เอี้ยเสวียนเพียงยิ้มพร้อมหัวเราะ “การที่ท่านเจ้าเมืองมองไม่เห็นแล้วคิดว่าสิ่งที่เห็นมันแปลกมันอาจจะเป็นเพียงแค่ว่าข้ามีอะไรและท่านไม่มีอะไรท่านจึงรู้สึกแปลก”
เจ้าเมืองหลิวได้ยินดังนั้นถึงกับนัยน์ตากระตุกพร้อมทั้งทำท่าเอือมระอา“ คุณชายเอี้ย ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นปรมาจารย์ 9 ดาวทองที่อายุน้อยที่สุดก็เถอะแต่ท่านรูจักมั้ยคำว่า “ถ่อมตัว” นะหาสะกดว่ายังไง?”เจ้าเมืองถึงกับนินทาออกมา
เอี้ยเสวียนหัวเราพร้อมทั้งกล่าวติดตลกว่า “ ฮ่าฮ่า ข้าล้อเล่นนะท่านเจ้าเมืองล้อเล่นๆ”
เจ้าเมืองหลิวจัดเอกสารขึ้นมาบรรจงวางเป็นชั้น ๆ บนโต๊ะทุกชุดประกอบด้วยข้อมูลผู้หายตัวทั้ง 49 ราย— ชื่อ, วันเวลา, พิกัดสุดท้ายที่พบเห็น, รวมถึงบันทึกการสืบสวนที่ผ่านมาทั้งหมดโดยตั้งใจว่าจะไม่พยายามพูดอะไรกับเจ้าเด็กคนนี้มากเพราะตนอาจจะความดันขึ้นจนหน้ามืดได้ก่อนที่จะกล่าวอย่างเป็นการเป็นงาน
“ไม่มีศพ...” เจ้าเมืองถอนหายใจ “ไม่มีครอบครัวให้ถามไม่มีใครเห็นช่วงเวลาสุดท้าย... ทุกคนหายไปราวกับควัน”
เขาเดินไปที่แผนที่เมือง
“ไม่มีจุดร่วม ไม่มีเส้นโยง ไม่มีเหตุผล มัน...ไม่ใช่การลักพาตัวปกติแน่ บางคนในสำนักเรากล่าวว่าอาจเป็นฝีมือของพวกภูตผีบางคนบอกว่าอาจเป็นการลอบเก็บพลังของลัทธิมืดที่ยังไม่ถูกเปิดโปง”
เอี้ยเสวียนเปลี่ยนท่าทางจากการนั่งสบายๆมาอยู่ในโหมดจริงจังฟังสิ่งที่เจ้าเมืองบรรยายให้ฟังพร้อมทั้งอ่านรายละเอียดในเอกสารที่อยู่ด้านหน้าทั้งหมดช้าๆอย่างตั้งใจ
“คุณชายเอี้ยท่านคิดว่าอย่างไร?” เจ้าเมืองถามเบาๆเมื่อเอี้ยเสวียนเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสาร
เอี้ยเสวียนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“ขอข้าไปยังจุดเกิดเหตุทั้งหมดทีละแห่ง”
เมื่อเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุทั้ง 49 แห่ง — เอี้ยเสวียนตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้งสอบถามบรรดามือปราบที่เคยมาตรวจสอบสถานที่เพราะด้วยวันเวลาและการที่ไม่ได้มีการปิดล้อมสถานที่ทำให้มีหลายอย่างไม่ตรงกับที่บันทึกไว้ในเอกสารแต่ขณะเดียวกันก็มีบางอย่างที่เอี้ยเสวียนสัมผัสได้เขาใช้นิ้วสัมผัสวัชพืชใบเล็กที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่มันมีสีเขียวเข้มผิดปกติและให้ความรู้สึกเย็นเยียบปลายสายตาของเขายังเหลือบไปเห็นคราบสีดำคล้ายเชื้อรา กับกลิ่นอายพลังที่คุ้นเคยซึ่งทำให้เอี้ยเสวียนขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจหรือพูดใดๆออกมาเพียงแต่จดจำเอาไว้ในสมองของเขา
เมื่อกลับมาที่เมืองเติ่งเซิ่งในจวนเจ้าเมืองเอี้ยเสวียนและเจ้าเมืองรวมถึงหัวหน้ามือปราบและอม่ทัพประจำเมืองนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคนหันมามองเอี้ยเสวียนที่ หลับตาครุ่นคิดอยู่เงียบๆ บรรยากาศชวนอึดอัดก่อนที่จะมีเสียงดังจากเอี้ยเสวียนขึ้นมา “ ให้ตายเถอะ!ข้าอยากย้อนเวลาได้จริงๆเลย”ทำให้ทุกคนต่างตกใจในคำพูดของเอี้ยเสวียน
เจ้าเมืองหลิว ถามขึ้นมาด้วยเสียงแปลกใจ “คุณชายเอี้ยท่านว่าอะไรนะช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อยอย่าพูดเองเออเอง เข้าใจเอง คนอื่นไม่เข้าใจเอง แบบนี้”
เอี้ยเสวียนยิ้มแหยๆก่อนกล่าวว่า “ข้าขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจคือหลังจากการไปดูสถานที่ต่างๆข้าสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยของไอพลังที่เบาบางในสถานที่แต่ละแห่งพร้อมทั้งเห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากการสัมผัสจากไอพลังเหล่านั้นแต่ข้าฯเองก็ไม่แน่ใจเลยตะโกนออกมาแบบนั้น”
ทันที่เอี้ยเสวียนกล่าวจบอีกสามคนในห้องก็มองหน้ากัน ก่อนที่จะหันไปถามเอี้ยเสวียน“ กลิ่นอายพลัง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากการสัมผัสอายพลัง มาจากใหน?”
“อ้าวพวกท่านไม่ได้สังเกตหรือ ในที่เกิดเหตุมีวัชพืชที่เกิดใหม่บางจุดที่มีสีดำปนเปื้อนเหมือนกับว่ามีการระบาดของเชื้อราแต่ว่าบริเวณอื่นๆไม่เป็น”เอี้ยเสวียนพูดขึ้นอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทุกคนควรสังเกตุเห็น
ก่อนที่เขาจะวาดแผนที่ของจุดที่เกิดเหตุขึ้นมาด้วยลายเส้นละเอียดวาดจุดตำแหน่งที่เกิดเหตุอย่างแม่นยำทุกจุดบนกระดาษแล้วชี้ให้เห็นถึงจุดต่างๆที่เขาเห็นในที่เกิดเหตุทั้งหมด
เมื่อเจ้าเมืองและหัวหน้ามือปราบและแม่ทัพประจำเมืองได้ฟังและคิดตามบางจุดที่เอี้ยเสวียนพูดดูเหมือนจะปรากฏขึ้นจริงๆต่างก็สูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความตกใจโดยบางคนถึงกับคิดในใจว่า
“ อันนี้คือสิ่งที่พวกข้าต้องเห็น ถามจริงเป็นพวกข้าที่ผิดปกติหรือเป็นเจ้าที่ประหลาดกันแน่?”
เขาจ้องแผนที่ที่วาดอยู่ ก่อนที่จะพูดกับท่าเจ้าเมืองว่า “ตอนนี้สิ่งที่มีข้าสัมผัสที่ลางเลือนของข้าซึ่งข้าไม่แน่ใจ.
“แล้วคุณชายเอี้ยวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อบอกมาเลยพวกข้าจะช่วยเต็มที่” แม่ทัพประจำเมืองกล่าวขึ้นมา
เอี้ยเสวียนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ ถ้าใช้สมองและความคิดไม่ได้งั้นเราต้องใช้สิ่งที่พระเจ้าให้มาแล้ว คือ แรง”
“ข้าจะขอให้ท่านเจ้าเมืองและท่านแม่ทัพ จัดทหารและมือปราบเป็นกลุ่มๆละ5 คน ไปตามจุดต่างๆที่เกิดเหตุ จุดละ 8 กลุ่มนั่นหมายความว่าเราจะใช้คนทั้งหมดประมาณ สองพันห้าร้อยคน”
“สองพันห้าร้อยคน”เสียงของเจ้าเมืองและแม่ทัพรวมถึงหัวหน้ามือปราบดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัวจะเอาคนมากมายไปทำอะไร
เอี้ยเสวียนกล่าวต่อ “ข้าจะมอบยันต์ส่องสว่างให้กับทุกกลุ่มและเมื่อทุกกลุ่มได้รับยันต์และไปที่เกิดเหตุให้กระจายกันเดินออกไปตามทิศต่างๆทั้งแปดทิศถ้าเดินไปเกินกว่า ห้าลี้แล้วไม่พบอะไรให้เดินกลับมาที่เดิม แต่ถ้าเดินไปแล้วยันต์ส่องสว่างในมือสว่างขึ้นให้เดินต่อไปเรื่อยๆ ดูว่ามันจะไปหยุดที่ตรงใหน”
เจ้าเมืองหลิวขมวดคิ้วก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงสัยว่า“คุณชายเอี้ย ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อท่านนะแต่ว่ายันต์ส่องสว่างของท่านข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย มันมีอะไรที่พิเศษ?”
