ตอนที่ 29 : ก่อนรุ่งสางของคืนวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ตอนต้น
ท่ามกลางหมู่เมฆและดวงดารายามค่ำคืน ภายใต้สิ่งงดงามเ่าั้กลับเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของบ้านเรือนในเขตเก่าอันไร้ผู้คน
และสิ่งที่เด่นสะดุดตาที่สุดก็เห็นจะเป็กล่องแก้วขนาดมหึมา มันทอแสงจันทราดุจคริสตัล
ทว่ากล่องนั้นหาได้มีสมบัติซ่อนอยู่ภายในไม่... มีเพียงเสียงอันรุนแรงกึกก้องสะท้อนออกมาจากภายในเท่านั้น
ท่ามกลางสถานการณ์อันแปลกประหลาด ก็มีแต่ลิงสาวคนนึงนั่นแลที่ยืนเฉิดฉายอยู่เหนือตึกสูง
หญิงสาวผู้สวมชุดเกราะเบาแต่แฝงวัฒนธรรมอย่างกระโปรงกี่เพ้า
และสาเหตุที่ดูคล้ายลิง นั่นเพราะเธอคนนี้กำลังสวมหน้ากากลิงอันถูกวาดด้วยผู้กันแต่งแต้มสี
นั่นมันอะไรกันเนี่ย
เธอยืนสังเกตการณ์อยู่บนยอดตึกร้างมาตลอด เริ่มรำพึงอยู่ในใจด้วยความประหลาดจิต
แท้ที่จริงแล้ว เธอผู้นี้เฝ้าติดตามศึกสี่ทางระหว่างาาอันดับที่ 1 อันดับ 2 (อัลเฟรด) อันดับ 7 และาาอันดับ 4 ผู้เป็นายมาตลอด
แต่พอสคัลซึ่งเป็ขุนพลมือหนึ่งถอนกำลังกลับ เธอจึงถูกฮ่องเต้... าาอันดับ 4 สั่งให้ตามเขาไป เพราะทิศทางที่มันมุ่งไปไม่ใช่ประเทศเขต 7 หรือประเทศ ‘รัสซาเรีย’ บ้านเหย้าเรือนเกิดของเขาหากแต่เป็ที่อื่น
และแล้วก็บิงโก... สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็สคัลมุ่งหน้าไปยังมาลาเชียเพื่อกำจัดตัวละครใหม่ในเกมอย่างแองกริคราวน์
ด้วยความที่แองกริคราวน์เป็ศัตรูที่าาของเธออยากกำจัดเหมือนกัน เธอจึงถูกสั่งให้ตามสังเกตการณ์ศึกคืนนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อยืนยันสถานะของเขา
เธอจึงเฝ้าสังเกตการณ์การต่อสู้ครั้งนี้มาตลอดจากระยะปลอดภัย แม้อยู่ห่างไปหลายกิโลเมตรแต่ก็ไม่เป็ปัญหากับลิงสาวคนนี้แม้แต่น้อย
ถ้าจะมีปัญหาในการสอดแนม ก็คงเป็เพราะถูกคริสตัลกล่องแก้วบดบังสมรภูมินี่แหละ
มองไม่เห็นข้างในเลย... เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นกันเนี่ย
ลิงสาวบ่นอุบในใจ เพราะหลังจากที่สคัลดื่มบางอย่างเข้าไปจนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ไนท์ของเขาก็ทำลายหมู่บ้านรอบ ๆ จนเสียโฉม กลายสภาพเป็บ้านเมืองหลังผ่านพ้นภัยพิบัติก็มิปาน
หลังจากนั้นกล่องคริสตัลก็ถูกสร้างขึ้น สิ่งที่สะท้อนออกมาไม่ใช่ภาพข้างในกล่องแต่เป็ภาพสะท้อนของข้างนอกเหมือนกระจกเงา
ดูท่าสคัลจะรัดกุมอยู่พอควรที่สร้างมันไว้ไม่ให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
‘สถานการณ์เป็ยังไงบ้าง’
เสียงเด็กหนุ่มดังมาจากหูฟังที่แม่ลิงสาวกำลังสวม มาจากสหายที่แผ่นดินใหญ่
หากจะให้ชี้เฉพาะ... คนที่สื่อสารมาคือหนึ่งในพรรคพวกของเธอที่สวมหน้ากากวัว เขารับหน้าที่เป็ตัวกลางในการติดต่อระหว่างลิงและฮ่องเต้
เห็นชัดว่าทั้งสองฝั่งต่างลุ้นผลลัพธ์ภายในกล่องคริสตัลกันแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้
“สถานการณ์ยังเหมือนเดิ——ดะ เดี๋ยวก่อนนะ!”
ในตอนที่กำลังจะยืนยันสถานการณ์ ลิงสาวก็ต้องชะงักประโยคลงเพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
กล่องคริสตัลที่เคยตั้งตระหง่านดังป้อมปราการเพชรแตกสลายลงตรงหน้า กลายเป็แค่เม็ดทรายยามชายหาดถูกพัดปลิวไปตามสายลม
ลิงสาวกลืนน้ำลาย เพราะแค่มองก็รู้แล้วว่าสิ่งที่นำมาสร้างกล่องคริสตัลนี้มีความแข็งมากแค่ไหน แทบไม่น่าเชื่อว่ามันจะถูกทำลายลงทั้งหมดได้ง่ายดายเพียงนี้
สิ่งที่เห็นว่าน่าใแล้ว แต่สิ่งที่สังเกตได้ถัดไปยิ่งน่าใเข้าไปอีก
เพราะเป็ภาพของแองกริคราวน์กำลังอุ้มหญิงสาวโกลเด้นด็อกอันโด่งดังไว้ด้วยท่าเ้าหญิง
เขากำลังเดินจากไปในทิศตรงข้าม เหลือไว้เพียงร่างอันเต็มไปด้วยเืของสคัลนอนสงบนิ่งอยู่
‘เกิดอะไรขึ้น’ เพราะเห็นว่าลิงสาวนิ่งไปเสียนาน วัวหนุ่มจึงถามย้ำจนลิงสาวได้สติ
“ยะ ยืนยันข้อมูล... แองกริคราวน์โค่นสคัลได้แล้ว...”
ลิงสาวเสียงสั่นพลางกลืนน้ำลายลงคอ ตระหนักได้อีกครั้งว่าสมญานามที่ถูกเรียกขานว่านักฆ่าอันดับหนึ่งของโลกไม่ได้มีไว้ตั้งโชว์
“เขาโค่น... ขุนพลอันดับหนึ่งของรัสซาเรียลงแล้วค่ะ”
ลิงสาวเสียงแหบแห้งกังวล ปลายสายเองก็เงียบเป็เป่าสากเพราะทุกคนที่รู้ต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
ในใจพวกเขาตอนนี้ ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เจอแองกริคราวน์ในสนามรบ
ชิ!
มีเพียงเด็กสาว... ฮ่องเต้เท่านั้นที่เดาะลิ้นเสียงดัง เธอกัดเล็บอย่างรำคาญใจให้กับผลลัพธ์อันยุ่งยาก ซึ่งจะนำพาความลำบากมาให้เธอในอนาคตอันใกล้
❖❖❖❖❖
อือ...
เสียงของหญิงสาวเอลฟ์ครางเบาราวลูกแมวนอนบนฟูก
พอหญิงสาวคนนี้... โอลิเวียค่อย ๆ ลืมตาตื่น เธอก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งหลับพิงพนักอยู่บนเก้าอี้เครื่องบิน
!!!?
พอเกิดเสียงดังและการสั่นะเื ดวงตาของโอลิเวียก็รีบเบิกโพลงขึ้นมาเป็อัตโนมัติ เธอรีบควานสายตาไปทั่วเพื่อหาอาวุธตามสัญชาตญาณ
แต่โชคดีที่สิ่งแรกที่เธอเห็นไม่ใช่ศัตรู
กลับกัน... สิ่งที่เธอเห็นตอนลืมตาตื่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกสงบใจได้ และแน่นอนว่าเป็อะไรไปไม่ได้นอกเสียจากชิน
“พักต่อก็ได้นะ” ชินยิ้มบาง ๆ พร้อมกับสีหน้าอ่อนโยน
ตอนนี้เขาและโอลิเวียไม่ได้สวมหน้ากาก แถมยังอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกับที่นั่งมายังมาลาเชียด้วย เธอสามารถยืนยันเื่นั้นได้จากกลิ่นที่ยังติดอยู่ที่เดิมของทั้งตัวเองและชิน
หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างชินกับสคัลจบลง ทั้งคู่ถึงสามารถติดต่อกับอัลเฟรดได้อีกครั้งอย่างสบายใจ ทว่า...
“ถอนกำลังกันเถอะครับ” นั่นคือคำสั่งจากอัลเฟรด
เพราะเกิดเื่ไม่คาดคิดมากมาย แถมยังรู้จากศึกนี้ด้วยว่าอินดรานีเซียถูกเล็งจากทั้งสามอำนาจใหญ่อันหมายความถึง
าาอันดับ 4 ‘ท่านฮ่องเต้’แห่ง ‘ฉิน’ ผู้มีประชากรใต้อาณัติจำนวนมากที่สุด
าาอันดับ 1 จาก ‘รัสซาเรีย’ ผู้มีกำลังพลแข็งแกร่งที่สุด และมีจำนวนเขตในมากที่สุด
รวมถึงข้อมูลใหม่ที่บอกว่ามีาาอันดับ 5 แห่ง ‘สหรัฐอมาริโก’ ผู้ครองทวีปอมาริโกเหนือและใต้เกือบทั้งหมดวางแผนจะเข้ามาเก็บงานอีก
การเผชิญหน้ากับพวกเขาเ่าั้ต่อไปทั้งที่รู้มีแต่จะเสียกำลังเปล่า อัลเฟรดจึงต้องยกเลิกแผนเนื่องจากประเมินแล้วว่ากำลังของเราในตอนนี้ยังเข้าไปตะลุมบอนกับสามอำนาจนั้นไม่ไหว ซึ่งชินเองก็เห็นด้วยกับเื่นั้น
สิ่งที่พวกอัลเฟรดต้องทำหลังจากนี้จึงมีแค่การให้มิวรักษาฐานที่มั่นเขต 60 หรือมาลาเชียไว้ไม่ให้ถูกรุกล้ำ
แต่เื่น่ากังวลคือมิวอาจถูกรู้ตัวจริงไปแล้วจากเหตุการณ์ในคืนนี้ เธอจึงไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ฟากนี้ได้อีกต่อไป
หลังจากเตรียมการหลาย ๆ อย่างจบ อัลเฟรดจึงทำเื่ย้ายที่อยู่ของมิวมาที่ฝั่งของสยามประเทศเขต 66 นี้แทน
“เข้าใจสถานการณ์แล้วค่ะ” โอลิเวียพยักหน้าหลังฟังบรรยายสรุปจากชิน ในมือของเธอมีแก้วน้ำที่กำลังอุ่นช่วยให้สติตื่นตัวเร็วขึ้น
“แล้ว... จากนี้จะเอายังไงต่อเหรอคะ?” โอลิเวียเอ่ยถามออกมา
ชินก็ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ
“โอ๊ะ รู้สึกตัวแล้วสินะครับ” ในขณะที่บทสนทนาขาด่ อัลเฟรดก็โผล่ออกมาจากที่นั่งด้านหลังในชุดนักเรียน (คนละแห่งกับที่ชิน โอลิเวียและเกวนอยู่)
ราวกับเขารอจังหวะอยู่ยังไงอย่างงั้น
“ผมเองก็ไม่คิดว่าเื่มันจะกลายเป็แบบนี้ไป ดูเหมือนคงต้องตัดใจจากอินดรานีเซียซะแล้วล่ะนะครับ” อัลเฟรดยักไหล่ รอยยิ้มร่าเริงขัดกับสิ่งที่พูดทำให้ชินสงสัยเอาการ
แต่ถ้าเ้าตัวตัดสินใจแบบนั้นชินก็ไม่มีสิทธิห้าม เขาจึงหันไปสนใจอนาคตแทน
“แล้วต่อไปจะเอายังไงต่อ”
ชินตัดบทอัลเฟรดเข้าสู่เื่ที่โอลิเวียถามค้างไว้ อัลเฟรดเลยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ
จริงจังตลอดแบบนี้เดี๋ยวก็เหนื่อยตายหรอกครับ
ท่าทางของอัลเฟรดมีความหมายประมาณนั้นชแต่ไม่ได้พูดออกมา เพราะรู้กันอยู่ว่าชินคงไม่ะเืกับคำพูดจิกกัดทำนองนี้
อัลเฟรดจึงเปลี่ยนท่าทีของตัวเองให้จริงจังขึ้นก่อนจะตอบกลับ
“นั่นสินะครับ... หลังจากที่คุณชินโค่นสคัลลง ตอนนี้าาทุกคนคงจะต้องเฝ้าระวังคุณเป็พิเศษ นั่นหมายความว่ากลุ่มของเรากำลังถูกจับตามองอยู่ โดยเฉพาะาาอันดับ 1 ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากศึกนี้”
พออัลเฟรดพูดจบ สายตาของทุกคนในกลุ่มอันประกอบด้วยเกวน ริว ิเซียน ไดอาและมิวที่นั่งอยู่ที่นั่งอีกฝั่งของชินก็จริงจังมากขึ้น คิ้วพวกเขาเริ่มขมวดอย่างกังวลใจ
“ทุกคนจะเป็แบบนั้นก็ไม่แปลกหรอกครับ เพราะาาอันดับ 1 คือคนที่มีจำนวนเขตแดนมากที่สุดในบรรดาาาทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็ตัวเต็งในานี้เลยก็ไม่ผิดหรอกครับ”
อัลเฟรดพยายามอธิบายสาเหตุความตึงเครียดของทุกคนให้ฟัง และเื่ที่พูดออกมาก็เป็ข้อมูลสำคัญเสียด้วย
ไม่สิ... อัลเฟรดอาจจะพยายามบอกมาตลอดเพียงแต่ไม่มีจังหวะดี ๆ
กระนั้น สาเหตุที่ไม่หาจังหวะมาบอกก็ทำให้ชินรู้สึกกังขาอีกเช่นเคย
“เหรอ”
แต่ชินกลับปล่อยผ่านความผิดปกตินั้นไป ในหัวของเขามีหลายเื่ให้คิดมากหลังเผชิญหน้ากับศึกครั้งนี้
หรือให้ชี้ชัดขึ้นอีก... ความคิดของชินกำลังปั่นป่วนก็เพราะได้เผชิญหน้ากับเจตจำนงของผู้คนมากหน้ากลายตาในค่ำคืนนี้จนรู้สึกอยากจะหาคำตอบให้ตัวเอง
เห็นท่าทางของชินแปลกไปก็ทำเอาอัลเฟรดสนใจใช่ย่อย
“แล้ว... คุณชินรู้สึกยังไงบ้างเหรอครับ?”
อัลเฟรดจึงยื่นหน้าเข้าหาชิน กินมาถึงในโต๊ะ แต่ชินก็ได้แต่เหลือบตามองเพราะคำถามอันคลุมเครือตามเคย
“หมายถึงเื่อะไร?”
“ก็หมายถึงศึกชิงบัลลังก์ไงครับ พอได้ลองสู้กับคนพวกนั้นดูแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ”
พอได้ยินอัลเฟรด คิ้วของชินก็ขมวดเข้าด้วยกัน ช่างรู้สึกน่าหงุดหงิดที่คำถามนั้นแทงใจดำสิ่งที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่
แน่นอน... มันไม่ใช่กงการอะไรของอัลเฟรด และไม่ใช่สิ่งที่ชินจำเป็ต้องแลกเปลี่ยนด้วย
แต่ว่า... ชินกลับรู้สึกจุกหน้าอกขึ้นมา
และความรู้สึกนั้นเองที่ขับดันริมฝีปากชินให้เปิดออกบอกสิ่งที่ครุ่นคิดออกมา
“ก็รู้สึกว่าน่าชื่นชมดีล่ะมั้ง”
ชินเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ ปกติแบบที่ไม่เคยมีใครได้ยิน
คำพูดของชินทำให้ทั้งเครื่องบินเบิกตาโพลง ไม่เว้นแม้แต่อัลเฟรดหรือโอลิเวียเองก็ตาม
เื่ที่เขาเอ่ยปากชมใครก็เื่นึง แต่ที่ทำให้ใจริง ๆ คงเป็น้ำเสียงที่มีความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าปกติ
ไม่สิ... พูดเช่นนั้นคงไม่ถูกจุด
หากจะให้ชี้ชัดจริง ๆ ก็คงเป็... รู้สึกว่ามีความรู้สึกและชีวิตชีวามากกว่าปกติกระมัง
“นั่นสินะครับ... ก็ทุกคนอยากจะเปลี่ยนโลกกันนี่นา ถึงวิธีการจะแตกต่างกันจนยอมรับอีกฝ่ายไม่ได้ก็เถอะนะครับ”
อัลเฟรดเป็อีกคนที่เผยความรู้สึกดีใจออกมาอย่างซื่อตรง
ชินคงมองผิดไปที่เห็นว่าอัลเฟรดมีน้ำตารื้นขึ้น เพราะนั่นไม่สมเป็หนุ่มแว่นจอมเ้าเล่ห์เลย
“จะว่าไป... ฉันยังไม่เคยถามนายเื่นี้เลยนะ”
“หืม? อะไรเหรอครับ?”
ถูกอัลเฟรดถามกลับทำให้ชินรู้สึกว่าตัวเองติดนิสัยแย่ ๆ มาเสียแล้ว ตรงจุดที่ไม่ถามคำถามให้ชัดเจนในประโยคเดียวนี่แหละ
ทำเอาชินต้องถอนหายใจให้ตัวเองไปหนึ่งรอบ
“เื่แก้แค้นก็ส่วนนึง... แต่การที่นายเข้าร่วมศึกนี้โดยที่มีทุกคนเข้าร่วม ก็แสดงว่านายเองก็อยากเปลี่ยนโลกนี้ไปในทางใดทางนึงเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
ชินชี้ประเด็นขึ้นมาจนดึงความสนใจของทุกคน
ซึ่งก็จริงดังว่า... เพราะผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการล้างแค้นในครั้งนี้ก็มีแต่ชินกับอัลเฟรด คนอื่นไม่ได้รับอะไรเลยหากพบตัวต้นเหตุที่ทำลายบ้านเกิดของชิน
กลับกัน ทุกคนที่อยู่ที่นี่รวมถึงเกวนต้องรู้เื่ของศึกชิงบัลลังก์ปกครองโลกอยู่แล้ว ถึงได้เลือกฝั่งที่จะสามารถทำให้อุดมคติของตัวเองเกิดขึ้นได้จริงที่สุด
ดังนั้น มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าอัลเฟรดมีเป้าหมายทั้งการล้างแค้น และการเปลี่ยนโลก
คำถามของชินจึงหมายความถึงอย่างหลัง
“นายอยากสร้างโลกแบบไหนงั้นเหรอ?”
คำถามแฝงความสนใจล้นปรี่ของชินทำให้โอลิเวียแปลกใจอีกครั้ง แต่แน่นอนว่ามันทำให้เธอสนใจไปกับชินด้วย
“ผมอยากสร้างโลกที่ทุกคนมีความสุขน่ะครับ”
ถึงตอนนั้นอัลเฟรดก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจอีกรอบ
ชินไม่แน่ใจนักว่าเขาดีใจเพราะสิ่งที่พูดหรือดีใจที่ถูกให้ความสนใจ
แต่ที่แน่นอน คืออัลเฟรดไม่มีความลังเลเลยสักนิดในขณะที่พูดถึงเป้าหมายของตน
เขาทั้งดีใจ ภาคภูมิใจและแน่วแน่กับมัน
พอสหายทุกคนของเขาได้ยิน พวกเขาต่างก็ยิ้มออกมาราวกับฝันของอัลเฟรดได้เป็จริงแล้วตรงหน้านี้
“ถึงจะยังไม่ได้คิดวิธีการอย่างเป็รูปธรรมก็เถอะ แต่เื่นั้นค่อยคิดหลังจากชนะก็ได้นี่นา เพราะยังไงเจตนาก็สำคัญที่สุดใช่ไหมล่ะครับ” อัลเฟรดกลับมายักไหล่ทำทีเล่นทีจริงเหมือนปกติ
“...ก็คงใช่”
พอชินได้ฟังแล้วก็รู้สึกเจ็บที่อกขึ้นมา
เป็ความอิจฉา เจ็บใจหรือใกล้เคียง
ชินคิดมาตลอดว่าชายคนที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ได้น่าชื่นชมหรือน่ายำเกรง แต่พอได้ยินอะไรแบบนั้นเห็นทีคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่
แถมพอเขานำมาเปรียบกับตัวเองแล้ว...
นี่เรา... กำลังผิดหวังในตัวเองอยู่สินะ
เทียบกับผู้คนที่ต่อสู้แลกชีวิตกันในค่ำคืนนี้ พวกเขาต่างมีเหตุผลอุดมการณ์อันน่าชื่นชม
เื่วิธีการและแินั้นเป็อีกเื่ และแรงผลักดันนั้นต่างก็น่าชื่นชม ไม่ว่าจะทั้งพวกหน้ากากรูปสัตว์ของฝ่ายาา
ไม่สิ... ทุกคนที่นี่เองก็ด้วย
ชินเหลือบมองคนในเครื่องบิน ตระหนักว่าคนเหล่านี้เองก็คงมีความปรารถนาบางอย่างถึง้าเปลี่ยนโลกนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทุกคน... จะผิดหวังในตัวเราไหมนะ
ชินนึกย้อนกลับไป ตัวเขาเมื่อครั้งเยาว์วัยก็เคยปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เหมือนกัน
หากแต่กาลเวลานี้เองที่กัดกินเขาจนรู้สึกว่าเป็เพียงฝันกลางวัน
และจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไม่ได้ก็คือเหตุการณ์ที่อาณาจักรแวมไพร์ล่มสลายเมื่อ 12 ปีก่อนนี่เอง
โลกใบนี้หันคมดาบใส่เขา... ใส่ครอบครัวและบ้านเกิดของชิน ไม่มีผู้ใดปรารถนาจะอยู่ร่วมโลกกับเขาแล้วเหตุใดเขาจึงต้องเปลี่ยนโลกเพื่อคนเ่าั้ด้วย
นั่นคือจุดที่พื้นฐานความคิดของชินเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชินไม่เคยคิดเลยว่าต้องทำเพื่อผู้อื่นในเงื่อนไขใด
ไม่ว่าจะเป็ศัตรูหรือมิตร ชินก็ปรารถนาจะกำจัด ‘ความเกลียดชัง’ ให้ทั้งนั้น
แต่มันเปลี่ยนไปแล้ว
ชินได้เปลี่ยนไปแล้ว และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนั้นก็มาจาก ‘ความเกลียดชัง’ นี้เองไม่ใช่สิ่งอื่นใด
ก็เพราะความเกลียดชัง จึงทำให้ชินมองโลกไม่เหมือนเดิม
เพราะความเกลียดชังจึงทำให้เขามองเห็นคนบางกลุ่มเป็ศัตรู
และก็เพราะความเกลียดชัง... ชินจึงมองไม่เห็นอนาคตอื่นใดนอกจากการล้างแค้น
เปลี่ยนโลกเหรอ...
ชินรำพึงในใจ รู้สึกสมเพชแต่ก็สับสน
ถ้าโลกนี้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นตัวเขาก็ไม่รู้สึกว่าต้องขัดขวาง ชินรู้สึกอยากให้เป็แบบนั้นเสียด้วยซ้ำ
แต่ว่า... แรงผลักดันที่อยากจะทำแบบนั้นด้วยตัวเองมันไม่เหลืออีกแล้ว
ชินตระหนักความจริงในข้อนั้น มองออกนอกหน้าต่างเครื่องบินอย่างอ้างว้างหาใดเปรียบโดยมีโอลิเวียมองด้วยสายตาเป็ห่วงเป็ใย
ทุกคน... จะผิดหวังในตัวเรารึเปล่านะ
แม้กระทั่งตอนนี้ ชินก็ยังเฝ้าถามตัวเองในกระจกเป็หนที่สอง
ได้แต่หวังว่าสักวันความรู้สึกเหล่านี้จะหายไป
หรือไม่อย่างนั้น... ก็หวังว่าความรู้สึกในอดีตจะกลับมาบ้าง
สักเล็กน้อยก็ยังดี
❖❖❖❖❖
หลังจากนั้นเที่ยวบินก็ไม่มีการสนทนาอะไรกันต่อนอกจากเป้าหมายต่อไป
ไม่สิ... น่าจะเรียกว่ากำหนดการณ์ต่อไปเสียมากกว่า เพราะสิ่งที่อัลเฟรดบอกให้ทุกคนทำคือ ‘รอจังหวะ’
เนื่องจากชิน... หรือที่รู้จักกันในนามแองกริคราวน์ได้โค่นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุดในาลง พร้อมกับการยืนยันว่าแองกริคราวน์เป็พรรคพวกกับาาอัลเฟรดไปแล้ว นั่นทำให้ตอนนี้พวกอัลเฟรดไม่สามารถบุ่มบ่ามทำอะไรได้
จะเคลื่อนไหวอย่างโจ่งแจ้งก็ไม่อาจทำได้
จะหาช่องว่างเพื่อชิงดินแดนคนอื่นในจังหวะทีเผลอก็เป็ไปไม่ได้
เพราะหลังจากการจู่โจมสายฟ้าแลบเมื่อคืนที่มีนักฆ่าอันดับหนึ่งของโลกลงสังเวียน ทำให้ทุกคนต้องระวังตัวเองเต็มอัตราศึก
นั่นคือทุกคนต่างระแวดระวังภัยมากขึ้นเป็หลายเท่า นั่นรวมถึงความร้อนใจด้วย เพราะศึกเมื่อคืนชี้ให้เห็นแล้ว ว่าการต่อสู้นับจากนี้หากมัวแต่งอมืองอเท้าหรือเอาแต่เก็บไพ่ตายไว้อาจจะตายก่อนที่จะได้ใช้
...หลังจากการตายของราชันย์ผู้ปกครองโลกคนก่อนอย่างเอลานอร์ เวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 10 ปีโดยที่ไร้ท่าทีว่าายามค่ำคืนนี้จะจบลง นั่นเพราะทุกคนพากันใช้ไม้อ่อนกันหมด
ตัวยุ่งยากอย่างแวมไพร์หายไปแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไปแล้ว...
นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิด และเป็สาเหตุที่ทำให้การปรากฏตัวของตัวตนอย่างชินทำให้าาทุกคนตื่นตัว
หากจะกล่าวโดยสรุปก็คือ... การลงสนามรบของชินคือการจุดะเิปะทุาเย็นที่มีมานานให้กลายเป็าเต็มรูปแบบ
และาหลังจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปตลอดกาล
...นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ หากแต่ไม่มีผู้ใดที่คาดการณ์ถึง
❖❖❖❖❖
หลังจากมาถึงสนามบินก็เป็เวลา 5.30 น. โดยประมาณ
พรุ่งนี้เป็วันธรรมดา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเช้านี้ทุกคนต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต นั่นคือการไปโรงเรียน
บางทีอัลเฟรดก็คงคาดเดาได้อยู่แล้วจึงได้สวมชุดนักเรียนของตัวเองไว้รอั้แ่บนเครื่อง
แน่นอนว่าชินเองก็คิดแบบนั้นต่างแค่ว่าชินไม่มีชุดจะเปลี่ยน
ในตอนที่คิดแบบนั้นอัลเฟรดก็มอบเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนเซนต์ลอเรนซ์มาให้
เป็ชุดสำหรับนักเรียนชาย 1 ชุดและนักเรียนหญิง 2 ชุด สำหรับชิน โอลิเวียและเกวน
ทั้งสามคนรับชุดที่เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพก่อนจะลงจากเครื่อง
และเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปคนละทางตามที่ตัวเองไปโรงเรียนปกติ
นอกเสียจากอัลเฟรดกับไดอาที่มีธุระประปรังอย่างอื่นต้องไปสะสางก่อน
“แบบนี้มันก็น่าตลกดีเหมือนกันนะคะ” โอลิเวียพูดขึ้นในระหว่างที่เดินเคียงชิน
ทั้งสองกำลังเดินตามทางเปลี่ยวซึ่งเป็ช่องแคบระหว่างตึกรามบ้านช่อง พวกเขากำลังหาจังหวะแยกกันเหมาะ ๆ
แต่สีหน้าของโอลิเวียกลับอมทุกข์ไม่น้อยหลังจากพูดว่าสถานการณ์มันน่าตลก
“หมายถึงอะไรเหรอ” ชินเอ่ยถามกลับด้วยความเป็ห่วง นั่นเพียงพอจะทำให้โอลิเวียยิ้มออก
“นั่นสินะคะ... ถึงจะใช้ชีวิตแบบคนละขั้วในแต่ละคืนวัน แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้เลยว่าเวลาไหนกันแน่ที่เป็ตัวเราจริง ๆ”
สายตาของโอลิเวียจดจ้องกลับมายังชิน
นั่นอาจหมายความว่าสิ่งที่เธอกำลังพูด เธอไม่ได้กำลังหมายถึงตัวของเธอเอง แต่หมายถึงชิน
“ชิน้าใช้ชีวิตแบบนี้จริง ๆ งั้นเหรอคะ”
โอลิเวียเอ่ยถามย้ำ สายตานิ่งสงบแลเย็นเยือกของเธอพุ่งตรงมาที่เขาแต่กลับแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นจากความเป็ห่วงเป็ใยอย่างที่สุด
ชินเริ่มขมวดคิ้วเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โอลิเวียเอ่ยถามอะไรแบบนี้
ดูท่าเื่เมื่อคืนจะทำให้โอลิเวียเป็ห่วงสินะ
ชินมองตาของเธอกลับไป โอลิเวียมักจะเอ่ยคำพูดทำนองนี้ออกมาตลอดที่เห็นว่าชินรู้สึกไม่ดีกับสถานการณ์ที่ใช้ชีวิตสองหน้า
รวมถึงสถานการณ์ที่ชินกำลังทำในสิ่งตรงข้ามกับที่ชินเคยเป็ด้วย
สำหรับโอลิเวีย บนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชิน
เธอคิดเสมอว่าอยากให้ชินเลิกทำเื่อันตรายแล้วใช้ชีวิตปกติไปเสีย แบบนั้นย่อมดีกว่าสำหรับชิน
แต่พอนึกถึงความทรมานของชิน พอเห็นตอนที่เขาไม่ได้ทำสิ่งที่จำเป็ต้องทำเลยเก็บไปฝันร้ายตลอดก็ทำให้เธอไม่อาจเอ่ยอะไรได้มากนัก
การที่เธอยังพูดออกมา ก็แสดงว่าเหตุการณ์เมื่อคืนคงทำให้โอลิเวียเป็ห่วงชินมากกว่าเดิม
มากเสียจนเก็บความเย็นใจเอาไว้ไม่อยู่
“แต่ฉันถอยกลับไม่ได้” ชินหลบสายตาก่อนจะตอบกลับราวกับรู้สึกผิด เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่น
โอลิเวียได้ยินแล้วทำสีหน้าหมองออกมา ทำได้แค่พยักหน้ารับเบา ๆ เหมือนเคย
เว้นเสียแต่มือที่กำแน่นด้วยความเจ็บใจ เพราะไม่อาจเป็เหตุผลให้ชินทิ้งความแค้นในอดีตไปได้... เหมือนทุกที
“ชิน”
ในตอนที่โอลิเวียเงียบลง เสียงของเด็กสาวอีกคนก็ดังขึ้นมาจากด้านข้างของอีกซอกตึก
เสียงนั้นมีเจตนาให้ได้ยินก่อนแสดงตัวเพื่อแสดงความเป็มิตร
เธอไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากเกวน เพื่อนสนิทสาวและเพื่อนร่วมชั้นของชิน
❖❖❖❖❖
