เขาร่ำเรียนวิชามาจากนายพรานอยู่หลายปีแบกนางเดินบนเส้นทางภูเขาได้อย่างรวดเร็วดุจเหาะเหินแขนที่แข็งแรงทั้งสองข้างประคองนางไว้อย่างมั่นคง ไม่แม้แต่จะหอบหายใจสักนิด
ในทางกลับกันนางเองก็ลำบากในการเคลื่อนที่ด้วยขาเดียว ไหนเลยจะเดินบนเส้นทางภูเขาได้วันนี้ขบวนรถบุปผาเกิดเพลิงไหม้ ผู้คนวิ่งวุ่นไปหมดไม่รู้ว่ามีอีกกี่คนที่โชคร้ายเช่นนาง เป็นวันออกนอกบ้านที่ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย
ทั้งสองสนทนากันไปเรื่อยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกมาจากป่าและกลับสู่ถนนใหญ่ได้ในที่สุด
ในขณะนี้มีผู้คนเพียงไม่กี่คนเพิ่งมุ่งหน้าเข้ามาในเมืองพวกเขาซุบซิบกัน แล้วส่ายหน้าถอนหายใจไม่รู้ว่าผู้คนกลุ่มใหญ่ก่อนหน้านี้เป็นเช่นไรบ้าง
เย่ชิงชิงเหลียวหลังกลับไปมองตลอดท่านพี่คงจะกระวนกระวายใจมากที่ไม่เห็นนาง แต่ขานางบาดเจ็บต้องให้คนแบกกลับไปแถมยังไม่มีอุปกรณ์สื่อสารอีก ช่างน่าหงุดหงิดเหลือเกิน
ทว่าหันกลับไปครั้งนี้นางไม่เห็นเย่จื้อเฟิง แต่นางเห็นเกาเฟิงและเจิงชิวเหมย
“ทำไมเขาต้องแบกเจ้าเล่า?” เกาเฟิงตาไวยิ่งนักเขาเห็นนางก็รีบวิ่งเข้ามาถาม แล้วจ้องมองหูหลิ่วหมิงด้วยสายตาไม่พอใจ
“ท่านเห็นท่านพี่ของข้ากับหยางหลิ่วหรือไม่?” เย่ชิงชิงรีบถาม
เกาเฟิงส่งเสียงฮึดฮัดใส่“ตอบคำถามข้าก่อน”
เย่ชิงชิงกรอกตา“ขาข้าบาดเจ็บ พอใจแล้วใช่หรือไม่?” คิดจะเยาะเย้ยกันอีกแล้วหรือไงนะ?ไม่รู้จักโต!
ใครจะคิดเกาเฟิงไม่ได้พูดจาเชือดเฉือนเหมือนเคยเพียงแต่ขมวดคิ้วแน่น จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง“ลงมา ข้าจะแบกเจ้าเอง”
หูหลิ่วหมิงเป็นเพื่อนสนิทกับเขามาหลายปีทั้งสองย่อมรู้จักกันดี เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“ตัวเล็กร่างบางเช่นนี้ ไม่ถือว่าเปลืองแรงข้าหรอกนะ”
“...”เย่ชิงชิงจ้องมองเขาอย่างเย็นชาแล้วกระชับมือ ‘บีบคอ’ จากนั้นกล่าวว่า “ท่านไม่พูดก็ไม่มีใครว่าท่านเป็นใบ้หรอก”
เกาเฟิงเห็นท่าทางเช่นนั้นเขาก็ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม เขาจ้องมองทั้งสองคนอย่างหงุดหงิด“ไอ้เจ้าหลิ่วหมิง...”
“พี่เกาเฟิง~” เจิงชิวเหมยกำมือเล็กๆดึงแขนเสื้อของเขา
ดวงตากลมโตของนางก่อนหน้านี้คงจะร้องไห้จนน้ำตาไหลพรากยามนี้ใบหน้าจึงเปื้อนเครื่องสำอางจนหน้าเหมือนแมวลายด่าง
เย่ชิงชิงมองเจิงชิวเหมยแล้วก็หันไปมองเกาเฟิงนางลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “หูหลิ่วหมิงจะพาข้าไปหาหมอท่านพอจะช่วยตามหาพี่ชายให้ข้าได้หรือไม่?”
หากไม่มีใครส่งข่าวนางกลัวว่าเย่จื้อเฟิงจะร้อนใจ แต่เกาเฟิงเองก็เหมือนจะต้องพาเจิงชิวเหมยกลับไปส่งเขาอาจจะแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ได้
“ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ไปเองสิ!” แน่นอนเจิงชิวเหมยเปิดปากด่าทันที “มาใช้งานพี่เกาเฟิงของข้าเสียดิบดีคิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูสูงศักดิ์หรือไร!”
เจิงชิวเหมยผู้นี้เป็นคนตรงไปตรงมาไม่เคยปิดบังความรู้สึกที่มีต่อเกาเฟิงและไม่เคยปิดบังความเกลียดชังที่มีต่อเย่ชิงชิงเมื่อเห็นนางกับเขาใกล้ชิดกันจากการค้าขายผลไม้ นางก็อิจฉาจนกัดฟันแทบหัก!
“เจ้าหุบปาก!” เกาเฟิงกรอกตาใส่ด้วยความหงุดหงิดจากนั้นหันไปทางเย่ชิงชิงแล้วกล่าวว่า “ข้าจะพาเด็กคนนี้กลับไปส่งและจะแบกเจ้าไปด้วย ส่วนหลิ่วหมิงจะไปตามหาพี่ชายของเจ้า”
“นี่...” เย่ชิงชิงไม่สนใจว่าใครจะแบกนางไปแต่สำหรับนางแล้วทั้งสองคนก็ไม่ใช่คนสนิททั้งคู่การตัดสินใจให้ใครไปช่วยตามหาคนเช่นนี้ นางก็รู้สึกละอายนิดหน่อย
โดยเฉพาะหูหลิ่วหมิงแม้จะพึ่งพากันเพราะเรื่องบ่อปลาแต่ป้าซิ่วกับมารดาของนางก็เคยทะเลาะกันมาก่อน...ลำบากใจนัก
“ได้ เอาตามที่เกาเฟิงบอกแล้วกัน” หูหลิ่วหมิงเหลือบมองเกาเฟิงอย่างมีเลศนัย“เจ้าควรดูสภาพตัวเองตอนนี้บ้างนะ มาสิ ข้าจะยกนางคนนี้ให้”
ทั้งสองรู้จักกันมาหลายปีเกาเฟิงขมวดคิ้วทันที “หมายความว่าอย่างไรสีหน้านั่นมันอะไร!”
“ไม่เอาไม่เอา! พี่เกาเฟิง ข้าก็อยากให้ท่านแบกข้า!” เจิงชิวเหมยดึงแขนเสื้อเขาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านไม่แบกนางไม่ได้หรือ...”
เกาเฟิงชินเวลานางรบเร้ามานานแล้วจึงมีภูมิคุ้มกันต่อน้ำตา เขาย่นคิ้วด้วยความรังเกียจ“ตัวโตขนาดนี้แล้ว อย่าเอาแต่ร้องไห้ใส่ข้าได้หรือไม่? เดี๋ยวมารดาของเจ้าหาเรื่องว่าข้าอีก!”
ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านเขาจึงไม่อยากพูดจาให้มากความ เพราะเจิงชิวเหมยเรื่องราวของเขาจึงกลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาของป้าแก่ในหมู่บ้านเรื่องขบขันหลังมื้ออาหารก็หนีไม่พ้น ‘ฝ่ายหญิงรุกเข้าหาไม่นานก็คงสมหวัง’!
เย่ชิงชิงมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันทีเด็กน้อยนางนี้มีใจรักมั่นเพียงผู้เดียวตั้งแต่ยังเล็ก แถมยังหวงแหนอย่างแรงกล้านางเข้าใกล้เกาเฟิงโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง จึงถูกเกลียดชังอย่างน่าเวทนา...
สุดท้ายเจิงชิวเหมยก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้เกาเฟิงแบกเย่ชิงชิงได้ก็แน่ละขาบาดเจ็บอยู่เช่นนั้น ด้วยเหตุนี้นางจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปตลอดทางนึกเสียใจว่าทำไมนางไม่ขาหักเสียเอง!พี่เกาเฟิงไม่เคยใกล้ชิดกับนางได้ถึงขนาดนี้เลย...
หูหลิ่วหมิงวิ่งกลับไปช่วยตามหาเย่จื้อเฟิงและหยางหลิ่วแล้วเย่ชิงชิงคว่ำอยู่บนหลังของเกาเฟิง รับรู้ได้ถึงความเย็นเยือกที่แผ่นหลัง
ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าเจิงชิวเหมยกำลังสาปแช่งนางอยู่เย่ชิงชิงถอนหายใจเบาๆ แล้วกระซิบถามว่า “เฮ้อเหตุใดแม่นางน้อยถึงชอบเจ้ามากขนาดนี้นะ?”
“อะไรนะ?” เกาเฟิงก้าวไปอย่างรวดเร็วน้ำเสียงก็ฟังดูดีขึ้นมาก
“เจิงชิวเหมยอย่างไรเล่า เอาตาส่วนไหนมอง ถึงมาชอบคนปากเหม็นอย่างเจ้า...”ไม่อยากให้นางได้ยิน เย่ชิงชิงจึงลดเสียงลง
ว่าเขาปากเหม็นหรือ?เกาเฟิงกัดฟัน เอ่ยเตือนว่า “เย่ชิงชิงเจ้าระวังคำพูดหน่อยนะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า!”