เอี้ยเสวียนตอบว่า” ใช้แทนตะเกียงมั้ง! ล้อเล่นๆยันต์ส่องสว่างจะมีปฎิกริยากับพลังงานหยินที่รุนแรงต่อให้พลังงานนั้นจะจางแค่ใหนมันก็จะสัมผัสได้การที่ให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่จุดเกิดเหตุเพื่อที่จะให้ยันต์ส่องสว่างรับรู้ถึงพลังงานหยินที่ผิดแปลกในบริเวณนั้นและเมื่อมันสัมผัสถึงทิศทางได้มันจะส่องสว่างขึ้นมาเอง”
เจ้าเมืองหลิวและอีกสองคนถึงกับมองเอี้ยเสวียนตาค้าง“มียันต์แบบนี้ด้วย นี่เหมือนสุนัขดมกลิ่นเลยนะ”ก่อนที่จะรับปากและออกไปจัดเตรียมคน
แววตาของเอี้ยเสวียนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก เมื่ออยู่ภายในจวนเพียงคนเดียว
วันนั้นชาวเมืองเติ่งเซิ่งและบริเวณใกล้เคียงก็ถึงกับแตกตื่นเมื่อเห็นกำลังทหารและมือปราบจำนวนมากกำลังเดินทางออกไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เกิดอะไรขึ้น” ชาวบ้านที่เดินอยู่บนถนนกล่าวขึ้นมา
“สงสัยมีสงครามเกิดขึ้นหรือเปล่า?” พ่อค้าขายหมูแถวนั้นเสริมขึ้น
ก่อนที่เสียงฝีเท้าทหารลาดตระเวนดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอจะเดินห่างออกไป
หลังจากนั้นพวกทหารและมือปราบได้ไปประจำจุดที่เกิดเหตุและทำตามที่เอี้ยเสวียนบอกโดยเดินออกไปจากจุดเกิดเหตุและเดินไปตามทิศต่างหลังจากผ่านไปสองชั่วยามก็เริ่มมีทหารเดินกลับมาที่เดิมพวกเขาเดินไปตามที่เอี้ยเสวียนบอกและเมื่อไม่มีปฎิกริยาอะไรเกิดขึ้นกับยันต์ในมือพวกเขาจึงเดินกลับมา
แต่ว่า มีหน่วยลาดตระเวนหนึ่งหน่วยจากทุกจุด พวกเขาเดินเป็นกลุ่มๆอย่างเงียบเชียบ ในมือแต่ละคนถือยันต์ของเอี้ยเสวียนไว้อย่างระมัดระวังและเดินต่อไปเนื่องจากยันต์ในมือส่องแสงอ่อนๆขึ้นมา พวกเขาเดินช้าลง ยกมือขึ้นให้สัญญาณแก่เพื่อนร่วมหน่วยและเริ่มตรวจสอบบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด ขณะเดียวกันก็เนหน้าต่อไปอย่างช้าๆในที่สุดพวกเขาก็หยุดลงเนื่องจากได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ดังอยู่ด้านหน้า
“เงียบ ระวังตัวไว้ ข้างหน้าดูเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่เตรียมอาวุธให้พร้อม” หัวหน้ากลุ่มสั่ง และค่อยๆเดินหน้าไปช้าๆ
ไม่นานนักพวกเขาก็เห็นว่าด้านหน้าเป็นกองกำลังของเมืองอีกห้าคนและยันต์ในมือของพวกนั้นก็ส่องแสงเช่นกัน
ดังนั้นทั้งสองกลุ่มจึงเดินรวมกลุ่มกันไปตามทียันต์ส่องแสงพาไปพวกเขาพบหน่วยอื่นๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกองกำลังเล็กห้าคนกลายเป็นกองกำลังที่มีจำนวนกว่าสองร้อยคนทั้งหมดเดินไปด้านหน้าต่อไปด้วยเสียงที่เงียบลงเรื่อยๆก่อนที่จะสังเกตว่าพวกเข้ากำลังเดินกลับไปที่เมืองเติ่งเซิ่งเหล่าหัวหน้ากลุ่มต่างมองหน้ากัน พร้อมทั้งพยักหน้าแล้วเดินต่อไป
เมื่อเข้าไปในเมืองยันต์ในมือของทั้งหมดเริ่มส่องแสงสว่างขึ้น
“แยกกันออกเป็นสี่กลุ่มตั้งต้นที่จัตุรัสในเมืองแล้วแยกกันไปตามถนนทั้งสี่สายในเมืองพยายามอย่าให้เกิดพิรุธ”หัวหน้ากลุ่มคนนึงท่าทางจะมีตำแหน่งที่สูงในกลุ่มนั้นสั่งการและเริ่มแยกย้ายกันออกลาดตระเวณในเมือง
หลังจากนั้นหน่วยที่สามในย่านตะวันตกหยุดเดินเมื่ออยู่ๆยันต์ในมือคนหนึ่งลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีฟ้าอมแดงหัวหน้าหน่วยนั้นหันมามองดูคฤหาสน์แล้วป้ายหน้าประตู
"ตระกูลจ้าว..." เขาพึมพำเบาๆ
หัวหน้าหน่วยไม่ตื่นตระหนกเพียงแต่ยกมือให้สัญญาณให้ทุกคนถอยออกมาอย่างเงียบๆแล้วสั่งให้คนหนึ่งรีบกลับไปรายงานเจ้าเมืองส่วนคนที่เหลือให้กระจายตัวปิดล้อมบริเวณ
เมื่อข่าวไปถึงเอี้ยเสวียนและเจ้าเมืองก็เดินทางมายังคฤหาสน์ตระกูลจ้าวในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเจ้าเมืองหลิวแจ้งคนรับใช้ว่าตนขอเข้าพบประมุขตระกูลจ้าวคนรับใช้เมื่อเห็นเป็นท่านจ้าวเมืองมาในเลยจะกล้าชักช้านำทางเข้าสู่ห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างหรูหราก่อนที่จะเข้าไปแจ้งประมุขตระกูลจ้าว
"ท่านประมุขตระกูลจ้าว"เจ้าเมืองกล่าวทักทายเมื่อประมุขตระกูลจ้าวเดินออกมา "ข้าฯต้องขออภัยที่มารบกวนท่านยามดึกเช่นนี้”
“มิเป็นไรขอรับท่านจ้าวเมืองไม่ทราบว่าท่านมาหาข้ายามดึกดื่นมีอะไรให้ข้ารับใช้ขอรับ?”ประมุขตระกูลจ้าวที่หน้างุนงง แต่ก็ตอบไปตามมารยาท
เจ้าเมืองหลิวหันไปมองเอี้ยเสวียนก่อนที่จะกล่าวว่า “ข้าฯขอแนะนำนี่คือคุณชายเอี้ยเสวียนท่านเป็นผู้ตรวจการณ์พิเศษที่มาช่วยสืบสวนเรื่องคนหายในเมืองนี้"
ประมุขตระกูลจ้าวซึ่งกำลังจิบชาอยู่หยุดถ้วยค้างอากาศเพียงครู่เดียวนัยน์ตาเขาริบหรี่ลงเล็กน้อย และมีกระแสพลังงานเบาๆ ผันผวนในร่างกาย
เอี้ยเสวียนที่นั่งเงียบๆ สังเกตเห็นความผิดปกตินั้นเขาเปิดเนตรหยินหยางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะมองเห็นไอมารจางๆ โอบล้อมร่างกายประมุขตระกูล
"ข้าน้อยเอี้ยเสวียนขอน้อมพบท่านประมุข"เอี้ยเสวียนเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งรอยยิ้มบนหน้า พร้อมทั้งคำนับอย่างมีมารยาม
“ยินดีที่ได้พบคุณชายเอี้ยอายุยังน้อยแต่ก็ได้เป็นผู้ตรวจการณ์พิเศษแล้ว เยี่ยมจริงๆ”ประมุขจ้าวกล่าวชมเชยขึ้นมาพร้อมถอนหายใจ “จะไม่ให้พวกข้ารูสึกว่าแก่ได้อย่างไรคลื่นลูกใหม่ทยอยกลบคลื่นลูกเก่า”
“ขอบคุณท่านประมุขที่ชมเชยขอรับ” เอี้ยเสวียนกล่าวตอบ
“ไม่ทราบว่าข้าฯพอจะช่วยอะไรในเรื่องนี้ได้หรือ?พวกท่านถีงได้มาหาข้า?” ประมุขจ้าวกล่าวตอบ
"แน่นอนข้าไปเยี่ยมเยือนประมขอีกสี่ตระกูลมาแล้ว เพื่อขอคำแนะนำทำให้มาหาท่านดึกขนาดนี้ตอนแรกข้าคิดว่าจะมาพรุ่งนี้แต่ร้อนใจจึงเสียมารยาทมาหาท่านประมุขในคืนนี้เลย"เอี้ยเสวียนโกหกออกไปอย่างแนบเนียน
เจ้าเมืองหลิวที่นั่งอยู่คิดในใจ “ลื่นยิ่งกว่าปลาไหลเสียอีก!”
