ใบหน้างดงามไม่เป็สองรองใคร รูปร่างสวยงามสมส่วนไปทั้งร่างหาจุดด่างพร้อยแทบไม่มีเลยสักนิด
แม้ว่าจะเป็ศิษย์ผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยไม่แพ้ใคร ต่างก็หน้าเจื่อนลงอย่างไม่ปิดบัง ไม่เพียงแค่หน้าตาที่แตกต่างไปสาวงามตรงหน้าคนนี้ยังเป็อัจฉริยะผู้มีพร์แห่งสำนักเทียนซิงอีกด้วย—หนานิอู่
คนแรกของสายนอกรุ่นก่อน ที่พออายุย่างใกล้สิบสามก็ถูกสำนักเทียนซิงสายในจับจองและโยกย้ายให้เป็การภายในว่ากันว่าสาขาทั้งสี่ของสายในถึงขั้นแย่งชิงกันเพื่อให้ได้ตัวหนานิอู่ คณบดีทั้งสามในนั้นเกือบจะลงไม้ลงมือสู้กันไปแล้ว
สุดท้าย หนานิอู่ตัดสินใจเลือกเข้าสาขาเสวียนหลิงหนึ่งในสี่สาขาใหญ่
สองปีผ่านไป หนานิอู่ซึ่งเป็ศิษย์ของสาขาเสวียนหลิงแล้วนั้น ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงจากสายในเช่นกันว่ากันว่าคนที่ตามจีบนั้นหากเข้าแถวต่อกันจะล้อมรอบสำนักเทียนซิงได้ถึงหนึ่งวงเต็มๆ
สาวงามในตำนานคนนี้ คาดไม่ถึงว่าจะปรากฏตัวขึ้นในห้องพลังปราณของสายนอก
ห้องพลังปราณเงียบจนแปลกใจ แม้แต่ศิษย์ด้านนอกต่างก็เงียบกันหมดแม้แต่จะหายใจก็ไม่กล้าส่งเสียงดัง เพราะเกรงว่าจะรบกวนเทพธิดาในดวงใจเข้า
ดูเหมือนว่าหนานิอู่จะเคยชินกับสายตารอบกายมานานแล้วจึงสังเกตสถานการณ์ในห้องพลังปราณอย่างไม่แยแสใคร แม้ท่าทางจะสุขุมสง่างามทว่าในใจลึกๆ กลับมีคลื่นเล็กๆ ก่อตัวขึ้น ดูเหมือนว่าห้องพลังปราณที่พังยับเยินนี้กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายโบราณบางอย่าง พลังพิเศษแบบนี้ ยิ่งอยู่ที่นี่นานเข้าปราณิญญาในร่างก็ยิ่งว้าวุ่นอยู่ไม่สุขแม้แต่ปราณิญญาของนางก็ยังได้รับผลกระทบเช่นกัน
“คิดไม่ถึงว่าที่สายนอกจะยังมีคนแบบนี้ซ่อนอยู่...” หนานิอู่ดึงสายตากลับมาพลันร่างนั้นก็ค่อยๆ สลายลงจนกระทั่งหายไปในที่สุด
ในห้องพลังปราณยังคงเงียบอย่างน่าประหลาด สีหน้าของเหล่าศิษย์ทุกคนยังคงหลงใหลตกอยู่ในภวังค์ เนิ่นนานกว่าจะได้สติรู้สึกตัวกลับมา
พื้นที่อยู่อาศัยและใช้สอยของสายนอกนั้นกว้างขวางด้านในมีลานบ้านหลายรูปแบบกระจายอยู่ไปทั่ว ทุกๆลานจะมีห้องพักเดี่ยวแยกกันอยู่สองห้อง
กลับมาที่ลานบ้าน หลินโม่เจอกับเหลิงอู่เหยียนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู
“ทดสอบเสร็จแล้วหรือ?” หลินโม่ยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม
“อืม!” เหลิงอู่เหยียนตอบกลับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
หลินโม่ไม่ได้ถามว่าสอบเป็อย่างไรบ้าง และไม่จำเป็ต้องถามตามพลังที่แท้จริงของเหลิงอู่เหยียน อันดับชื่อในการทดสอบครั้งนี้จะต้องอยู่อันดับต้นที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน
ครั้นสังเกตเห็นรอยยิ้มของหลินโม่ ดวงตาของเหลิงอู่เหยียนวูบไหวเล็กน้อย “ปราณิญญากลายพันธุ์ตื่นขึ้นแล้วหรือ?”
“ปราณิญญารุ่ยจิน” หลินโม่ตอบ
“ดีเลย!”
เหลิงอู่เหยียนหัวเราะ ใบหน้านั้นราวกับน้ำแข็งหมื่นปีได้ละลายลงดอกไม้นับร้อยแย้มบานสู่ฤดูใบไม้ผลิ
หลินโม่อดตกตะลึงไม่ได้ เอาแต่จ้องมองเหลิงอู่เหยียนอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงเอ่ยอย่างหยอกเล่น “หากเ้าเป็ผู้หญิงล่ะก็รอยยิ้มเมื่อครู่ไม่รู้ว่าจะพรากิญญาเหล่าผู้ชายไปได้มากเท่าไรกัน”
ทันทีที่พูดจบ ชั่วขณะหนึ่งหลินโม่ถึงได้รู้สึกตัวว่าเขาพลาดไปแล้วครั้นมองเหลิงอู่เหยียนอีกครั้ง รอยยิ้มก็ได้หายไป สีหน้ากลับมาเ็าดังเดิม
หลินโม่รู้ว่า คำพูดเมื่อกี้ของตนจี้ใจดำของเหลิงอู่เหยียนเข้าให้แล้ว
นับตั้งแต่วันที่รู้จักกับเหลิงอู่เหยียนเป็ต้นมา หลินโม่ก็รู้ถึงความแตกต่างของเหลิงอู่เหยียน ร่างกายของเขานั้นพิเศษมาก ไม่มีส่วนแบ่งแยกชายหญิงด้วยลักษณะพิเศษของร่างกายที่ไม่เหมือนใคร จึงทำให้เหลิงอู่เหยียนเป็คนเงียบไม่พูดไม่จามาั้แ่เด็กและกีดกันคนนอกออกไป ทั้งสองคบกันมาเนิ่นนานถึงแปดปีแล้วแม้ว่าเหลิงอู่เหยียนจะไม่ได้กีดกันคนอื่นเหมือนตอนแรก ทว่านอกจากจะคุยกับหลินโม่แล้วเขาก็ยังพูดคุยกับคนอื่นน้อยมากอยู่ดี
“ขอโทษ เมื่อกี้ข้าพลาดไป...” หลินโม่เปิดปากเอ่ยขึ้น
เหลิงอู่เหยียนส่ายหน้า หยุดคำขอโทษของหลินโม่เอาไว้
อย่าได้พูดว่าหลินโม่ไร้หัวใจเด็ดขาดหลินโม่ตั้งใจพูดเช่นนี้เสียที่ไหนล่ะ เหลิงอู่เหยียนก็ไม่ได้กล่าวโทษหลินโม่เพราะทุกอย่างของเขารวมถึงชีวิต ล้วนมาจากหลินโม่ที่มอบให้ หากไม่ใช่เพราะหลินโม่ล่ะก็เขาก็คงตายไปตั้งนานแล้ว
หากหลินโม่สั่งให้เขาไปตายตอนนี้เหลิงอู่เหยียนก็ไม่ลังเลที่จะจบชีวิตของตัวเองลงเลยสักนิด
แม้ว่าสีหน้าของเหลิงอู่เหยียนจะเคร่งขรึมแต่ในใจกลับรู้สึกยินดีแทนหลินโม่ ความพยายามตลอดสองปี ในที่สุดวันนี้ก็ได้เห็นผลลัพธ์เสียที เด็กหนุ่มตรงหน้าจะก้าวไปในเส้นทางการฝึกตนได้ไกลยิ่งขึ้น
“หลังจากปราณิญญาตื่นขึ้น ขั้นต่อไปก็คือการหลอมกายาเ้าวางแผนอะไรไว้ไหม?” เหลิงอู่เหยียนเอ่ยถาม
“รอวันหน้าเจอโลหิตอสูรที่เหมาะสมก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ” หลินโม่ส่ายหน้า
หลังจากปราณิญญาตื่นขึ้นแล้ว ขั้นต่อไปที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ การหลอมกายา มีเพียงปราณิญญาที่หลอมกายาแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถใช้พลังได้อย่างเต็มที่เพียงแต่การหลอมกายานั้นจะต้องมีโลหิตอสูรจึงจะทำได้
โลหิตอสูรนั้นหายากมาก ถึงจะเป็อสูรระดับต่ำแต่พลังน้อยที่สุดกลับอยู่ในระดับหลอมปราณไม่ต้องพูดถึงหลินโม่ที่พลังยังไม่พอจะฆ่าอสูรได้และแม้ว่าจะสามารถฆ่าอสูรได้จริงๆ ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้สำเร็จ
ก่อนอสูรจะตาย โดยปกติจะกรีดโลหิตทิ้งไปจนหมด มีส่วนน้อยที่จะเหลือทิ้งไว้ให้ผู้ฝึกตนที่เป็นักล่า
หลินโม่ตั้งใจเอาไว้ว่า รอหลังจากทะลุไปถึงระดับหลอมปราณแล้วค่อยออกล่าอสูรนอกกำแพง
ภายในลานบ้าน สองร่างประสานสวนกันไปมาด้วยความเร็วจนเกิดเป็ภาพติดตาอยู่เื้ั
ปัง ปัง...
เสียงโจมตีของเท้าและหมัดดังขึ้นกลางลานบ้าน
เหลิงอู่เหยียนสีหน้าเคร่งขรึมเดิมทีคิดจะหยุดบำเพ็ญการฝึกร่างไว้ในขั้นที่ห้า ทว่าพลังของหลินโม่แข็งแกร่งเกินไปจึงจำต้องใช้พลังของขั้นที่หก ท้ายสุดก็ยังต้านเอาไว้แทบไม่อยู่
ปัง!
เมื่อหมัดทั้งคู่กระทบเข้าด้วยกัน สองเท้าของหลินโม่ร่วงลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดรอยเหยียบขึ้นบนพื้น ทว่าเหลิงอู่เหยียนก็ถอยไปก้าวหนึ่งเช่นกัน
“ปราณิญญากลายพันธุ์แข็งแกร่งอย่างที่คิดจริงๆ”
เหลิงอู่เหยียนเอ่ย เขาไม่ได้เป็ผู้ฝึกปราณิญญาธรรมดาแต่เป็ผู้ฝึกปราณิญญาธาตุคู่น้ำและไฟ ในทุกๆ ขั้นของการบำเพ็ญพลังและความเร็วของเขานั้นจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าปราณิญญาธาตุเดียว
“เ้าเป็พลังิญญาธาตุคู่น้ำและไฟ หากหลอมกายาครบหมดแล้วคงไม่น้อยไปกว่าข้าหรอก” หลินโม่พูดปลอบ
เหลิงอู่เหยียนไม่ได้เอ่ยอะไร เขารู้ชัดอยู่แล้ว ว่าแม้ตนจะมีปราณิญญาธาตุคู่น้ำและไฟแต่ก็ไม่แน่ว่าจะเทียบชั้นได้กับปราณิญญากลายพันธุ์ ดูได้จากเมื่อไม่นานมานี้ความแตกต่างของทั้งสองยังไม่ได้มากนัก ทว่าเมื่อการบำเพ็ญเลื่อนขั้นหลินโม่ที่ปราณิญญากลายพันธุ์เอาไว้นั้นกลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“มีคนมา ข้าจะไปดูเอง” ดวงตาของเหลิงอู่เหยียนสั่นไหว
“อืม!” หลินโม่พยักหน้า
เหลิงอู่เหยียนที่เพิ่งออกจากลานบ้านไปกลับมาอย่างรวดเร็วสายตาของเขาที่มองไปยังหลินโม่ในเวลานี้เต็มไปด้วยความแปลกใจ
“มองข้าแบบนี้มีอะไรงั้นหรือ?” หลินโม่เลิกคิ้วถาม
“มีคนชื่อหนานิอู่มาหาเ้า เป็ผู้หญิง!” น้ำเสียงของเหลิงอู่เหยียนดูแปลกไปเล็กน้อย
“หนานิอู่?”
หลินโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “ไม่รู้จักบอกให้นางไปเสียเถอะ”
สองปีที่อยู่สายนอกมานี้ นอกเหนือจากศิษย์สายนอกคนอื่นแล้ว หลินโม่ก็ไม่รู้จักใครสักคนถึงแม้จะรู้จักแต่ก็หน่ายที่จะให้ความสนใจส่วนพวกผู้หญิงหลินโม่ยิ่งแทบจะไม่รู้จักเลยก็ว่าได้
“จะไม่ไปเจอจริงๆ หรือ?” เหลิงอู่เหยียนถาม
“ปกติไม่เห็นเ้าจะพูดเยอะขนาดนี้ ทำไมวันนี้ถึงได้พูดมากขนาดนี้ล่ะ?ไม่ไป!” หลินโม่โบกมืออย่างหงุดหงิด
เหลิงอู่เหยียนจึงไม่เอ่ยอะไรต่อ พลางหันกายเดินจากลานบ้านไป
แสงแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ร่วงส่องผ่านตามรอยแยกของแมกไม้สาดส่องลงบนประตูใหญ่ของลานบ้าน หญิงสาวคนหนึ่งยืนนิ่งท่ามกลางแสงแดดภาพทั้งหมดตรงหน้าดูราวกับม้วนภาพทิวทัศน์อันงดงาม หญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นช่างคล้ายกับเทพธิดาที่ออกมาจากภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น
เหล่าศิษย์ที่พากันเข้ามาดูต่างกลั้นหายใจพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะเกรงจะรบกวนเทพธิดาเข้า
เทพธิดายืนทำอะไรที่ประตู?
หรือว่ากำลังรอใครอยู่?
ปล่อยให้เทพธิดาต้องรออยู่นอกลานบ้าน นี่มันเป็ไอ้หนุ่มตาบอดคนไหนกันคิดไม่ถึงว่าจะทำเื่ให้มนุษย์และ์พิโรธแบบนี้ออกมาได้เหล่าศิษย์ที่อยู่ที่นี่ต่างพากันอิจฉาตาร้อน หากเปลี่ยนให้เป็พวกเขาไม่ต้องพูดว่าจะให้เทพธิดามารอที่ประตูเลย จะพุ่งออกมาต้อนรับด้วยความยินดีในทันทีเลยล่ะ
โอกาสที่จะได้อยู่กับเทพธิดาตามลำพัง อีกทั้งยังอยู่ในลานบ้านด้วย...
โอกาสดีขนาดนี้ ไม่นึกเลยว่าจะไม่เห็นคุณค่า คนแบบนี้ต้องถูกลิขิตให้ฟ้าผ่า เหล่าศิษย์ทั้งหลายกำลังก่นด่าไอ้หนุ่มโชคดีคนนั้นกันอยู่ในใจขณะเดียวกันก็รอคอยกันเงียบๆ พวกเขาอยากเห็นว่า สรุปแล้วเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าไหนถึงได้กล้าทำเื่แบบนี้ลงคอ
รอจนกว่าชายหนุ่มคนนั้นจะออกมา หลังจากรู้จักหน้าตาชัดแล้ววันหลังค่อยไปตามหาเ้าหนุ่มคนนั้น ทำความรู้จักแล้วสร้าง ‘สัมพันธไมตรี’ ต่อกันเสียหน่อยไม่เช่นนั้นคงยากที่จะสงบความโกรธในใจลงได้