เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 5 แก้ไขความเข้าใจผิด

    บทสนทนา ไอรีน ริฮานน่า นักผจญภัยแรงค์ A (เจ้าหญิงแห่งดาบ)
    ฉันอุตส่าห์สละเวลาไปช่วยพี่สาวของฉันดูแลคนไข้ที่กำลังบาดเจ็บ แต่ไม่คิดว่าจะมาคนไข้โรคจิตแบบนั้น ถ้าไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไข้ที่บาดเจ็บหนักมาละก็ฉันจะผ่าร่างเจ้าคนโรคจิตแบบนั้นให้กลายเป็นท่อนๆแน่ แค่คิดก็ไม่สบอารมณ์แล้ว
    “เป็นอะไรไป ไอรีน พี่บอกให้เธอไปดูแลคนไข้ที่ห้องสิบเอ็ดไม่ใช่เหรอแล้วทำไมยังนั่งสบายใจอยู่แบบนี้”
    เจ้าของเสียงที่กำลังถามฉันอยู่นี้คือพี่สาวของฉันเอง ไอริส ริฮานน่า แค่ได้ยินเรื่องห้องหมายเลขสิบเอ็ดก็จะทำให้ฉันเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
    “พี่สาว พี่ไม่เข้าใจ ก็คนไข้ของพี่นั่นแหละมาลวนลามฉันก่อน ทำให้ฉันออกมาจากห้องหมายเลขสิบเอ็ดมาเพราะฉันจะมาบอกพี่ว่าฉันจะไม่ทำแล้ว”
    “เฮ้อ เจ้านี่ก็มีแต่เรื่องแบบนี้มาไม่ขาดเลยนะไอรีน บางทีเขาอาจไม่ได้ตั้งใจก็ได้ พี่เองก็จะไม่พูดอะไรมากกับเธอหรอกนะ กลับไปดูแลเขาช่วยพี่ก่อนเพราะอีกสักพักก็จะมีคนเจ็บที่ไปทำภารกิจทางไกลกำลังกลับมาแล้วบางทีอาจยุ่งจนไม่มีเวลา ไปดูแลเขาด้วย ช่วงนี้เองภารกิจแรงค์ A ก็ขาดแคลนไปค่อนข้างจะยาวกว่าจะมีมาใหม่ช่วงนี้ก็ตั้งใจทำงานช่วยพี่ไปก่อนก็แล้วกัน”
    ฉันก็ไม่รู้จะหาคำอธิบายอะไรมาบอกพี่สาวของตนเองเพราะมันก็ไปโทษเขาคนนั้นก็ไม่ได้บางทีเขาอาจไม่ได้ตั้งใจจะทำ แต่ฉันก็มองเขาเป็นคนโรคจิตไปแล้วก็ใครใช้ให้อยู่ดีๆเอามือมาสัมผัสที่มันตรงๆแบบนั้นกันละ ต่อให้อยากเลิกทำมันตอนนี้ก็ไม่ได้เพราะไม่มีใครว่างนอกจากฉันแล้ว
    ผ่านไปไม่นานมากสักห้านาทีได้หลังจากทำใจสักพักฉันก็มายืนหน้าห้องหมายเลขสิบเอ็ดแล้วในที่สุด ฉันต้องเข้าไปจริงๆเหรอ ถ้าเขาเกิดอยากทำแบบนั้นขึ้นมาอีก แล้วถ้าเขาเป็นคนโรคจิตไปจริงๆอย่างที่ฉันคิดละ ถ้า..ถ้า..
    “เอ่อ...คือว่าคุณคงเป็นคนที่มาดูแลผมในตอนแรกสินะครับ ผมไม่ได้เป็นคนแบบที่คุณกำลังคิดอยู่นะครับ ตอนนั้นผมไม่ได้สติคงต้องขอโทษด้วยจริงๆ คุณพอจะเข้ามาคุยกับผมดีๆได้ไหม?”
    เอ๊ะ! นี่ฉันเปิดประตูไปตั้งนานแล้วแต่ยืนคิดอะไรไร้สาระอยู่ทำไมฉันถึงได้เป็นไปแบบนี้ได้ จนถึงขั้นเขาคนนั้นเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน
    “ฉันต้องเข้าไปอยู่แล้วก็เพราะฉันต้องดูแลนายตลอดสามวันต่อจากนี้”
    ฉันไม่มีทางเลือกเพราะก้าวมาในถ้ำเสือครึ่งก้าวไปแล้วจึงเข้าห้องเข้าไปด้วยอาการเขินอายเล็กน้อย
    “ถ้าเช่นนั้นก็ขอรบกวนด้วยนะครับ ผม โรเบิร์ต ซัมเมอร์ เป็นนักเดินทางยินดีที่ได้รู้จัก”
    “ฉัน ไอรีน ริฮานน่า เป็นนักผจญภัยของเมืองนี้ตอนนี้ต้องมาช่วยงานพี่สาวเพราะภารกิจขาดแคลน ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”
    หืม! ทำไมเขาดูตกใจแปลกๆ แถมยังตั้งใจจ้องมองหน้าฉันราวกับว่าต้องการหาจุดตำหนิ
    “เอ่อ...ผมขอโทษด้วยพอดีว่าตกใจเล็กน้อย ผมไม่ได้ตั้งใจจ้องหน้าคุณขนาดนั้นที่ผมตกใจคือที่นี่มีอาชีพนักผจญภัยด้วย”
    “นายไม่รู้เหรอว่าที่นี่มีมัน?”
    เขาต้องการจะสื่ออะไรกันแน่? มีใครบ้างที่ไม่รู้จักนักผจญภัยในโลกใบนี้? ก็คงไม่มีเพราะว่าอาชีพนี้มันคืออาชีพที่เรียกได้ว่าคือพื้นฐานของทุกอาชีพเลยก็ว่าเพราะงานส่วนใหญ่ต้องการนักผจญภัยโดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการกำจัดมอนสเตอร์ยิ่งเป็นที่ต้องการจากหลายฝ่ายแล้วถ้ายิ่งฝีมือดีก็จะถูกเพ่งเล็งดึงไปเข้ากับกลุ่มมีอำนาจต่างๆ
    “ไม่เลยเพราะผมเองก็พึ่งมาที่นี่ไม่สิต้องพูดว่าทวีปแห่งนี้จะดีกว่า ก็เลยไม่รู้ว่าที่นี่มีอาชีพอย่างนักผจญภัยอยู่ด้วย”
    “ถ้านายมีข้อสงสัยจริงหลังจากออกไปจากสถานพยาบาลแล้วก็ลองไปที่กิลด์นักผจญภัยดูสินายอาจได้คำตอบที่ต้องการก็ได้”
    “ขอบคุณมากครับ”
    หลังจากที่พูดคุยกันไปสักพักฉันก็เข้าใจแล้วว่าตอนนั้นเขาเองน่าจะไม่ได้ตั้งใจอยากทำแบบนั้นกับฉันก็ได้ ทำไมฉันถึงเชื่อแบบนั้นก็เพราะว่าฉันเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการดูคน ฉันเองก็พบคนมามากมายหลายประเภท เดิมทีแล้วฉันกับพี่สาวก็ไม่ใช่คนของเมืองนี้พวกเราสองพี่น้องก็เดินทางมาจากเมืองหลวงเพื่อมาช่วยกำจัดมอนสเตอร์บริเวณใกล้เคียงทำให้พบเจอเมืองแห่งนี้
    หลังจากนั้นพวกเราสองคนก็ปักหลักอยู่ที่นี่สักพักเพราะมอนสเตอร์แถวนี้มันมีพฤติกรรมแปลกประหลาดต่างไปจากที่อื่นจึงเฝ้าดูจนเวลาล่วงเลยมาถึงสี่เดือนก็ได้กลายเป็นคนที่คุ้นเคยไปกับเมืองแห่งนี้จนกลมกลืนรวมเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับมันในที่สุด
    แต่ฉันก็ไม่ใช่ว่าจะอยู่ที่เมืองนี้ไปตลอดก็เพราะว่าเมื่อสองสามวันก่อนหน้านั้นไม่นานพวกเราสองพี่น้องได้รับภารกิจพิเศษเร่งด่วนให้ไปดูเมืองชายแดนส่วนการเดินทางก็หลังจากเสร็จสิ้นภาระหน้าที่ของที่นี่ทุกอย่างพวกเราถึงจะเริ่มเดินทางไป
    “ผมขอถามอะไรคุณบางอย่างได้ไหม?”
    “นายต้องการจะถามอะไรถามมาได้เลยถ้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉันกับพี่สาวแล้วละก็ถามมาได้ทุกเรื่อง”
    “ผมไม่ได้จะถามอะไรที่มันซับซ้อนมากนัก ที่จะถามมันก็คือที่นี่ที่ไหน”
    “แล้วทำไมตอนแรกนายบอกว่าเป็นนักเดินทางนายน่าจะรู้จุดหมายและมีแผนที่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
    “ผมมีปัญหาเล็กน้อยตอนเดินทางมาทำให้ผมตัวเปล่าไปเรียบร้อยแล้ว”
    “ที่นี่คือเมืองทริกซี่ เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรคาริทีสและที่นี่ยังเป็นหนึ่งในเจ็ดแหล่งรวมตัวของนักผจญภัยที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย”
    หลังจากนั้นเขาก็สอบถามหลายๆเรื่องกับฉันต่อซึ่งมันเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้หรือว่ารู้อยู่แล้วกันแน่ แต่ก็ชั่งเถอะฉันไม่มีเวลาไปใส่ใจเรื่องของเขาขนาดนั้นเพราะยังไงซะฉันก็มาดูแลเขาแค่สามวันต่อจากนั้นมันก็ทางใครทางมันแล้ว
    “ผมพอรู้คราวๆแล้ว เอาละผมมีคำถามสุดท้ายจะถามคุณ คนบนโลกใบนี้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “แถบสถานะ” รึเปล่า”
    “แม้แต่เรื่องนี้นายก็ไม่รู้เหรอ? เฮ้อ นายมาอาศัยอยู่ในภูเขามาก่อนรึยังไงทำไมไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง”
    “ฮ่า ฮ่า คุณจะคิดแบบนั้นไปก็ได้นะมันก็เป็นเรื่องจริงที่ผมไม่รู้อะไรเลย”
    “ที่นี่มีแน่นอน “แถบสถานะ” เพราะมันถือเป็นหนึ่งในปัจจัยห้าที่มีอยู่ถ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ก็ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่ได้หรอกภายในโลกแห่งนี้ เพราะสิ่งที่มนุษย์ต้องต่อสู้นั้นมันไม่ใช่แค่มอนสเตอร์มันยังมีพวกอื่นๆด้วยยกตัวอย่างก็พวกปีศาจ พวกมาร”
    “ขอบคุณมากผมหมดคำถามแล้ว”
    “อืม ที่ฉันเข้ามาก็แค่จะมาดูอาการนายเล็กน้อย ฉันพึ่งตรวจดูเมื่อครู่ก็มั่นใจแล้วว่าอาการของนายดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวออกไปทำธุระก่อนอีกสองชั่วโมงฉันจะเข้ามาใหม่นายก็นอนพักผ่อนไปก่อนก็แล้วกัน”
    ..........
    บทสนทนา โรเบิร์ต ซัมเมอร์
    หลังจากที่ถามเรื่องราวพื้นฐานคราวๆแล้วผมก็สรุปได้ว่า โลกใบนี้เป็นโลกที่เวทมนตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนคล้ายเกมในโลกก่อนค่อนข้างมากซึ่งนั่นก็เป็นผลดีกับผมเองด้วย ผมแทบจะรอให้ถึงสามวันข้างหน้าไม่ไหวแล้วเพราะจะได้ไปที่แห่งนั้นที่เป็นความฝันของลูกผู้ชายทั้งหลาย
    วันเวลาที่รักษาตัวของผมสามวันก็ผ่านไป ช่วงเวลาน่าอึดอัดกับคุณผู้ดูแลอย่างไอรีนก็ผ่านพ้นไปอย่างยากลำบากราวกับผมอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกหยุดเอาไว้ไม่ต่ำกว่าสิบปี ลองทายดูสิครับว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนถ้าจะให้ทายก็คงอีกนานหรืออาจไม่ได้คำตอบกลับมาเพราะฉะนั้นผมจะเฉลยให้ฟังก็ได้ตอนนี้ผมได้มายืนอยู่ที่หน้ากิลด์นักผจญภัยแล้วนั่นเอง
    ผมก้าวเดินเข้าไปด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม บรรยากาศแบบนี้ ความรู้สึกนี้ นี่ผมมาที่กิลด์นักผจญภัยจริงๆแล้วสินะ
    “เฮ้พวก เจ้านั่นมันเป็นบ้าอะไรวะยืนร้องไห้ขวางทางเข้ากิลด์อยู่ได้”
    “ไม่รู้เหมือนกันนะ คงเป็นคนบ้าที่ผ่านมาก็ได้ละมั่ง”
    “พวกนายจะไปสนใจทำไมเดี๋ยวคนอื่นก็รวมพวกเราไปเข้ากับเจ้าบ้านั่นพอดี”
    สายตาทุกสายตามองมาที่ผมมันมีทั้งหัวเราะเพราะคิดว่าผมเป็นบ้า มีทั้งสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม และที่ขาดไม่ได้ก็คือสายตาที่แสดงให้เห็นถึงความรังเกียจผมอย่างรุนแรง ทำให้ผมเองก็รู้สึกเขินๆเล็กน้อยจึงหยุดท่าทางบ้าๆบอๆของตนเอง จึงมุ่งหน้าเดินไปที่จุดที่ผู้ดูแลกิลด์อยู่เพื่อสมัครเป็นนักผจญภัย
    ทันทีที่ผมเดินไปจุดที่ผู้ดูแลยืนอยู่เธอก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเลยนอกจากยิ้มแย้มเห็นได้ชัดว่าได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
    “คุณมีอะไรให้ฉันรับใช้ไหมค่ะ”
    “ผมต้องการมาสมัครเป็นนักผจญภัยครับ”
    “เข้าใจแล้วค่ะ”
    เธอหยิบใบกรอกข้อมูลยื่นมาให้ผม
    “กรอกข้อมูลตามที่ระบุไว้ข้างต้นได้เลยค่ะ”
    ผมกรอกข้อมูลที่ระบุไว้ข้างต้นเรียบร้อยจะเปลี่ยนก็แค่เผ่าเท่านั้นเพราะใครมันจะไปกินดีหมีหัวใจเสือได้กันละ ลองคิดดูสิว่าถ้าผมลง เผ่าแวมไพร์ลงไป ถ้าเกิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์ขัดแย้งกันรุนแรงพวกคนในกิลด์ไม่รุมทำลายผมให้ตายในทีเดียวหรอกเหรอ ในเมื่อเสร็จแล้วผมก็ยื่นใบกรอกข้อมูลให้ผู้ดูแล เธอก็ตรวจดูเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มกลับมา
    “คุณซัมเมอร์ตามฉันมาที่ห้องวัดระดับแรงค์ได้เลยนะคะ”
    จากนั้นเธอก็เดินนำไปที่ห้องวัดระดับแรงค์ที่อยู่ส่วนในของกิลด์แห่งนี้ เมื่อเข้าไปในห้องเรียบร้อยภายในก็มีกระจกขนาดใหญ่เท่าตัวของผมบานหนึ่งตั้งอยู่กลางห้อง รอบด้านไม่มีสิ่งใดอยู่นอกจากมัน
    “คุณซัมเมอร์คุณเอามือวางไปที่กระจกแล้วส่งพลังเวทย์เข้าไปในนั้น มันก็จะคำนวณระดับแรงค์ของคุณออกมา”
    ผมทำตามที่ผู้ดูแลเขาบอกมาเอามือขวาของตนเองวางแนบไปที่กระจกก่อนจะค่อยๆส่งพลังเวทย์เข้าไปอย่างช้าๆ ผ่านไปราวห้านาทีก็มีแสงสีดำอ่อนๆปล่อยออกมา ผ่านไปอีกสิบนาทีไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อผ่านไปสิบห้านาทีแสงสีดำอ่อนๆก็กลายเป็นเข้มข้นขึ้น ผมจึงคิดหันหน้าไปถามผู้ดูแลว่ามันจบแล้วรึยังแต่สิ่งที่ผมเห็นนั้นก็คือใบหน้าเธอที่ตกตะลึงจนล้มลงที่พื้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้พร้อมกับพึมพำบางอย่างออกมา
    “เป็นไปไม่ได้…” . . .

    ( แรงค์นักผจญภัยเรียงจากสูงไปต่ำ SS – S – A – B – C – D – F – G )