“อ้อ แล้วทั้งสี่คนนั้นให้คำแนะนำอะไรกับพวกท่านหรือ?”ประมุขจ้าวถามด้วยท่าทางที่สนใจและจริงใจ
“จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เฒ่าปะทะกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์หนุ่มใครจะเสียท่าก่อนกัน?”เจ้าเมืองหลิวกลาย้ป็นผู้ดูและวิจารณ์สองคนตรงหน้าอย่างตั้งใจ
เอี้ยเสวียนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วจ้องมองประมุขอย่างเงียบงัน
"ท่านประมุขทั้งสี่ให้คำตอบที่น่าสนใจหลายประการเช่น ลองตรวจสอบคนในเมืองที่ออกนอกเมืองในช่วงสามเดือนนี้ หรือลองตรวจสอบสิว่าช่วงนี้มีชาวยุทธคนใหนที่ผ่านมาในเมืองบ้างบ้างก็ว่าพวกนั้นอาจจะย้ายที่อยู่ไปแล้วบ้าง"เอี้ยเสวียนเริ่มใช้วิชาพูดไปเรื่อยเปื่อยของตน ด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่จริงจังจนแม้แต่เจ้าเมืองหลิวยังคิดว่าถ้าไม่ได้มาพร้อมกับเอี้ยเสวียนเขาคงเชื่อสิ่งที่เอี้ยเสวียนพูดไม่ต้องสงสัยเลยว่าประมุขจ้าวจะหลงเชื่อหรือไม่
ประมุขจ้าวได้ยินเอี้ยเสวียนพูดไปเรื่อยๆจนตนเองเริ่มสับสน“ในความคิดของข้าคิดว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำที่น่าสงสัย” น้ำเสียงของประมุขจ้าวกล่าวขึ้น
“เช่นอะไรหรือขอรับ” เอี้ยเสวียนถาม
“เรื่องคนหายข้าก็ได้ยินมาบางทีเรื่องที่ประมุขซุนพูดอาจจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจคือมียอดฝีมือฝ่ายมารมาปรากฏในละแวกนี้และลงมือจับคนเหล่านั้นไปจึงได้มีไอมารหลงเหลืออยู่”ประมุขจ้าวกล่าวขึ้นเพราะเขาคิดว่าเรื่องที่บุตรชายของตนที่ก่อขึ้นอาจจะทิ้งร่องรอยไอมารบางอย่างเอาไว้จึงคิดที่ป้ายความผิดไปที่ผู้ฝึกตนสายมาร
“โอ้ท่านประมุขจ้าวคิดเช่นนั้นหรือขอรับ?”เอี้ยเสวียนกล่าวขึ้นพร้อมทั้งมองไปที่ประมุขตระกูลจ้าวเสียงของเอี้ยเสวียนเย็นลงเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวว่า “ข้าฯไม่เคยพูดว่าประมุขตระกูลซุนกล่าวว่าเป็นฝีมือของผู้ฝึกตนสายมารและข้าไม่เคยพูดว่าตรวจพบไอมารที่หลงเหลืออยู่”“ม่ทราบว่าประมุขจ้าวทราบได้อย่างไร?”
