ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 เอารังต่อไปซะ

            ชายเสเพลนึกถึงคำพูดของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยในวันนี้ แค่เขาหาวิธีจัดการจิ่งเยี่ยนกุยได้ หล่อนก็จะให้หลิวชุนฮวาเป็นคนตัดสินใจยกจิ่งเยี่ยนกุยแต่งงานกับเขา

            แม้ว่าคำสัญญาในครั้งนี้จะไม่ต่างจากคราวก่อนเท่าไรนัก แต่ชายเสเพลก็กังวลเรื่องตระกูลฟางอยู่บ้าง ทว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ที่ฟางเสียนจือต้องแต่งงานกับจิ่งเยี่ยนกุย ก็เพราะเขาเผลอฉวยโอกาสไป แต่หากจิ่งเยี่ยนกุยไม่บริสุทธิ์แล้ว ฟางเสียนจือก็คงไม่แต่งงานด้วยแน่นอน”

            “และครั้งนี้ก็ต่างจากครั้งก่อน ครั้งก่อนถึงแกจะทำสำเร็จ แต่ก็ยังต้องมีสินสอดมาขอ แต่ครั้งนี้ถ้าแกได้ตัวจิ่งเยี่ยนกุย ไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียวก็จะได้หล่อนกลับบ้าน”

            “เพราะฟางเสียนจือฉวยโอกาสเอาเปรียบยายนั่นไปก่อนหน้านี้ ถ้าครั้งนี้แกฉวยโอกาสเอาเปรียบได้อีกคน ยายนั่นก็จะเป็นแค่พื้นรองเท้าพังๆ ที่ไร้ค่า ไม่มีใครอยากแต่งงานด้วยอีกแล้ว”

            ตอนที่ชายเสเพลได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลดี เขามีหน้าตาอัปลักษณ์ ฐานะทางบ้านก็ไม่ดี แถมยังขี้เกียจอีก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากแต่งงานด้วย การได้เมียมาสักคนก็ต้องเสี่ยงเอาหน่อย และเพื่อที่จะได้เมีย เขายอมเสี่ยงตาย!

            เขาถูมือไปมา เมื่อนึกถึงใบหน้างดงามอ่อนหวานดั่งบุปผาและหยกของจิ่งเยี่ยนกุย หัวใจของเขาพลันเต้นแรง จึงรีบวิ่งตามไปอย่างไว

            แต่เมื่อเขาตามไปถึงก็พบว่าเส้นทางบนภูเขานั้นไร้ร่องรอยของจิ่งเยี่ยนกุยเสียแล้ว เขามองหาอยู่แถวๆ นั้นก็ไม่เจอ จึงพูดกับตัวเองว่า “น่าแปลกจริง คนหายไปไหนกัน?”

            ในขณะนั้นเอง เสียงใสกังวานของผู้หญิงพลันดังมาจากข้างบน “กำลังตามหาฉันอยู่เหรอ?”

            ชายเสเพลแหงนมองขึ้นไปด้านบน เห็นใบหน้าของจิ่งเยี่ยนกุยที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร บางอย่างก็ถูกโยนลงมาจากอ้อมแขนของเธอ

            เขาคว้าเอาไว้ด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะหัวเราะพลางพูดว่า “น้องสาวคนสวย เอาของขวัญอะไรมาให้…”

            เขาพูดยังไม่ทันจบก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะมีฝูงตัวต่อจำนวนมากพุ่งออกมาจากของสิ่งนั้นแล้วรุมต่อยเขาไม่ยั้ง

            ในพริบตาเดียว ร่างของเขาก็ถูกตัวต่อต่อยไปอย่างน้อยหลายสิบครั้ง!

            แผนการเล็กๆ น้อยๆ ในใจของเขาต้องพังทลายลง ได้แต่วิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

            จิ่งเยี่ยนกุยกลัวว่าตัวต่อจะบินเข้ามาทำร้ายเธอด้วย หลังจากโยนรังของมันลงไปแล้ว เธอก็รีบมุดเข้าไปในมิติทันที

             เมื่อได้ยินเสียงร้องของชายเสเพลดังอยู่นอกมิติ เธอก็หัวเราะเยาะออกมาอย่างเย็นชา มันเคยคิดร้ายกับเธอครั้งหนึ่ง พอไม่สำเร็จก็ยังกล้ากลับมาอีก ครั้งนี้เธอจะต้องสั่งสอนให้มันจดจำบทเรียนนี้ไปตลอดชีวิต

            เมื่อเข้ามาในมิติแล้ว เธอก็ถือโอกาสดูข้าวของในมิติไปด้วย และครั้งนี้เธอก็จำขึ้นใจแล้วว่าจะไม่แตะต้องข้าวของพวกนี้โดยเด็ดขาด

            เธอมองสมุนไพรเหล่านั้นแล้วพบว่ามันเติบโตได้ดีมากๆ หลายต้นถึงกับโตเต็มที่แล้วด้วย

            เมื่อเห็นดังนั้นเธอก็คันมือเหลือเกิน แต่เพราะจำนิสัยเสียๆ ของมิติได้ เธอจึงพร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามยุ่งกับสิ่งของในมิติ แต่พอมาเห็นสมุนไพรเหล่านั้น เธอก็รู้สึกว่าถ้าไม่เอาของดีขนาดนี้ไปปรุงเป็นยา ก็คงเป็นการปล่อยให้เสียของเปล่าๆ!

            หลังจากเดินวนไปมาเป็นรอบที่สิบ ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว จัดการเก็บสมุนไพรที่โตเต็มที่ทั้งหมดมา แล้วรีบเอาไปเตรียมยาตามวิธีที่สอดคล้อง พอทำเสร็จก็นำไปจัดลงในช่องแบ่งชนิดต่างๆ ให้เรียบร้อย

            ต่อจากนั้น...เธอก็พบว่าตัวเองออกจากมิติไม่ได้อีกแล้ว!

            จิ่งเยี่ยนกุยอยากจะตัดมือตัวเองทิ้งเสียเหลือเกิน ทั้งที่รู้ว่ามิตินี้มันนิสัยหมาๆ ขนาดไหน เธอก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้!

            เธอถอนหายใจ ก่อนจะยอมรับโชคชะตาแล้วหยิบตำราแพทย์ขึ้นมาเปิดดู ในนั้นก็มีสูตรยาให้อ่านอีกตามเคย เธออ่านสูตรยาเกี่ยวกับวิธีการเตรียมยาสมุนไพรและคุณสมบัติของยาต่างๆ อย่างละเอียด แล้วก็จำใจปรุงสูตรยาเหมือนกับครั้งก่อน พอต้มยาหนึ่งถ้วยเรียบร้อยแล้วถึงได้ออกจากมิติ

            ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา คราวนี้เธอขี้เกียจจะด่ามิติไปแล้ว เพราะอย่างไรมันก็เป็นแบบนี้ สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องเป็นคนปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขที่เหมือนคนวิกลจริตของมันให้ได้

            แต่พอจิ่งเยี่ยนกุยเอามือจับกระเป๋าหลังจากออกมาได้ก็พบว่าในกระเป๋าของเธอมีสมุนไพรอยู่หนึ่งต้น

            สมุนไพรต้นนั้นเป็นต้นที่เธอใส่เข้าไปตอนเตรียมยาเมื่อครู่นี้ คราวที่แล้วเธออับจนหนทางในการเอาสมุนไพรออกจากมิติ แต่ครั้งนี้กลับเอาออกมาได้ นี่หมายความว่า หากใช้วิธีที่ถูกต้องกับสมุนไพรในมิติ ก็จะสามารถเอามันออกมาได้ใช่หรือเปล่า?

            เธอรีบกลับเข้าไปในมิติอีกครั้ง คราวนี้ในกระเป๋าและในมือของเธอมีสมุนไพรติดออกมาด้วย แต่ที่เอาออกมาได้กลับเป็นสมุนไพรที่ราคาไม่ค่อยสูง ส่วนสมุนไพรที่ราคาแพงกว่านั้นยังไม่สามารถเอาออกมาได้แม้แต่ต้นเดียว

            จิ่งเยี่ยนกุยนึกถึงข้อความทิ้งท้ายของเจ้าของมิติคนก่อนที่บอกให้เธอปลูกสมุนไพรมูลค่าสูงเยอะๆ เธออยากจะสาปแช่งบรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่นของเขาให้ตกนรกเหลือเกิน มิตินี้ก็แย่พอแล้ว เจ้าของคนก่อนยังแย่กว่าอีก!

            จิ่งเยี่ยนกุยปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยก็นำสมุนไพรจากมิติออกมาได้บ้าง นี่ก็ถือเป็นเรื่องดีอีกเรื่องแล้ว

            เธอเคยตรวจดูคุณภาพของสมุนไพรในมิติพวกนั้น นับได้ว่าดีมากจริงๆ ถึงจะเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพของมันนั้นดีกว่ามาก

            เนื่องจากกระแสเวลาในมิติกับข้างนอกไหลผ่านแตกต่างกัน เธอจึงเข้าไปในมิติและฝึกฝนเคี่ยวกรำมากกว่าสองชั่วโมง แต่ข้างนอกเพิ่งผ่านไปแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น ตอนที่เธอออกมา ชายเสเพลก็ไม่อยู่แล้ว และมีเสียงฟังไม่ได้ศัพท์ดังมาจากข้างหน้า

            ตัวต่อทั้งหมดไล่ตามชายเสเพลไปแล้ว หลังจากออกจากมิติ เธอก็ขี้เกียจที่จะไปสนใจเรื่องนี้ จึงเก็บสมุนไพรของเธอต่อไป

            ไม่ว่าเรื่องอื่นจะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่เท่าการเก็บสมุนไพรและหาเงิน

            จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเห็นชายเสเพลตามจิ่งเยี่ยนกุยขึ้นเขาไป ดวงตาของเธอจึงหยักโค้งเล็กน้อย ตอนที่เธอมายังเห็นว่าวันนี้ฟางเสียนจือมีธุระต้องขับรถออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่ และในหมู่บ้านก็ไม่มีใครขึ้นเขา เธออยากรู้จริงๆ ว่าครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยจะหนีไปได้ยังไง

            เธอหิ้วตะกร้าไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสงสัย และรออยู่ที่ตีนเขามาสองชั่วโมง แต่ยังไม่ได้ยินเสียงอะไรดังมาจากบนเขาเลย นึกอยากจะขึ้นไปดู แต่เธอก็รู้สึกว่าการขึ้นไปบนเขาแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร

            ในขณะที่เธอลังเลอยู่นั้น ก็เห็นป้าๆ สองคนในหมู่บ้านเดินคุยกันพลางเดินไปยังทางขึ้นเขา

            ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาและรีบเข้าไปทักทาย “ป้าเชอ ป้าหลิวคะ จะไปเก็บเห็ดบนเขาเหรอคะ?”

            ทั้งสองคนพยักหน้า เธอจึงรีบพูดด้วยรอยยิ้มว่า “หนูก็อยากจะไปพอดีเลย ไปด้วยกันไหมคะ!”

            การเก็บเห็ดบนเขาไม่ใช่เรื่องที่คนยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะเห็ดมีจำนวนจำกัด ถ้าคนเยอะ แต่ละคนก็จะได้เห็ดน้อยลง

            ป้าเชอก็ดูเหมือนไม่ค่อยเต็มใจ แต่เธอยังคงพูดว่า “หนูกลัวการไปบนเขาคนเดียว ถ้ามีคนไปเยอะก็อุ่นใจหน่อย”

            เธอกล่าวจบก็แย้มยิ้มเดินตามไปข้างๆ พวกป้าๆ

            โบราณกล่าวไว้ได้ดี มือที่ยื่นออกไปมักไม่ตีคนที่แย้มยิ้ม ถึงแม้ว่าช่วงหลังมานี้ชื่อเสียงของเธอในหมู่บ้านจะย่ำแย่ลง แต่ตอนที่เธอยิ้มออกมาก็นับว่าน่ามอง ถึงป้าเชอจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

            เห็ดบนเขาในฤดูนี้ไม่ได้มีมากเท่าไรนัก แถมบนเขายังมีสัตว์มีพิษอีก พวกเธอจึงเดินอย่างระมัดระวังและคอยใช้ไม้สำรวจทางก่อน

            ขณะเดินๆ หยุดๆ กันไปตลอดทาง ตะกร้าของแต่ละคนก็เริ่มมีข้าวของที่เก็บมาได้บ้าง ป้าเชอถอนหายใจ “ถ้าฝนตกหน่อยก็คงจะดีนะ พอฝนตกแล้วเห็ดจะได้งอกเยอะๆ”

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน