หลินทิงเสวี่ยถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงทะเลาะวิวาท เธอลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือขื่อบ้านที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม ผนังห้องที่มืดครึ้ม และหน้าต่างกระจกที่ผุพัง
เตียงใต้ร่างแข็งกระด้าง ผ้าห่มสองผืนกดทับจนแทบหายใจไม่ออก
นี่คือบ้านหลังแรกของเธอ เป็บ้านของเธอกับพ่อ เธอไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?
เสียงเอะอะข้างนอกยังดังไม่หยุด คุ้นหูเหลือเกิน เป็เสียงผู้ชายกับผู้หญิง เสียงหนึ่งสูงเสียงหนึ่งต่ำ นั่นคือพ่อกับแม่กำลังทะเลาะกัน
เมื่อตั้งใจฟังเนื้อหาที่พวกเขาทะเลาะกัน หลินทิงเสวี่ยก็พลันเข้าใจในทันที
หลินทิงเสวี่ยรู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย แต่ได้เกิดใหม่ เกิดใหม่ใน่ฤดูหนาวปีที่เธออายุแปดขวบ ถ้าไม่ใช่เพราะชาติที่แล้วเคยอ่านนิยายแนวเกิดใหม่มามากเกินไป เธอก็คงไม่รู้ว่ามีการเกิดใหม่ด้วยซ้ำ ไม่คิดเลยว่าเื่เหลือเชื่อเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
“หลินกั๋วผิง ในเมื่อคุณดูแลเสียวเสวี่ยได้ไม่ดี ก็เอาแกมาให้ฉัน คุณจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ฉันเดือนละยี่สิบหยวนก็พอ” คนที่พูดคือหลิวกุ้ยหลาน แม่แท้ๆ ของทิงเสวี่ย จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงของพ่อหลินกั๋วผิง “ผมจะไม่ให้เสียวเสวี่ยกับคุณ”
น้ำเสียงของพ่อยังคงอ่อนโยนเช่นเคย ไร้ซึ่งความก้าวร้าว
หลิวกุ้ยหลานแค่นเสียงเบาๆ แล้วพูดจาข่มขู่ต่อไป “คุณเป็ผู้ชายแท้ๆ แต่กลับดูแลตัวเองยังไม่ได้ จะเลี้ยงลูกได้ยังไง? เมื่อก่อนที่ฉันไม่เอาเสียวเสวี่ยไปก็เพราะแม่คุณยังอยู่ ท่านดูแลเสียวเสวี่ยได้ แต่ตอนนี้แม่คุณตายแล้ว ฉันไม่ไว้ใจให้เสียวเสวี่ยอยู่กับคุณ”
“ผมจะไม่ให้เสียวเสวี่ยกับคุณ ผมไม่อยากให้เสียวเสวี่ยของผมต้องไปอยู่ใต้ชายคาคนอื่น ต้องใช้ชีวิตโดยคอยระวังสีหน้าใครต่อใคร” แม้เสียงของหลินกั๋วผิงจะอ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจต่อรองได้
ในขณะนั้นเอง ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องด้านใน “หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะไม่ไปกับแม่”
“หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะไม่ไปกับแม่”
เพราะกลัวว่าหลิวกุ้ยหลานจะไม่ได้ยิน หลินทิงเสวี่ยจึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดะโความในใจของเธอออกมา
ฉันจะอยู่กับพ่อ ถึงแม้จะต้องกินรำกินแกลบ ถึงแม้จะอดมื้อกินมื้อ ต่อให้ลำบากยากจนแค่ไหน พ่อก็ไม่มีทางขายฉันทิ้ง ส่วนแม่ล่ะ หลิวกุ้ยหลาน? พอใช้ประโยชน์จากฉันเสร็จก็ขายฉันทิ้งในราคาหนึ่งพันห้าร้อยหยวน
ถึงแม้ว่าในชาติที่แล้ว หลิวกุ้ยหลานจะได้รับผลกรรมไปแล้ว แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับหลิวกุ้ยหลาน หลินทิงเสวี่ยก็ยังคงเต็มไปด้วยความแค้นที่ยากจะขจัดออกไป
ความผิดพลาดเพียงชั่ววูบของเธอในชาติที่แล้วทำให้หลิวกุ้ยหลานทำลายชีวิตเธอทั้งชีวิต ความทุกข์ทรมานที่ได้รับ แม้จะผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจทำให้ทิงเสวี่ยปล่อยวางและให้อภัยได้อย่างแท้จริง
ทั้งสองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่หันไปมองทิงเสวี่ยที่เดินออกมาจากห้องด้านในพร้อมกัน เธอเดินเท้าเปล่า ท่อนบนสวมเสื้อนวมบุฝ้ายลายดอกเก่าๆ ท่อนล่างเป็กางเกงกำมะหยี่สีดำ ตรงหัวเข่ายังมีรอยปะเล็กๆ อยู่ อาจเป็เพราะเพิ่งตื่นเลยยังไม่ได้หวีผม ผมจึงดูยุ่งเหยิง
ลูกสาวเดินเท้าเปล่าออกมา หลินกั๋วผิงรีบคว้าเธอขึ้นมาอุ้มแนบอก “เสียวเสวี่ย ตื่นแล้วเหรอ? ยังปวดหัวอยู่ไหม?”
ในตอนนี้เอง หลิวกุ้ยหลานรีบเข้ามาใกล้ เปลี่ยนจากท่าทีข่มขู่เมื่อครู่เป็แม่ที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความรักเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสาว “เสียวเสวี่ย หนูหิวไหม? แม่เอาขนมปังกรอบมาให้กินเอามั้ย?”
พูดพลางเธอก็ยื่นมือไปจะแตะหน้าผากของทิงเสวี่ย อยากจะลองดูว่าเธอยังมีไข้อยู่หรือไม่ ทิงเสวี่ยเบือนหน้าหนีตามสัญชาตญาณ มือของหลิวกุ้ยหลานจึงคว้าได้แต่อากาศ
“หนูจะอยู่กับพ่อ” ทิงเสวี่ยย้ำความ้าของตัวเองอีกครั้งอย่างหนักแน่น จากนั้นมือเล็กๆ ทั้งสองข้างของเธอก็ค่อยๆ เกี่ยวคอของพ่อหลินไว้
หลิวกุ้ยหลานเห็นลูกสาวติดหลินกั๋วผิงขนาดนี้ ในใจย่อมไม่พอใจ “เสียวเสวี่ย แม่จะพาหนูไปในตัวอำเภอ ที่นั่นหนูจะได้กินเนื้อทุกวัน มีทั้งขนมปังกรอบ ขนมปัง ซานจาอบแห้ง แล้วยังมีพี่ชายกับน้องสาวเล่นเป็เพื่อนหนูด้วย แม่ยังจะพาหนูไปดูหนัง เที่ยวสวนสาธารณะ ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ดีจะตายไป!”
ชาติที่แล้วหลิวกุ้ยหลานก็พูดแบบนี้ เธอถูกคำพูดเคลือบยาพิษเหล่านี้หลอกจนหัวหมุน แล้วก็ตัดสินใจผิดพลาดที่สุดอย่างไม่ทันคิด
ในเมื่อ์ให้โอกาสเธอได้เลือกใหม่อีกครั้ง เธอหลินทิงเสวี่ยจะไม่มีวันซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด “หนูจะไม่ไปกับแม่ หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะอยู่กับพ่อ”
มือเล็กๆ ของเธอกอดคอหลินกั๋วผิงไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ ซบอยู่ที่ปกคอเสื้อของพ่อ กลิ่นยาสูบจางๆ ลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่เธอเคยตามหามาทั้งชีวิต กลิ่นจากฝันที่เธอเร่ร่อนตามหา ตลอดสามสิบปีที่ไร้ที่พึ่ง
การที่ลูกสาวไม่ยอมแยกจากตนทำให้หลินกั๋วผิงรู้สึกปลื้มใจมาก “กุ้ยหลาน คุณกลับไปเถอะ เสียวเสวี่ยไม่ยอมไปกับคุณ ผมจะดูแลเสียวเสวี่ยให้ดีเอง หวังว่าถ้าคุณว่างๆ จะกลับมาเยี่ยมลูกบ่อยๆ นะ”
ถึงแม้เขาจะไม่้าให้ลูกสาวไปกับหลิวกุ้ยหลาน แต่เขาก็ยังหวังว่าหลิวกุ้ยหลานจะกลับมาเยี่ยมลูกสาวบ่อยๆ มอบความรักของแม่ให้ลูกบ้าง
หลิวกุ้ยหลานเห็นลูกสาวไม่ยอมไปกับตนก็ไม่ได้ท้อถอย เธอรู้สึกว่าลูกสาวอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับตนจึงเป็เช่นนี้ ต่อไปตนกลับมาบ่อยๆ ซื้อของอร่อยๆ ของเล่นสนุกๆ มาให้เธอเยอะๆ ไม่ช้าก็เร็วต้องหลอกล่อเด็กคนนี้ไปได้
เด็กก็อย่างนี้แหละ มีนมให้กินก็คือแม่
หกปีก่อน หลิวกุ้ยหลานไปทำงานในตัวอำเภอแล้วได้พบกับเฉินเฉียง กรรมกรที่ภรรยาเสียชีวิต ทั้งสองคนคบชู้กันอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ เธอจึงทอดทิ้งลูกสาวที่ยังอายุไม่ถึงสองขวบอย่างเืเย็น หย่ากับหลินกั๋วผิง แล้วแต่งงานกับเฉินเฉียง จากนั้นก็มีลูกสาวคนเล็กชื่อเฉินเหยาเหยา เธอกับลูกสาวคนเล็กต่างก็มีทะเบียนบ้านอยู่ในเมือง อาศัยอยู่ในตึกแถวที่หน่วยงานของเฉินเฉียงจัดสรรให้ ไม่ต้องตากแดดตากฝน ชีวิตสุขสบายอย่าบอกใคร
หกปีมานี้เธอกลับมาเยี่ยมลูกสาวคนโตน้อยครั้งมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะอาการป่วยของลูกสาวคนเล็ก เธอก็ไม่คิดจะรับลูกสาวคนโตมาอยู่ด้วย ลูกสาวคนเล็กทั้งสวยทั้งฉลาด ในอนาคตจะต้องมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ จะปล่อยให้อนาคตของเธอต้องสะดุดเพราะอาการป่วยไม่ได้ เพื่อที่จะช่วยลูกสาวคนเล็ก เธอจะต้องหาวิธีหลอกล่อลูกสาวคนโตมาอยู่ด้วยให้ได้
หลิวกุ้ยหลานรู้ว่าวันนี้คงพาลูกสาวคนโตไปไม่ได้แล้ว ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ถ้าไม่รีบกลับ กว่าจะถึงบ้านก็คงมืดค่ำพอดี
จากที่นี่ไปตัวอำเภอยังไม่มีรถโดยสารประจำทาง การเดินทางไปกลับทำได้เพียงเดินเท้า หรือขี่จักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์
หลิวกุ้ยหลานยืมมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนร่วมงานสามีกลับมาที่หมู่บ้านต้าเหอ จากตัวอำเภอมาที่นี่ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปกลับก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
“เสียวเสวี่ย แม่กลับก่อนนะ แม่ซื้อของอร่อยๆ มาให้หนูเยอะแยะเลย รอหนูกินหมดแล้วแม่จะซื้อมาให้อีกนะ” หลิวกุ้ยหลานลูบหัวทิงเสวี่ยอย่างเอ็นดู ท่าทีสนิทสนมของเธอทำให้ทิงเสวี่ยแสดงอาการต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นลูกสาวต่อต้านตนเองขนาดนี้ หลิวกุ้ยหลานย่อมคิดว่าเป็เพราะหลินกั๋วผิงยุยง เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่เธอมา ลูกสาวสนิทกับเธอมาก ครั้งนี้ที่ดูห่างเหินขนาดนี้ต้องเป็เพราะหลินกั๋วผิงหรือคนอื่นยุยงแน่ๆ หลิวกุ้ยหลานจ้องหลินกั๋วผิงตาเขม็ง แล้วจึงคว้ากระเป๋าเดินจากไป
เมื่อแน่ใจว่าหลิวกุ้ยหลานไปแล้ว ทิงเสวี่ยก็ถอนหายใจยาว เธอรู้ว่าหลิวกุ้ยหลานจะต้องกลับมาอีกแน่ๆ
ถ้าไม่รับตัวเองไปอยู่ด้วย แล้วอาการป่วยของเฉินเหยาเหยาจะทำอย่างไร?
ในใจของหลิวกุ้ยหลาน เฉินเหยาเหยาคือแก้วตาดวงใจ ส่วนเธอหลินทิงเสวี่ยเป็แค่เศษหญ้า หรืออาจจะด้อยกว่าเศษหญ้าด้วยซ้ำไป