สีหน้าประมุขจ้าวเปลี่ยนไป แววตาไหววูบรู้สึกว่าตนติดกับที่เจ้าหนุ่มด้านหน้านี้วางเอาไว้" สงสัยข้าฯจะฟังที่คุณชายเอี้ยพูดออกมาผิดไปจึงกล่าวออกไปเช่นนั้น!"
เอี้ยเสวียนกล่าวคำถามที่ไม่มีใครคาดคิดออกมา“ประมุขจ้าวไม่ทราบว่าท่านไปที่ใหนมาบ้างถึงได้มีไอมารล้อมรอบตัวท่าน” หยิบยันต์ส่องสว่างออกมาจากแขนเสื้อ"ยันต์นี้จะมีปฏิกิริยากับผู้ที่มีไอมารติดตัวเท่านั้น"เขาหันไปหาเจ้าเมือง "ท่านเจ้าเมืองครับ"
ทันใดนั้นเองแม้แต่เจ้าเมืองหลิวยังสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่ผันผวนที่ส่งออกมาจากประมุขจ้าว
“หึหึ คุณชายเอี้ย ไม่ใช่ว่าท่านจะพูดจาอะไรออกมาก็ได้นะท่านมีหลักฐานอะไรมากล่าวหาข้า?”“ถ้าท่านกล่าวหาข้าลอยๆวันนี้เห็นแก่หน้าท่านเจ้าเมืองข้าจะไม่เอาเรื่องท่านแต่พูดจาไม่เข้าหูเช่นนี้ข้าขอส่งแขก”ประมุขจ้าวกล่าวเสียงเข้ม
เอี้ยเสวียนระบายยิ้มเต็มหน้าก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงปกติพร้อมทั้งยื่นมือออกมาทำท่าโบกมือเบาๆให้ประมุขจ้าวน่ลงใจเย็นๆ ก่อนที่จะปรากฏยันต์ขึ้นในมือพร้อมทั้งกล่าวว่า “ข้าใส่ความท่านหรือไม่เพียงท่านกล้าสัมผัสยันต์ใบนี้และไม่เกิดอะไรขึ้นข้าเอี้ยเสวียนจะก้มลงคำนับท่านพร้อมยินยอมให้ท่านตัดสินข้าตามใจแต่ถ้ายันต์นี้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่านต้งตอบคำถามข้าตามจริง?”
ประมุขจ้าวเมื่อเห็นเอี้ยเสวียนหยิบยันต์แผ่นนึงออกมาพร้อมทั้งคำท้าทายก็รู้แล้วว่าวันนี้ตนคงไม่มีทางหนีรอดแต่ยังกล่าวเสียงแข็งออกไปว่า“แค่ยันต์สัปปะรังเคใบนึงจะพิสูจน์อะไรได้แล้วใครจะไปรู้ว่าเจ้ามีลูกเล่นอะไรบนยันต์นี้?”
“ท่านสามารถให้คนมาพิสูจน์ได้” เอี้ยเสวียนกล่าวก่อนที่จะชี้ไปที่พ่อบ้านตระกูลจ้าวที่ยืนอยู่ด้านข้าง“รบกวนท่านพ่อบ้านท่านนี้มาถือยันต์แผ่นนี้หน่อยขอรับ”
พ่อบ้านตระกูลจ้าวลังเลก่อนที่จมองไปที่ประมุขจ้าวแต่เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีสัญญาณใดๆจึงเดินเข้าไปสัมผัสแผ่นยันต์ใบนั้นแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นเอี้ยเสวียนขอให้พ่อบ้านไปเรียกคนมาอีกสองสามคนทุกคนที่สัมผัสยันต์ใบนั้นไม่ก่อให้เกิดปฎิกริยาใดๆเลย
"ตอนนี้เหลือแต่ท่านประมุขแล้ว"เอี้ยเสวียนกล่าวเบาๆ
ประมุขตระกูลจ้าวมองยันต์ด้วยสายตาลังเล ก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสทันใดนั้นยันต์ก็ส่องแสงเรืองรองขึ้นมาก่อนที่จะลุกไหม้อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นดังนั้น
"ท่านประมุขมีอะไรจะกล่าวหรือไม่?"เอี้ยเสวียนถามเสียงเย็น
ประมุขจ้าวนั่งนิ่งเหมือนลูกโป่งถูกเป่าลม ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนคนจะชราภาพตามไปด้วย