ทั้งคู่ออกจากท้องฟ้าจำลองเอาเกือบบ่ายสอง มัทกรพาแฟนสาวไปกินมื้อกลางวันที่ห้างใหญ่ย่านบางนา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของชายหนุ่มเพียงไม่กี่กิโล
"อยากกินอะไรครับ" เสียงทุ้มถามในขณะที่ยกมือป้องแดดให้ตอนเดินเข้าห้าง
"ลองเดินดูก่อนสักรอบดีมั๊ยคะ ตอนนี้มุกยังคิดไม่ออกเลย"
"ครับผ๊ม" เสียงตอบรับแข็งขัน ทำเอาสาวน้อยอดหัวเราะไม่ได้
มัทกรจูงร่างบางไปที่โซนร้านอาหารที่มีร้านหลากหลายสไตล์ให้เลือกมากมาย ทั้งคู่ตกเป็เป้าสายตาคนที่กำลังเดินเที่ยวที่มองมาอย่างชื่นชม หนุ่มหล่อสวมแว่นกันแดดหรูสีชาในชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนส์ขาดๆแต่กลับดูแพง เดินควงกับสาวสวยในชุดเดรสสั้นสไตล์วินเทจ ตากลมโตทอประกายหวานอยู่ตลอดเวลาบวกกับเครื่องหน้าน่ารัก ทำให้หญิงสาวดูช่างบอบบางน่าทะนุถนอม โดยเฉพาะสองมือที่เดินจับจูงกันไม่คลาย
"เอาร้านนี้มั๊ยคะพี่จ๋า บะหมี่เย็นดูน่าทานดีนะคะ แล้วก็ไม่อิ่มเกินไปด้วยค่ะ มุกจะเก็บท้องไว้ทานฝีมือคุณม๊า" มุกตระการกระตุกมือชายหนุ่มให้หยุดที่หน้าร้านราเมงร้านหนึ่ง มัทกรมองป้ายชื่อร้านนิ่งๆ
< Flashback >
3 ปีก่อน
"อย่าบอกนะว่าจะกินบะหมี่อีกแล้วน่ะ" ร่างสูงถามยิ้มๆ เมื่อมือหนาถูกกระตุก 2-3 ทีตอนที่กำลังจะเดินผ่านหน้าร้าน
"ก็ฝันชอบนี่นา นะกินร้านนี้กันนะ ฝันอยากซดน้ำซุปร้อนๆ" เสียงหวานใสพร้อมกับอาการกอดแขนอย่างออดอ้อน แบบที่เขาไม่เคยปฏิเสธได้เลย
"กินจนจะเป็คนญี่ปุ่นอยู่แล้วเนี่ย ซามิมาเซ็ง" ร่างบางหัวเราะร่ากับภาษามั่วๆแต่สำเนียงเป๊ะของแฟนหนุ่ม มัทกรโอบไหล่แฟนสาวเข้าไปในร้าน ชี้มือให้หญิงสาวเข้าไปนั่งด้านใน แล้วตัวเองนั่งประกบอยู่ด้านนอกบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน
"มัทอยากกินอะไร ฝันเอาทันตัมเมน ท๊อปปิ้งขอเป็ไข่ออนเซ็นแล้วก็โรยสาหร่ายแห้งด้วยนะคะ" พาฝันหันไปสั่งอาหารกับพนักงานเสิร์ฟที่ตามมารับออเดอร์
"ผมเอาเหมือนแฟนเลยครับ แต่ไม่เอาท๊อปปิ้งนะครับ ส่วนน้ำขอเป็ชามะนาว 2 แก้ว" พนักงานทวนออเดอร์แล้วจึงหันหลังกลับไป
"ทำไมไม่เอาท๊อปปิ้งล่ะ ไข่ออนเซ็นอร่อยออก" พาฝันเท้าคาง คุยกับแฟนหนุ่มยิ้มๆ
"ก็อร่อย แต่เมื่อเช้าก็โดนไข่ลวกไป 2 แล้วไง ถ้าได้อีกฟองนะ คึกทั้งคืน รับผิดชอบไหวมั๊ยล่ะ" มือหนายื่นมาจับเอวคอดหนักๆอย่างนึกหมั่นเขี้ยว
"บ้า!!" ต้นแขนโดนซัดเพี๊ยะเข้าหนึ่งที มัทกรยกมือขึ้นมาคลำป้อย แต่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขจนล้น
< End Flashback >
"เอาสิ" ชายหนุ่มตามใจแฟนสาว พาเดินเข้าไปในร้าน เลือกโต๊ะด้านในที่ค่อนข้างเป็ส่วนตัว ส่งแฟนสาวเข้านั่งที่เรียบร้อย ตัวเองจึงเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม เพราะมุกตระการมักจะอิดออดทุกครั้งที่เขาลงนั่งข้างๆ พนักงานเสิร์ฟเดินมารับออเดอร์พร้อมแนะนำโปรโมชั่นต่างๆ
"ขอบะหมี่เย็นที่นึงค่ะ พี่จ๋าทานอะไรดีคะ" เสียงหวานถามแฟนหนุ่มพร้อมรอยยิ้ม
"เอาเหมือนที่รักครับ" มุกตระการหน้าแดงซ่านกับสรรพนามที่ถูกเรียก พนักงานสาวอมยิ้ม เขินไปด้วยทั้งๆที่ลูกค้าหนุ่มไม่ได้พูดกับตนเอง
"งั้นเอาบะหมี่เย็นเพิ่มเป็สองที่นะคะ แล้วก็ทาโกะยากิที่นึง ชาเขียวเย็นสองที่ค่ะ" ร่างบางข่มความเขินอายไว้ หันไปสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว หลังพนักงานเดินไปแล้ว มัทกรพาดแขนลงบนโต๊ะ ยืดไปหาแฟนสาวจนสุดแขน แบมือกระดิกนิ้วเรียก
"ไหนขอพี่จ๋าดูมือหน่อย เปื่อยรึเปล่า โดนขโมยหอมในห้องดูดาวอ่ะ"
"พี่จ๋าจะหลอกจับมือมุกน่ะสิ ไม่ได้ค่ะตรงนี้ประเจิดประเจ้อไป" คนตัวเล็กปรามเบาๆอย่างรู้ทัน
"ที่รักอ่า" ร่างสูงออดแอดใส่ มุกตระการทำท่าส่งจุ๊บปลอบใจมาให้ แต่แฟนหนุ่มก็ยังไม่หยุดงอแง แกล้งยื่นขาไปเขี่ยเท้าเล็กๆใต้โต๊ะ จนมุกตระการต้องก้มหน้ากลั้นหัวเราะให้กับคนดื้อตรงหน้า
เมื่อเห็นว่าแฟนสาวไม่ยอมใจอ่อนให้จับมือ มัทกรจึงเปลี่ยนมาสำรวจโต๊ะนู้นโต๊ะนี้ในระหว่างรออาหาร จนกระทั่งสายตามาหยุดชะงักที่โต๊ะๆหนึ่ง ที่เยื้องกับตนเองเพียงแค่ทางเดินคั่น
โลกทั้งใบของชายหนุ่มกลับหยุดหมุน เมื่อั์ตาคมปะทะกับร่างคุ้นเคยที่นั่งเยื้องกับเขา เสียงหัวใจภายในเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่ ในขณะที่หญิงสาวฝั่งนั้นก็ส่งยิ้มบางแฝงแววเศร้าคืนมาให้ เหมือนรอคอยจังหวะที่ชายหนุ่มจะมองมาอยู่แล้ว
พาฝันในชุดกระโปรงยีนส์สั้นสีซีดกับเสื้อผ้าฝ้ายตัวโคร่ง ผมยาวสยายประบ่าถูกคาดด้วยผ้าพันคอลายเก๋ ดูมีสไตล์เป็ของตัวเอง ั์ตาดำขลับมองมาที่ชายหนุ่มอย่าง้าสื่อความในใจชัดเจน
มัทกรนึกโมโหตัวเอง โต๊ะใกล้กันขนาดนี้ทำไมเขาไม่เห็นซะั้แ่แรก เขาจะได้เปลี่ยนโต๊ะเปลี่ยนมุม หรือไม่ก็พาแฟนสาวไปกินที่ร้านอื่นซะเลย
"พี่จ๋า เป็อะไรคะทำไมหน้าดูเครียดจัง" มุกตระการเริ่มจับสังเกตได้
"จริงเหรอ พี่เผลอทำหน้ามุ่ยใส่ที่รักเหรอ ไม่มีอะไรหรอกครับ" แฟนหนุ่มตอบพลางยิ้มให้บางๆ
"ถ้าจับมือมุกแล้วจะหายเครียดมั๊ยคะ" มุกตระการยกมือข้างที่ใส่สร้อยข้อมือแทนใจขึ้นมา
"พี่ไม่เป็อะไรจริงๆครับ"
"แต่มุกอยากจับ" มือเรียวบางหงายลงบนโต๊ะ แต่คราวนี้มัทกรกลับมองมือสวยนั้นอย่างชั่งใจ แต่แล้วก็ตัดสินใจวางมือตนเองทาบทับลงไป เกาะกุมมือแฟนสาวไว้ พร้อมกับจ้องมองดวงตาคู่งาม พยายามปกปิดความรู้สึกที่สับสนอยู่ภายใน
"ทำไมมือเย็นจังคะ มุกส่งพลังให้นะ" หญิงสาวกระชับมือแฟนหนุ่มแน่นขึ้น เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนรัก จับสังเกตได้แค่ว่าแววหวานที่ส่งมาให้ไม่ขาด แปรเปลี่ยนเป็ดูเศร้า เธอไม่อยากจะถามอะไรให้กระทบกระเทือนจิตใจแฟนหนุ่ม รอให้เขาเล่าให้ฟังเองดีกว่า
"อืม" มัทกรตอบรับในคอนิ่งๆ ยังคงจับมือแฟนสาวอยู่อย่างนั้น ในขณะเดียวกันก็แอบเหลือบตามองไปยังผู้หญิงอีกคน แล้วหัวใจก็อ่อนยวบลงทันที เมื่อเห็นน้ำใสๆค่อยๆไหลรินจากดวงตางามของร่างที่นั่งเยื้องไป
ร้องไห้เหรอ? ร้องไห้ทำไม แล้วทำไมถึงมานั่งอยู่คนเดียวในห้างที่ไกลจากบ้านขนาดนี้ มัทกรมีคำถามมากมายในหัว คนที่ควรจะพามานั่งกินข้าว มาคอยดูแลหายไปไหน กรามขบกันแน่นอย่างลืมตัว
Rrrrrrrrrrrrrrr
มือที่จับกันบนโต๊ะจำต้องคลายออก เพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ชายหนุ่ม
"ว่าไง ไอ้โจ๋"
"ไอ้มัท เื่ใหญ่ว่ะ เมื่อคืนกูไปส่งม๊าที่สนามบิน มึงรู้มั๊ยกูเจอใคร...กูเจอพาฝัน" เสียงจารุภัทรเล่าอย่างตื่นเต้นมาตามสาย
"อืม"
"เขาเข้ามาทักกูเฉย บอกว่ากลับมาอยู่ไทยแล้ว ถามหามึงด้วย"
"งั้นเหรอ แล้วมึงตอบเขาไปว่าไง" มัทกรถาม พลางเลื่อนชามบะหมี่เย็นที่พนักงานนำมาเสิร์ฟให้แฟนสาว
"กูก็ไม่ว่าไง แค่บอกว่ามึงสบายดี ก็บอกแค่นี้แหละ เขาบอกว่าเขาจะไปเยี่ยมป๊ากับม๊ามึงที่บ้านด้วยนะ กล้าชิบหาย"
หัวใจกระตุกวาบขึ้นทันที สายตาคมเหลือบมองไปที่โต๊ะนั้นอีกครั้ง หรือว่าจะเป็วันนี้
"เออ ขอบใจว่ะที่โทรมาบอก แค่นี้ก่อนนะกูอยู่กับมุก"
"อ้าวเหรอ เออๆ กูก็โทรมาบอกแค่นี้แหละ ไว้เจอกันโว้ย" จารุภัทรพูดจบก็วางสายไป
มัทกรวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างลืมตัว ลอบถอนหายใจเบาๆ ซึ่งทุกกิริยาอาการล้วนอยู่ในสายตาของร่างน้อยตรงข้ามทั้งสิ้น
"ทานบะหมี่กันนะคะ" เสียงหวานชวนทานอาหารบนโต๊ะ ช่วยผสมเครื่องเคียงลงในน้ำซุปใสสีดำ ตามด้วยจัดการฉีกซองแยกตะเกียบออกจากกันแล้ววางไว้บนชามของแฟนหนุ่ม ปรนนิบัติอย่างเอาใจเหมือนทุกครั้งที่ทานอาหารด้วยกัน
มัทกรก้มลงกินอาหารเงียบๆ ในขณะที่มุกตระการลอบสังเกตภายในร้านว่าอะไรที่เป็สาเหตุให้แฟนหนุ่มเครียดจนเงียบลงแบบนี้ แต่หญิงสาวก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรเลย
"ทานเสร็จแล้วไปซุปเปอร์กันนะคะ มุกอยากซื้ออาหารไปฝากสโนว์ไวท์ค่ะ"
"จ้ะ" ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมายิ้มนิดนึง รับคำสั้นๆ
ในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวโต๊ะข้างๆที่เขาคอยแอบมองอยู่ตลอดก็ลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกจากร้าน มัทกรเงยขึ้นมอง จงใจสบตาร่างที่กำลังเดินผ่านเขาไป ตะเกียบไม้ในมือถูกกำจนแน่น เมื่อเห็นร่องรอยน้ำตาและปลายจมูกโด่งขึ้นสีแดง เดาว่าน่าจะมาจากการร้องไห้
...เป็ห่วง...ความรู้สึกในใจบอกเขาแบบนั้น ควรจะตามออกไปถามให้รู้เื่ดีมั๊ย ทำไมถึงมานั่งกินข้าวคนเดียว มัทกรชั่งใจอยู่สักพัก จึงเหลียวไปมองที่เคาน์เตอร์ชำระเงินกลับไม่พบร่างนั้นซะแล้ว
"พี่จ๋า..." เสียงเรียกแ่หวานเรียกสติชายหนุ่มให้กลับมาที่เดิม
"หืม"
"มีอะไรเหรอคะ" ตากลมโตมองมาที่เขาอย่างสงสัย มัทกรส่ายหน้าเบาๆ
"ไม่มีอะไรครับ"
ใบหน้างามพยักหน้าน้อยๆ หลุบตาลงต่ำ ไม่คิดจะเซ้าซี้ถามอะไรอีก เก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ ความรู้สึกที่ว่าคนตรงหน้ากำลังปิดบังอะไรตน
หลังมื้อกลางวันเสร็จสิ้น มัทกรพาแฟนสาวไปเดินช็อปปิ้งในห้าง มุกตระการที่พยายามทำตัวปกติ แอบลอบมองแฟนหนุ่มและสังเกตเห็นมัทกรมักจะคอยหันซ้ายหันขวายามที่เธอแวะดูของตามร้าน
"หาใครอยู่เหรอคะ"
"เปล่านี่" เสียงทุ้มปฏิเสธพร้อมกับหันขวับกลับมาทันที
"พี่แค่รู้สึกว่าจะเจอเพื่อนเก่าน่ะ แต่ก็อาจจะไม่ใช่ หรือถ้าใช่ก็คงไปไหนแล้วล่ะ" มัทกรขยายความเมื่อเห็นร่างบางมองมาอย่างเคลือบแคลง
"เอาอย่างนี้มั๊ยคะ เดี๋ยวมุกจะเดินดูของอยู่ชั้นนี้ พี่จ๋าไปตามหาเพื่อนเถอะค่ะ เสร็จแล้วเราค่อยมาเจอกัน" ร่างบางตัดสินใจ เพราะรู้สึกว่าคนข้างกายไม่มีสมาธิในการเดินช๊อปปิ้งกับเธอเลย
มัทกรเริ่มรู้สึกผิดที่แสดงอาการจนแฟนสาวถึงกับออกปากยอมเดินคนเดียว
"ไม่เอาครับ ช่างเขาเถอะ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ถ้าใช่เขาก็ต้องเข้ามาทักพี่แล้ว" ชายหนุ่มสอดมือเข้ามือน้อย กระชับไว้มั่น
"ไป เราเดินเล่นกันต่อดีกว่าเนอะ" มุกตระการพยักหน้าเบาๆส่งยิ้มให้
มัทกรพาแฟนสาวเดินดูของต่างๆ เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ชายหนุ่มตั้งใจที่จะลืมสิ่งที่พบเจอในร้านอาหารทั้งหมด เพราะการได้มาเดทและสร้างความสุขให้คนข้างๆสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมด
"สโนว์ไวท์กินยี่ห้ออะไรครับ" ร่างสูงถามเ้าของแมว เมื่อทั้งคู่ลงมาที่แผนกซุปเปอร์มาร์เก็ต สายตาคมไล่ไปตามยี่ห้ออาหารแมวหลากหลายบนชั้น
"อันนั้นค่ะ" มุกตระการชี้ไปที่ยี่ห้อโปรดของลูกสมุนทั้งสองตัว มัทกรจึงหยิบมาพลิกอ่านไปมา ก่อนจะร่ายเวทย์
"รักพ่อ...หลงพ่อ รักพ่อ...หลงพ่อ ทีมพ่อมัทนะลูกสโนว์ ลูกไวท์...เพี้ยง" คาถาขอใจถูกเป่าลงบนถุงอาหารแมว เล่นเอาร่างบางที่ยืนเท้าแขนกับรถเข็นฉีกยิ้มจนตาหยี
"เล่นของใส่น้องเหมียวด้วยเหรอคะ" น้ำเสียงกลั้วหัวเราะถามออกไป
"ใช่ พี่ต้องสร้างทีมให้แข็งแกร่ง"
"ทีมที่มีสมาชิกเป็เ้าสโนว์ กับเ้าไวท์เนี่ยนะคะ" มุกตระการเอียงคอถาม
"มีแค่นี้ที่ไหนล่ะ พี่มีป้านิ่มเป็แม่ทัพ อีกสักพักจะซื้อตัวลุงปองด้วย" คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงหมายมาด ทำเอาคนฟังขำกิ๊กที่แฟนหนุ่มจะซื้อเสียงคนรอบตัว
"ถ้ามุกรักสักคน ที่เหลือเขาก็รักตามมุกทั้งนั้นแหละค่ะ"
"แล้วรักรึยังครับ ไม่เห็นเคยบอกรักพี่เลย" ชายหนุ่มทอดเสียงหวานในประโยคสุดท้าย
"ไม่บอกค่ะ" เสียงถอนหายใจดังเฮือก ทั้งตั้งใจให้ได้ยิน ทั้งหมดแรงในเวลาเดียวกัน
มุกตระการเข็นรถเดินนำไปทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อไม่เห็นคนขี้น้อยใจเดินตามมา จึงหยุดเดินหันไปพยักหน้าเรียก แต่คนขี้งอนที่ยืนหน้าคว่ำ ปากยื่นจวนจะถึงจมูกอยู่แล้วกลับยืนกอดอกส่ายหน้าดิก งอแงเบอร์ใหญ่เลยทีเดียว
"ไม่เห็นต้องบอกเลยค่ะ ที่เป็อยู่นี่ก็รู้แล้วว่ารักหรือเปล่า" ร่างบางที่หันมาหาเต็มตัวพูดเสียงดังฟังชัดจนแทบจะเป็ะโ โดยมีรถเข็นและชั้นวางสินค้าสองข้างเป็แบคกราวด์ มัทกรอยากจะใส่เอฟเฟคบลิ๊งวิ้งวิ้งให้จริงๆ น่ารักที่สุดในปฐีเลยแฟนใครเนี่ย
ร่างสูงวิ่งเหยาะๆไปหยุดตรงหน้า บีบคางแหลมเบาๆ
"เป็คำบอกรักที่โคตรน่ารักเลยอ่ะ"
มุกตระการตาโต ยกมือขึ้นมาบีบปากคนพูดคืน
"พูดไม่เพราะ"
"ตรงไหน?"
สาวน้อยส่ายศีรษะ ไม่อยากพูดคำนั้นออกมา หันกลับไปเข็นรถต่อ
"โคตรน่ารักอ่ะนะ" ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมาถาม ก่อนจะเดินถอยหลังไปเรื่อยๆตามรถเข็น
"อื้ม นั่นแหละค่ะ คุณแม่ไม่ให้มุกพูด"
"ก็มันจริงนี่ ที่รักอ่ะโคตรน่ารัก โคตรสวย โคตร..."
"โอเคค่ะ พอแล้ว มุกจะถือว่าเป็ขั้นกว่าของคำว่ามากเนอะ โคตรน่ารัก" ร่างบางหัวเราะให้กับสารพัดโคตรของแฟนหนุ่ม
"เดี๋ยวสิ มีอีกอันนึง" มือหนารั้งรถเข็นให้หยุด ก่อนจะย่างสามขุมเข้าไปล๊อคคนหัวหอมไว้
"เดี๋ยวค่ะ อะไรคะ อะไรๆ" สองร่างยื้อแขนกันไปมา มุกตระการก้าวถอยหลังขืนตัวหนี หันซ้ายหันขวากลัวใครมาเห็นเข้า เมื่อร่างสูงรั้งศรีษะเธอเข้าหา แล้วก้มลงกระซิบข้างหู
"โคตรรักเลย จุ๊บ" จุ๊บจริงๆไม่ได้ก็ทำเสียงเป็คาราโอเกะไปก่อน
ร่างบางถึงแม้จะขัดๆเขินๆที่แฟนหนุ่มทำอะไรประเจิดประเจ้อ แต่ก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าในใจขณะนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขมากมายขนาดไหนกับการบอกรักกลางซุปเปอร์มาร์เก็ต
"เดี๋ยวเถอะค่ะ เดี๋ยวได้โดนใครถ่ายคลิปไปลงช่องวัน อายเขาตายเลย"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ดีสิ เราจะได้เป็คู่รักเซเลบไง" มัทกรหัวเราะขำกับความคิดของแฟนสาว ยกมือขึ้นไปโยกศีรษะคนขี้กลัวเบาๆ
"พี่จ๋า โทรหาม๊าดีมั๊ยคะ เผื่อม๊าอยากได้อะไรไปเพิ่ม"
"อืม ดีเหมือนกัน" ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก รอสายไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงมารดารับสายอย่างอารมณ์ดี
"อามิคกี้ ว่ายางงายลูก"
"มิคอยู่ที่ห้างน่ะครับ ม๊าอยากได้อะไรไปเพิ่มมั๊ยครับ หรือมีอะไรขาดมั๊ย"
"อุ๊ย มิคกี้คงลีของม๊า น่ารักสุกๆไปเลย แต่ม๊าไม่เอาอารายแล้วลูก คบหมกทุกอย่างแล้ว ขอบจายนะลูกน๊า"
"มุกให้โทรถามน่ะม๊า ไม่ใช่มิคหรอก" ชายหนุ่มแก้ความเข้าใจของมารดา
"นั่งไง ม๊าว่าแล้ว อาหนูมุกของม๊าเนี่ยรอบคอบสุกๆ เป็งแม่บ้างแม่เรือง"
"ถ้าม๊าไม่เอาอะไร งั้นแค่นี้นะครับ อีกสักพักน่าจะถึงบ้านครับ"
"ล่ายๆๆ ม๊าจารอน๊า"
"ครับม๊า สวัสดีครับ"
เกือบห้าโมงเย็น มัทกรก็พาแฟนสาวมาถึงบ้าน โดยมีลินจงเดินออกมารอรับที่โถงใหญ่หน้าบ้าน พอเห็นว่าที่ลูกสะใภ้ จึงถลาเข้าไปอ้าแขนโอบร่างงามไว้ในอ้อมกอด
"สวัสดีค่ะหม่าม๊า" มุกตระการยกมือไหว้อย่างเรียบร้อยในอ้อมกอด
"ไหว้พระนะลูก อาหนูมุก ดู๊ดู ทำไมสวยวังสวยคืงอย่างนี้น๊อ เหมืองหม่าม๊าตองสาวๆไม่มีผิก ฮ่าฮ่าฮ่า" ลินจงป้องปากหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"มุกสู้หม่าม๊าไม่ได้เลยค่ะ ขนาดตอนนี้หม่าม๊ายังสวยขนาดนี้เลย"
"โฮะๆๆ อามิคกี้ล่ายยิงมั๊ย อาหนูมุกนี่พูกเป็งน๊าเนี่ย ปากหวาง" ลินจงหันไปพยักเพยิดกับลูกชายที่มองภาพนี้อย่างสุขใจ
"กุญแจล่ะคะม๊า" มุกตระการถามถึงเพื่อนสนิท
"นู่ง ทะเลาะกับปลาอยู่ในครัวนู่ง" มุกตระการขำเบาๆ
"ถ้าอย่างนั้น มุกขอตัวเข้าไปช่วยกุญแจนะคะ"
"ไปลูก ม๊าไปล่วย ไปช่วยชีวิกอาหมวยมัง ป่างนี้โดงปลากักตายไปแล้ว" มุกตระการอดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงหน้าเพื่อนรักที่คงกำลังบ่นเป็หมีกินผึ้งอยู่กับการจัดการปลา สาวน้อยตระกองกอดเอว พาลินจงค่อยๆเดินเข้าไปในครัว โดยมีสายตาของมัทกรมองตามอย่างเป็ปลื้มที่แฟนสาวของตนเองสามารถเอาชนะใจมารดาได้อย่างขาดลอยในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน
ด้านนอกตัวบ้าน เมธาที่กำลังขะมักเขม้นจัดสวนใหม่ หันมาเห็นลูกชายที่กำลังเดินเข้ามาหาจึงส่งยิ้มให้
"หวัดดีครับป๊า ย้ายต้นไม้อีกแล้วเหรอครับ"
"หวัดดีลูก พอดีป๊าได้มาใหม่ 2-3 ต้นน่ะ เลยหาที่ให้เขาอยู่สวยๆหน่อย ได้เหงื่อดีด้วย" เมธาคุยกับลูกอย่างอารมณ์ดี
"มาครับมิคช่วย ป๊าทำไมไม่จ้างคนงานสักคนล่ะครับ ช่วยหยิบจับงานออกแรงแทนให้" ลูกชายเสนอความเห็น
"ไม่ดีกว่า เราทำเองยังไหวก็ทำเองไปก่อน อีกอย่างหม่าม๊าของมิคน่ะขี้กังวล มีคนนอกเข้ามาอยู่ด้วยน่าจะนอนหลับไม่สนิท อยู่กันสองคนตายายนี่ล่ะ" พูดพลางส่งยิ้มกว้างให้ลูกชาย แล้วสองพ่อลูกจึงช่วยกันจัดวางต้นไม้ โดยช่วยกันออกไอเดียในการตกแต่งสวน มัทกรเพลิดเพลินไปกับการจัดนู่นวางนี่ ในขณะที่ผู้เป็บิดาชวนคุยเื่จิปาถะทั่วไป จนกระทั่งชายหนุ่มนึกถึงเื่ที่เพิ่งเจอในร้านอาหารและคอยกวนใจเขาอยู่เวลานี้
"ป๊าครับ เมื่อตอนบ่ายมิคเจอฝันในร้านอาหาร" มัทกรตัดสินใจเล่าให้บิดาฟัง
"อื้ม เขากลับมาเที่ยวบ้านเหรอ"
"เพื่อนมิคเจอเขาที่สนามบิน เขาจะกลับมาอยู่ไทยครับ"
"อ่อ เขาเข้ามาทักทายมิครึเปล่าล่ะลูก" เมธาถามเหมือนเป็เื่ปกติธรรมดาทั่วไป ในมือยังคงจัดการลงดินในกระถางใบเล็กๆอย่างทะมัดทะแมง
"ไม่ครับ เขาคงเห็นมิคมากับมุก แต่ว่า..." มัทกรเงียบเสียงลงเมื่อนึกถึงใบหน้าเศร้าสร้อยของพาฝัน
"ทำไมเหรอ" บิดาหันมาถาม แล้วก็เห็นลูกชายขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างคนที่กำลังกังวลกับอะไรบางอย่าง
"มิคเห็นฝันเขาร้องไห้ คือมิค..." ชายหนุ่มอ้ำๆอึ้งๆไม่รู้จะบอกความรู้สึกตัวเองยังไง
"มิคก็เลยลังเล?" บิดาต่อความให้
"ไม่ใช่ครับป๊า มิคแค่สงสารเขา ทำไมผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างฝันต้องมานั่งทานข้าวคนเดียว เดินคนเดียว คนดูแลเขาหายไปไหน" มัทกรเปิดเผยความรู้สึกให้บิดาฟัง คิ้วหนายังคงขมวดมุ่นไม่คลาย
"เราไปรู้เขาได้ยังไง แฟนเขาอาจจะรออยู่ที่ไหนสักที่ก็ได้" มัทกรมองหน้าบิดา ในใจนึกค้านเพราะสายตาที่พาฝันมองเขานั้นมันไม่ได้สื่อแบบนั้นเลย
"ไม่จริงเหรอ เราอยู่ในร้านจะไปรู้อะไร"
"ก็อาจจะเป็ไปได้ครับ" ลูกชายจำใจยอมรับก่อนจะถอนหายใจ
"มิคจะให้ป๊าช่วยอะไรมั๊ยลูก" เมธาถามอย่างเข้าใจ ที่มาเอ่ยปากกับเขานี่คงอยากจะปรึกษาอะไรสักอย่าง
"มิคไม่อยากคิดถึงเื่นี้เลยครับป๊า มันรบกวนจิตใจ เหมือนมิคทำผิดกับมุกยังไงก็ไม่รู้ ป๊ามีวิธีลืมมั๊ยครับ"
"ลืมคนๆนึงมันยาก โดยเฉพาะคนที่เคยรักกันมาก่อน แต่ป๊าว่าบางทีเราไม่ต้องลืมเขาก็ได้ เก็บไว้ในความทรงจำก็ไม่ได้เสียหายอะไร แค่อย่าให้มีอิทธิพลกับปัจจุบันของเราก็พอ"
"มิคคิดว่าลืมเขาไปแล้ว แต่พอมาเจอวันนี้"
"เขายังมีผลกับหัวใจของมิคอยู่ อันตรายแล้วนะลูก" เมธาเตือนอย่างจริงจัง เริ่มรู้สึกเป็ห่วงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ค่อยๆก้าวเข้ามาและทำให้ลูกชายของเขามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เขาคงเสียดายและเสียใจมาก ถ้าลูกชายตนเองจะเป็ต้นเหตุให้รอยยิ้มที่สดใสนั้นหายไป
"ไม่ครับป๊า มิคไม่ยอมให้เขามามีอิทธิพลอีกแล้ว มิคมีมุกแล้วนะครับ ถ้าจะให้เลือก มิคเลือกที่จะให้มุกอยู่ข้างๆตลอดไป" น้ำเสียงเข้มผสมดื้อดึงตอบกลับบิดา
"จริงๆป๊าก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองอะไรหนูฝันหรอกนะ เขาเป็ลูก พ่อกับแม่สั่งอะไรก็คงปฏิเสธไม่ได้ พ่อแม่เขาก็คงอยากหาคนที่ดีที่สุดให้ลูกเขานั่นล่ะ แต่ถ้าถามป๊า ป๊าว่าผู้หญิงเย็นๆอย่างหนูมุกจะทำให้ชีวิตของมิคมีความสุขมากกว่า" เมธาถือข้างมุกตระการเต็มตัว
"ใครได้ไปเป็แม่ของลูกล่ะก็เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งล่ะ เพียงแต่มิคจะโชคดีรึเปล่านี่สิ ป๊าเดาว่าไม่ได้มีแค่มิคหรอกที่หมายปองเขาอยู่น่ะ จับมือเขาได้แล้ว จับไว้ให้มั่นๆนะลูก" มัทกรฟังคำบิดาแล้วก็ยอมรับอยู่ในใจ โชคต้องเป็ของเขาสิ ไม่ยอมปล่อยให้ไอ้หน้าไหนมาวอแวแฟนเขาหรอก โดยเฉพาะไอ้ทหารเรือหน้าหวานนั่น
"อ้าว พูดถึงก็เดินมาโน่นแล้ว" เมธาบุ้ยหน้าให้ลูกชายมองตาม ร่างบอบบางเดินตามแนวหินศิลาแลงที่ปูตามระยะก้าว ผมยาวสลวยปลิวไปตามแรงลมยามเย็น ในมือประคองถาดแก้วน้ำตรงมาหาสองพ่อลูกพร้อมส่งยิ้มกว้าง
"สวัสดีค่ะป๊า" มุกตระการยกมือไหว้บิดาของแฟนหนุ่มอย่างนอบน้อม หลังจากวางถาดน้ำลงบนโต๊ะหินอ่อนขนาดใหญ่กลางสวนสวย
"ดื่มน้ำเก็กฮวยเย็นๆก่อนนะคะป๊า" มุกตระการยกแก้วน้ำเสิร์ฟให้ถึงมือชายสูงวัย เมธารีบถอดถุงมือออกแล้วรับแก้วน้ำขึ้นมาดื่มอย่างกระหายจนหมดแก้ว แล้วส่งแก้วคืนพร้อมกับยิ้มเอ็นดูให้หญิงสาวที่รู้จักเอาอกเอาใจคน จนน่าจะติดเป็นิสัย
"แล้วพี่จ๋าล่ะที่รัก" มุกตระการตาโต เผลอยกมือขึ้นไปปิดปากแฟนหนุ่มแล้วรีบเอามือลงเพราะกลัวจะทำกิริยาจะไม่งามต่อหน้าผู้ใหญ่ มัทกรได้ทียิ่งแกล้งแฟนสาว
"อะไร เรียกที่รักมันผิดตรงไหน จริงมั๊ยครับป๊า ก็มุกเป็ที่รักของมิคอ่ะ"
"ดื่มน้ำค่ะ" สาวน้อยที่ใบหน้าแดงแจ๋ด้วยความเขินอาย ยกแก้วน้ำขึ้นจ่อปากคนช่างเย้า ไม่กล้าหันไปสบตาผู้สูงวัย
"ป๊าว่าน่ารักดีออกนะ ไม่ต้องเขินหรอกลูก หนูมุก" เมธาช่วยเปิดโอกาสให้ลูกชาย
"เห็นมั๊ย ที่รักอ่ะคิดมาก" มัทกรยกนิ้วเคาะหน้าผากเนียนเบาๆด้วยความเอ็นดู หลังดื่มน้ำจนหมดแก้ว
"ก็มุกไม่ชินนี่คะ มันขนลุกยังไงก็ไม่รู้" เมธาหัวเราะขำกับน้ำเสียงอ่อยของหญิงสาว
"ทนๆเอาหน่อยก็ชินไปเองแหละลูก น่า...ตามใจพี่จ๋าเขาหน่อย เขาขาดความอบอุ่น" บิดาแซวลูกชายยิ้มๆ ป๊าชงเข้มให้แล้วนา
"โอ๊ะ! ป๊า ห้ามเรียกมิคว่าพี่จ๋าครับ คำนี้มิคให้คนนี้เรียกคนเดียว" มัทกรแกล้งห้ามบิดาเสียงหลง ยกมือขึ้นลูบเรือนผมสวยของคนตัวบางข้างๆที่เอาแต่ก้มหน้ายิ้มท่าเดียว
"มุกโดนรุมแล้วเนี่ย ขอกลับทีมก่อนนะคะ" ว่าแล้วร่างบางก็เก็บแก้วน้ำใส่ถาด รีบยกเดินหนีไปทันที
"ค่อยๆเดินนะ...ที่ร๊ากกกก" เสียงแซวะโไล่หลังมา ทำเอาขาเล็กที่ก้าวเดินแทบจะขวิดกัน มัทกรหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นแฟนสาวหยุดกึก ก่อนจะรีบจ้ำหนีเข้าครัวไป
มื้อเย็นวันนี้ ลินจงย้ายไปรับประทานอาหารในห้องคาราโอเกะ ซึ่งปกติห้องนี้จะเอาไว้ใช้สำหรับดูภาพยนตร์ของสมาชิกภายในบ้าน มุกตระการลำเลียงอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาวางไว้บนโต๊ะกลาง ภายในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ได้กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหอมอ่อนๆชวนให้สดชื่น มัทกรนั่งปรับจูนเครื่องเสียงอยู่กับพื้นหน้าจอภาพยนตร์ขนาดั์
"นั่งพักได้แล้วครับ ที่รักเป็แขกนะ ไม่ต้องทำอะไรเยอะขนาดนี้หรอก" มัทกรเงยมาพูดยิ้มๆ แต่ในใจอดที่จะปลื้มไม่ได้ที่เห็นแฟนสาวเป็ที่รักของสมาชิกทุกคนในบ้าน
"เลิกเรียกมุกว่าที่รักได้แล้วค่ะ มุกเขินจริงๆนะ เอาไว้เรียกกันสองคนนะคะ" ร่างบางคลานต้วมเตี้ยมเข้าไปหา มองมือหนาที่กำลังปรับจูนปุ่มนั้นปุ่มนี้อย่างสนใจ
"ก็ตอนนี้ก็อยู่กันสองคนแล้วไงครับ" เสียงทุ้มตอบกลับกลั้วหัวเราะ ขี้อายซะจริงคนน่ารักของเขา
"ค่ะ ถ้าสองคนมุกโอเค" วงหน้างามเงยขึ้นมายิ้มหวานให้
จุ๊บ...ริมฝีปากนุ่มยื่นมากดลงบนหน้าผากเนียนพร้อมกับทำเสียงจุ๊บดังๆ
"แบบนี้ก็โอเคเนอะ" สาวน้อยรีบหันไปที่ประตูก่อนจะหันกลับมาพยักหน้าน้อยๆ ก้มหน้าซ่อนยิ้มเขิน
"จุ๊บพี่บ้างซี่" มัทกรลองอ้อนขอจุ๊บคืนบ้าง
"ฮื่อ ไม่เอาค่ะเดี๋ยวใครมาเห็น"
"ยังไม่มีใครมาตอนนี้หรอก เร็วสิ" เสียงทุ้มเร่งยิกๆ มุกตระการกัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ ก่อนจะยอมโน้มตัวยื่นปากไปจูบแก้มซ้ายที่แฟนหนุ่มเอียงรอไว้ แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่าคิดผิดเพราะร่างงามโดนรั้งจนล้มเข้าไปในอ้อมอกคนขี้โกงที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างมีความสุข
"อุ๊ย! ปล่อยค่ะ พี่จ๋าไม่เล่นแบบนี้" ปากสั่งห้ามแต่ตัวเองหัวเราะร่า ดิ้นพราดๆอยู่ในอ้อมกอดอุ่นเพราะโดนคนตัวโตจี้เอวไม่หยุด ร่างบางหอบน้อยๆแต่ใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยความสุข
"ไม่แกล้งแล้วนะคะ" เสียงหวานทอดผะแ่ตรงหน้า จับข้อมือหนาเอาไว้แน่นทั้งสองข้าง ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าร่างสูงตรงหน้าจะใช้แรงบังคับ เธอก็สู้ไม่ได้อยู่ดี
"ครับไม่แกล้งแล้ว" เสียงทุ้มที่หวานไม่แพ้กันตอบกลับมา ั์ตาคมที่ล้นไปด้วยความรักจ้องมองมาจนร่างน้อยนิ่งเหมือนถูกมนต์สะกด มือหนาบิดออกจากการเกาะกุมเปลี่ยนเป็จับกระชับมือบางทั้งสองข้างไว้ สบสายตาแฟนสาวอย่าง้าสื่อความรู้สึกในใจทั้งหมดไปให้
มุกตระการหลบสายตาคมที่จ้องเธอเหมือนจะกลืนกิน ก่อนจะเงยหน้ามองตาแป๋วเมื่อเห็นมือเรียวของตนเองถูกยกขึ้นมา กัดริมฝีปากตนเองเบาๆเมื่อปากหยักจรดลงจูบบนมือทั้งสองอย่างอ่อนโยน
"พี่จ๋าคะ"
"หืม" มัทกรตอบรับในลำคอ มองหน้าแฟนสาวที่ตอนนี้ดูสวยซึ้ง และดูเหมือนจะสวยมากขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่พบ จู่ๆน้ำตาก็คลอเบ้าขึ้นมาเพราะความรู้สึกผิดถาโถมเข้าสู่หัวใจ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในร้านอาหารเมื่อตอนบ่าย ถ้าเขาวิ่งตามพาฝันออกไป มุกตระการคนนี้จะเสียใจเพียงใด
"มุกชอบพี่จ๋าจัง" มัทกรยิ้มจนตาหยี น่ารักเกินไปแล้วผู้หญิงคนนี้ ทั้งซื่อทั้งจริงใจจนเขาจะไม่มีวันทำให้ร่างตรงหน้าเสียใจเป็อันขาด
"ชอบ? ชอบกับรักเหมือนกันมั๊ยครับ"
"เหมือนกันค่ะ แต่ชอบน่ารักมากกว่า"
"ถ้างั้น...พี่ก็ชอบมุก แล้วก็ชอบให้มุกชอบพี่มากกว่าใครๆด้วย" มือแกร่งไล้นิ้วโป้งบนแก้มเนียนใสไปมา ก่อนจะค่อยๆโน้มใบหน้าเข้าไปหา มุกตระการเอียงแก้มข้างที่ถูกวนไล้จนขึ้นสีแดงปลั่งไปให้ เปลือกตาบางค่อยๆหลับลงอย่างยินยอม แต่ทว่า...
"อื้อ..."
ปลายทางของริมฝีปากหยักไม่ใช่แก้มใส แต่เป็ริมฝีปากอิ่มที่เผยอน้อยๆยามหลับตานั้นต่างหาก มัทกรกดจูบลงบนปากอิ่มนุ่ม รู้สึกถึงแรงขืนจากร่างในอ้อมกอด จึงถอนริมฝีปากออกมา ยิ้มให้กับคนตัวเล็กที่หลับตาแน่น
ร่างบางค่อยๆเปิดตาขึ้นมามองเมื่อริมฝีปากตนเองเป็อิสระ แต่แล้วก็ต้องใเป็ครั้งที่สอง ผงะตัวออกโดยอัตโนมัติเมื่อใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้ามาใกล้อีกครั้งหนึ่ง
"เอ่อ...พี่จ๋า คือ...เรา" เสียงหวานตะกุกตะกัก ขยับร่างไปมาในอ้อมกอด
"คือเราจะจูบกันครับ" พูดจบก็ฉกวูบไปที่ริมฝีปากนุ่มทันที ไล่ขบเม้มเบาๆไปบนเรียวปากอิ่มอย่างช่ำชอง เขาไม่ได้้ารุกรานเข้าไปถึงข้างใน เพราะแค่ััแ่ด้านนอก ร่างในอ้อมแขนก็สั่นสะท้านเป็ลูกนกตกน้ำแล้ว
จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ไล่จูบ ไล่เม้มหนักๆครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดใจยอมคลายอ้อมแขน มุกตระการยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเอง แบบนี้เรียกว่า kiss ได้รึยังนะ ยกมืออีกข้างไปเช็ดรอยลิปกลอสบนปากแฟนหนุ่มอย่างอายๆ
"ปากที่รักซีดหมดเลย ฮ่าๆๆ"
"พี่จ๋าน่ะ ไม่เอาแล้วค่ะ มุกไปช่วยม๊ายกอาหารก่อนนะคะ" มุกตระการลุกขึ้นยืน จัดชุดให้เข้าที่
"ถ้าม๊าถามทำไมไปนานก็บอกว่าหนูไปจุ๊บกับพี่จ๋ามาค่ะ"
"มุกจะฟ้องว่าโดนแกล้งต่างหาก" เสียงหวานตอบกลับอย่างไม่ยอม
"ใครจะไปเชื่อ หลักฐานคาตาอยู่ทนโท่" มัทกรยักคิ้วแล้วหันหน้าไปทางมุมห้อง้า กล้องวงจรปิดเล็กๆกำลังส่องมาที่ทั้งสองคน มุกตระการตาโตก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องด้วยความอาย
อาหารหน้าตาน่ารับประทานถูกวางเต็มโต๊ะ ทั้ง 5 คนนั่งล้อมวงอยู่บนโซฟานุ่ม โดยมีมัทกรเป็ดีเจเปิดเพลงคลอเบาๆ
"มุก...หนาวมั๊ย เราเอาผ้าคลุมไหล่มาเผื่อ" มัทนาถือผ้าคลุมไหล่ยี่ห้อหรูติดมือลงมาให้เพื่อน เพราะเห็นชุดเดรสนั้นน่าจะบางเกินกว่าจะรับมือแอร์ในห้องไหว
"ขอบใจจ้ะ มุกมารบกวนจนกุญแจต้องทำอาหารเยอะแยะเลย เหนื่อยมั๊ย" สาวน้อยถามอย่างเกรงใจ เธอได้ออกไปเที่ยวสนุก แต่เพื่อนกลับต้องลุกมาจ่ายตลาดแต่เช้า และลงมือทำอาหารทั้งหมด ทั้งๆที่เป็วันหยุดแท้ๆ
"ถ้าพูดแบบนี้อีกจะโกรธแล้วนะ มุกเป็เพื่อนรักของเรา เหนื่อยกว่านี้เราก็ทำให้มุกได้" มัทนาแกล้งทำหน้าตึงจนเพื่อนสาวต้องรีบกระตุกมือไว้
"มุกขอโทษ" คนจะโดนโกรธเอ่ยขอโทษเสียงหลง
"แบร่ แบร่..." มัทนาหันมาทำหน้าล้อเลียน หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเสียงดังจนคนในห้องได้แต่ส่ายหัว
"กุญแจแกล้งมุกอีกแล้ว ดูสิคะป๊าม๊า" เสียงหวานกระเง้ากระงอด
"ฮ่าฮ่าฮ่า ก็เราอ่ะมันน่าแกล้งจะตาย หืมมม หมั่นเขี้ยว" มัทนายกมือขึ้นมาขยำแก้มเพื่อนด้วยความหมั่นเขี้ยวผสมความรัก
"ฮื้ออ นี่เพื่อนน๊า ไม่ใช่ตุ๊กตาหมี" มุกตระการโอดโอย
เพี๊ยะ...มือหนายกขึ้นมาตีมือป้อมของน้องสาวที่บังอาจมาทำแฟนเขาเจ็บ ดูสิ แก้มแดงเป็ปื้นเลย
"ไรเฮีย เพื่อนเขาจะหยอกกัน"
"ไปไกลๆเลย คนเขามีเ้าของโว้ย มาจับนั่นจับนี่ง่ายๆได้ไง ไปนั่งข้างป๊านู่นเลย" มัทกรคอยผลักมือน้องสาวที่ยังยื่นมาจับแก้มแฟนเขาอย่างจงใจยั่ว นั่น! ดูมัน มีหน้ามานั่งตักที่รักเขาอีก แถมบังซะมิด คนโดนนั่งทับก็เอาแต่หัวเราะชอบใจ
"หมวย! มึงดูน้ำหนักตัวเองด้วย ลุกเลย" มัทกรแกล้งเอาตะเกียบไปตีหน้าขาสองสาว
"กุญแจ..ลูก ไปแหย่พี่เขา มานั่งกับป๊ามา กินข้าวได้แล้วเราน่ะ ทำกับข้าวมาตั้งเยอะแยะ" เมธาห้ามศึกชิงนางระหว่างพี่กับน้อง
"มานั่งกิงดีๆอาหมวยเล็ก เฮียกับอาหนูมุกเขาจะได้กิงข้าวซะที ลื้อนี่" ลินจงช่วยเรียกลูกสาวอีกคน
"แล้ววันนี้ม๊านึกยังไง มากินข้าวในห้องนี้...หืม" เมธาถามพลางตักกับข้าวให้ภรรยา
"เปี่ยงบังยากากมั่งสิเฮีย วังนี้ม๊าครึ้มอกครึ้มใจ ลูกๆอยู่กังพร้อมหน้า" ลินจงตอบพร้อมรอยยิ้มสดชื่น
"หนูมุกกิงเยอะๆนะลูก ผอมไปไม่สวย ต้องมีน้ำมีนวงอีกนิกนึง"
"ค่ะม๊า" มุกตระการตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างครึกครื้น ทั้งเสียงหัวเราะ และเสียงถกเถียงกันไปมาระหว่างแม่กับลูกสาว ทานไปได้สักพัก ทุกคนจึงลงความเห็นว่าจะร้องเพลงคาราโอเกะตามที่ลินจงตั้งใจไว้
"แอทเทนชั่นพลีส แอทเทนชั่นพลีส เอ็มซีกุญแจมาแล้วจ้า" มัทนาโบกมือพร้อมทักทายผู้ชมผ่านไมโครโฟน หมุนเอคโค่จนเสียงก้องกังวาน คัฟเวอร์ตัวเองเป็พิธีกร
"วันนี้เอ็มซีตื่นเต้นมาก เนื่องจากแขกวีไอพี อภิมหากิตติมศักดิ์ที่จะมาเปิดงานนั้น เราอิมพอร์ตมาจากเสิ่นเจิ้นเลยค่า" คนในห้องหัวเราะกันครืน แม้แต่แขกวีไอพีก็อดขำตัวเองไม่ได้
"ซัวเถาต่างหาก ไม่ใช่เสิ่งเจิ้ง มังมั่วอีกแล้วพิธีกอง"
"เพื่อไม่ให้เสียเวลา ทุกคนคะ ขอเสียงกรี๊ดดังๆให้กับนักร้องสาวสุดเอ็กซ์และเซ็กซี่ ผู้ซึ่งเติ้งลี่จวินต้องร้องว๊าว จางมั่นอวี้ยังร้องโว๊ย เปิดทางให้แม่เดิน มิส...ไล่ เฉิง หลินนนนนน" มัทนาแนะนำตัวระดับดาวล้านดวงด้วยชื่อจีนของมารดา พร้อมยื่นไมค์ให้
โป๊ก!! พิธีกรโดนไมค์โขกหัวเบาๆไปหนึ่งทีกับการแนะนำตัวแสนเว่อวังอลังการ เรียกเสียงหัวเราะจากสมาชิกในห้องอย่างครื้นเครง
"มิสจะร้องเพลงอะไรครับ" มัทกรเล่นด้วยกับน้องสาว เตรียมคีย์บอร์ดมาพิมพ์หาเพลง
"เอาเพลงเหมยฮัวให้ม๊าร้องหน่อย ป๊าอยากฟัง" เมธาขอเพลงแทนให้ โอบไหล่ภรรยาอย่างให้กำลังใจ มัทกรเปิดเพลงตามคำขอ ชุดเพลงเดิมๆที่มารดาเขาร้องอยู่เป็ประจำ ลินจงร้องเพลงอย่างมีความสุข รอยยิ้มฉาบไปทั่วใบหน้า คอยสบตาสามีที่มองมาด้วยความรักตลอดจนจบเพลง
เสียงปรบมือดังลั่นห้อง จากนั้นแต่ละคนก็ผลัดกันร้อง หรือบางเพลงก็ช่วยกันร้อง ดำน้ำบ้าง เพราะบ้างอย่างสนุกสนาน จนเหนื่อยจึงเปลี่ยนเป็นั่งฟังเพลงเพราะๆแทน และเมื่อได้เวลามุกตระการจึงขอตัวกลับบ้าน
"วังนี้วังเสาร์ หนูมุกค้างที่บ้างม๊าก็ได้นี่ลูก นองกับหมวยเล็กเหมืองตองนั้งไงลูก พรุ่งนี้ค่อยกลับ" ลินจงชวนว่าที่สะใภ้ค้างที่บ้าน
"ขอบคุณมากค่ะม๊า แต่ว่าพรุ่งนี้มุกนัดคุณป้าแม่บ้านไปตลาดกันแต่เช้าเลยค่ะ คงไม่ค่อยสะดวกเท่าไร" มุกตระการปฏิเสธอย่างนิ่มนวล
"อ่อ อย่างนั้งเอง ไม่เป็งไร แล้วมากิงข้าวกับม๊าบ่อยๆนะลูก"
"ขอบคุณค่ะม๊า งั้นมุกลาป๊ากับม๊าเลยนะคะ" ร่างบางพนมมือไหว้ลินจงและเมธาอย่างเรียบร้อย
"เค้าไปส่งมุกด้วยคนนะเฮีย เค้าอยากไปเล่นกับแมวอ่ะ" มัทนาร้องตามพี่
"จะไปทำไม ดึกแล้ว อาบน้ำนอนไปเลย" มัทกรเบรคน้องสาวทันที
"โธ่เฮีย เค้าขอไปด้วยน๊า ไม่เป็ กขค แน่นอนสัญญา" น้องสาวชูนิ้วก้อยสัญญาตาปริบๆ
"แค่มึงนั่งรถไปด้วยก็ กขค แล้วหมวย ไม่ต้องเลย" มัทกรปฏิเสธเสียงแข็ง ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยไอ้หมวยนี่
"ขี้งก ขี้หวง ไม่ไปก็ได้...แบร่!!" สาวน้อยแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชาย
"เอาไว้วันไหนสะดวกกุญแจไปนอนกับมุกสิ วันนี้สโนว์ไวท์น่าจะหลับแล้วล่ะ" มุกตระการเข้าไปกอดเอวเพื่อนปลอบใจ
"ไปกันได้แล้วล่ะลูก เดี๋ยวจะดึกเกินไป ขับรถดีๆนะลูกมิคกี้" เมธาพูดอย่างเป็ห่วง
"ครับป๊า" มัทกรรับคำ ทั้งคู่จึงพากันเดินมาขึ้นรถแล้วขับออกไป
หลังมื้อเที่ยงวันจันทร์ มัทกรและแก๊งเพื่อนนั่งคุยกันที่โต๊ะประจำหน้าคณะ
"ตกลงมึงเล่นดนตรีงานชมรมสัมพันธ์รึเปล่าไอ้มัท" ขุนเขาถามถึงงานกิจกรรมพิเศษที่มหาวิทยาลัยจะจัดขึ้น่ปลายเดือนก่อนสอบไฟนอล
"อืม เขาให้ช่วยเล่นน่ะ กูก็ชอบนะ แต่โคตรี้เีซ้อมเลย" น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายบ่งบอกความี้เีได้เป็อย่างดี
"แล้วมึงล่ะไอ้โจ๋ ชมรมบาสมึงจะทำอะไร" อนิกหันมาถามเพื่อนที่นั่งข้างๆ
"กูว่าจะจัดแข่งชู๊ตบาสอ่ะ ขำๆ"
"เออง่ายดีว่ะ กูขอไปอยู่กับมึงดีกว่า" อนิกสนใจกิจกรรมบาสของเพื่อน
"แล้วน้องกับแฟนมึงล่ะ อยู่ชมรมอะไร" หนุ่มชิคหันมาถามมัทกรบ้าง
"ชมรมถ่ายภาพมั้ง แต่กูยังไม่ได้ถามเลยว่าเขาจะทำอะไรกัน"
“เออไอ้มัท แล้วฝันเขาไปหาป๊าม๊ามึงยัง" ขุนเขาเงยหน้าจากจอมือถือขึ้นมาถามเพื่อน
"นี่มึงก็รู้กับเขาด้วยเหรอ" เสียงทุ้มถามกลับ
"ไอ้โจ๋รู้โลกรู้ มึงก็รู้ไม่ใช่เหรอ" มัทกรทำท่าปาดคอไปทางกระบอกข่าว
"กูก็บอกแค่พวกเรา 4 คนนี่แหละ สี่หัวดีกว่าหัวเดียวนะมึง" จารุภัทรให้เหตุผล
"กูเจอฝันแล้ว ที่ห้างแถวบ้าน"
"ห๊ะ!!" สามเสียงประสานกันดังลั่น
"มึงนี่โคตรไวอ่ะ กูโทรบอกมึงวันเสาร์ วันนี้วันจันทร์มึงบอกมึงเจอเขาแล้ว?" จารุภัทรถามอย่างไม่อยากเชื่อ
"ยังไง มันยังไงกันไอ้มัท" อนิกถามเสียงขรึม
"พวกมึงไม่ต้องมโนเลย กูเจอเขาโดยบังเอิญ วันนั้นมุกก็อยู่ด้วย"
"ชิบหายหนักไปอีก" ขุนเขาที่นั่งฟังเงียบๆ ถึงกับหลุดปาก
หลังจากนั้นมัทกรก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ห้างให้เพื่อนทั้งสามคนฟัง โดยไม่ลืมย้ำว่าคนที่เขารักตอนนี้มีเพียงมุกตระการเท่านั้น เหมือน้าย้ำให้ตนเองท่องจำสิ่งนี้ไว้ให้ขึ้นใจ ในขณะที่เพื่อนทั้ง 3 คน เริ่มจะเห็นลางวุ่นวายในชีวิตเพื่อนหน้าหล่อของพวกเขาอีกรอบ
วันกิจกรรมชมรมสัมพันธ์ถูกจัดขึ้นในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน แต่ละชมรมพากันออกร้านขายสินค้าเพื่อหาทุนเข้าชมรม รวมถึงชมรมถ่ายภาพที่มุกตระการและมัทนาเป็สมาชิกอยู่
สองสาวช่วยตั้งบูธั้แ่เช้า โดยบูธของชมรมแบ่งออกเป็ 2 ส่วนคือ โชว์และจำหน่ายภาพถ่ายสวยงามเช่น วิว ทิวทัศน์ ภาพพาโนรามา หรือช๊อตเด็ดต่างๆ จากฝีมือการถ่ายภาพของสมาชิก กับอีกส่วนคือการรับจ้างถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม โดยจะมีฉากหลังให้เลือกตามความชอบให้กับผู้ที่เดินชมงาน
"ถ่ายรูปคู่กับคนในบูธคิดราคาเพิ่มมั๊ยครับ" หนึ่งในกลุ่มหนุ่มๆคณะเกษตรร้องถาม พร้อมกับเสียงเชียร์เย้วๆจากลูกคู่ด้านหลัง มุกตระการยิ้มแหยๆ หันไปหาเพื่อนรักเพื่อขอความช่วยเหลือทันที
"ไม่คิดเพิ่มจ้า แต่ถ่ายด้วยไม่ได้ มันผิดจรรยาบรรณจ้า" มัทนาออกหน้าแทน ตอบกลับด้วยรอยยิ้มผลมกวนนิดๆ แล้วก็ได้ยินเสียงโห่กลับอย่างเสียดาย
"ไม่ถ่ายรูปด้วยก็ได้ แต่ขอเป็เลี้ยงข้าวกลางวันแทนได้มั๊ยครับ" ตัวแทนแก๊งยังไม่ยอมถอดใจง่ายๆ
"ไปอยู่ที่ไหนมาพี่ เพื่อนหนูเขามีแฟนแล้ว ไม่รู้หรือไง" มัทนาเริ่มจะรำคาญ เท้าสะเอวตอบกลับไปเสียงเขียว
"มีแล้วก็เลิกได้" ฝ่ายชายลอยหน้าเถียงกลับ ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน เสียงเฮถูกใจดังลั่น
“มีอะไรกันเหรอน้องมุก น้องแจ เสียงดังลั่นเลย” รุ่นพี่สาวที่ยืนเฝ้าบูธอีกด้านหนึ่งแกล้งเดินเข้ามาถาม เมื่อเห็นว่ารุ่นน้องในทีมถูกรุ่นพี่หน้าม่อมายืนเต๊าะกันกลุ่มใหญ่
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ มุกขอไปเดินดูบูธชมรมอื่นแป๊บนึงนะคะพี่แอน” มุกตระการพยายามเลี่ยงสถานการณ์ตรงหน้า
“อ่อได้จ้ะ มุกไปเถอะ เดี๋ยวตรงนี้พี่จัดการเอง” มุกตระการรีบฉุดมือเพื่อนที่ดูท่าจะเริ่มเดือดออกไปจากบูธทันทีที่รุ่นพี่อนุญาต
“ไอ้พวกปากเปราะนี่ ต้องให้เฮียมาไล่เตะเรียงตัวให้เข็ด” มัทนาบ่นอย่างโมโห
“ช่างเถอะน่ากุญแจ เราเงียบๆซะเดี๋ยวเขาก็ไปเองแหละ ไม่ต้องเล่าให้พี่จ๋าฟังนะ มุกไม่อยากให้มันเป็เื่” มุกตระการลูบหลังเพื่อนเพื่อให้อารมณ์เย็นขึ้น
สองสาวเดินดูบูธชมรมต่างๆ จนไปจบที่ห้องซ้อมของชมรมดนตรีที่แฟนหนุ่มของมุกตระการกำลังง่วนซ้อมอยู่ เป็ครั้งแรกที่หญิงสาวเห็นแฟนหนุ่มของตนเองยืนสะพายกีตาร์ไฟฟ้าท่ามกลางเพื่อนนักดนตรีในวง ทั้งท่วงท่าการยืนและลีลาการลีดกีตาร์ ชวนให้ร่างบางที่หยุดยืนมองจากผนังกระจกด้านนอก เริ่มรู้สึกถึงการเป็เ้าเข้าเ้าของร่างสูงนั้น อยากประกาศให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่าผู้ชายเท่ห์ๆและมีเสน่ห์สุดๆคนนี้คือแฟนฉัน
“เอ้ายิ้มๆ หล่อะเิระเบ้อเลยชิป่ะ” มัทนาใช้ข้อศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อนสาวที่ยืนมองนิ่งอย่างลืมตัว
“อืม เอาจริงๆก็หล่อเกินไปนะ มุกเริ่มหวงแล้วด้วย” มุกตระการหันมาตอบเพื่อน
“โถๆๆๆ เฮียทำแม่ชีตบะแตกแล้ว” มุกตระการหัวเราะร่าให้กับคำเปรียบเปรยของเพื่อน
มัทกรเงยหน้าจากกีตาร์ขึ้นมาแล้วก็แปลกใจที่เห็นแฟนกับน้องสาวยืนอยู่หน้าห้องซ้อม เขาเคยชวนหญิงสาวมาดูเขาซ้อมดนตรีหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง ไม่อยากเอิกเกริกบ้างล่ะ ไม่ชอบเสียงดังบ้างล่ะ คอยแต่จะอ่านหนังสือรอที่คณะทุกครั้งไป วันนี้ฟ้าฝนคงเป็ใจให้เขาแล้วมั้งถึงได้มาจนถึงที่นี่ได้
มือกีตาร์หนุ่มส่งยิ้มให้แฟนสาว ในขณะที่มือก็ตีคอร์ดไปตามเพลง จนถึง่พักซ้อม มัทกรเดินไปที่ไมโครโฟน
“ประกาศ...แฟนผมยืนรออยู่หน้าห้องซ้อม ขออนุญาตออกไปรายงานตัวก่อนนะครับ” เสียงประกาศออกไมค์ ทำเอามุกตระการเขินจนหน้าแดง ส่วนเพื่อนนักดนตรีที่หันมามองตามเสียงประกาศก็เล่นเพลงแซวกันอย่างสนุกสนาน ‘ถ้านายกลัวเมีย นายออกจากแก๊งเราไปเลย ถ้านายกลัวเมีย นายกลับบ้านนายไปเลย’
“ขิงไม่เบานะเฮีย” มัทนาล้อพี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินออกมาหา
“ทำดาของคนมีแฟน คนโสดไม่เข้าใจร๊อก” พี่ชายพูดข่ม สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง ทำท่ายักไหล่จนน้องสาวเบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้
“พี่จ๋าเล่นกีตาร์แล้วเท่ห์สุดๆไปเลยค่ะ” มุกตระการชมแฟนหนุ่มอย่างจริงใจ
“หลงผู้แล้วเราอ่ะมุก ฮึบๆไว้” มัทนาพูดพร้อมกระชับเอวเพื่อนแน่น
“ทีหลังมาคนเดียว ไม่ต้องพกไอ้ตัวอิจมาด้วยนะที่รัก” มัทกรจิ้มหน้าผากจนน้องสาวแทบหน้าหงาย มัทนาแลบลิ้นกลับให้พี่ชายอย่างยั่วอารมณ์
“ไม่ตีกันนะคะ มุกไม่รู้จะเข้าข้างใคร พี่จ๋าทานข้าวกลางวันรึยังคะ ไปทานด้วยกันมั๊ย”
“เพิ่งกินไปเมื่อกี๊เองจ้ะ ที่รักไม่บอกก่อนว่าจะมาหาอ่ะ” หนุ่มหล่อตัดพ้ออย่างเสียดาย
“ก็ไม่ได้ตั้งใจมา เดินมาเรื่อยๆ มุกบอกไปดิ ฮ่าๆๆ”
“ฮื้อ...กุญแจน่ะ ถ้าอย่างงั้นมุกไปทานข้าวก่อนนะคะ” มุกตระการรีบจับแยกก่อนที่ศึกสายเืจะปะทุขึ้น
“กินเสร็จแล้วมุกจะทำอะไรต่ออ่ะ ถ้าไม่มีอะไรมาดูพี่ซ้อมนะครับ พี่คิดถึง” มัทกรอ้อนแฟนสาว ไม่ลืมเอามือปิดปากตัวอิจฉาข้างๆไว้ด้วย
“มุกจะไปอยู่ที่บูธชมรมค่ะ พี่จ๋าซ้อมดนตรีเถอะ” มัทกรจำใจพยักหน้ารับ ไม่วายหันไปถลึงตาใส่ไอ้ตัวแสบที่หัวเราะเยาะเขา
“พี่จ๋าขึ้นเวทีตอนไหนคะ มุกจะไปเชียร์”
“สักทุ่มนึงแหละ มายืนหน้าเวทีเลยนะ พี่้ากำลังใจ รู้ใช่มั๊ย” มือหนาเอื้อมไปลูบแก้มเนียน แต่คนตัวบางผงะหนีทันซะก่อน จึงได้ััแค่ปลายนิ้ว
“มุกเป็กำลังใจให้นะคะ แล้วเจอกันค่ะ” ร่างบางพูดพลางค่อยๆเดินถอยหลัง ก่อนจะยกมือบ๊ายบายคนรัก แล้วหันหลังพากันเดินไปโรงอาหาร มัทกรยืนเท้าสะเอวมอง ส่ายศีรษะเบาๆ อย่างอ่อนใจ เมื่อไหร่จะเลิกแคร์สายตาคนอื่นซะทีนะ เขาอยากจะอวดให้ชาวโลกรู้จะตายอยู่แล้วว่าคนนี้อ่ะของเขา
หกโมงเย็น การแสดงดนตรีบนเวทีก็เริ่มขึ้น บรรดานักศึกษาต่างพากันมาจับจองที่นั่งบนสนามหญ้าหน้าเวที บ้างก็ยึดโต๊ะม้าหินอ่อน หรือโต๊ะสนามรอบๆ จนพื้นที่หน้าเวทีเต็มไปด้วยผู้ชมมากมาย การแสดงแรกเป็การแสดงจากชมรมประสานเสียง จนกระทั่งหนึ่งทุ่มกว่าๆ วงของมัทกรก็ขึ้นเซ็ทเครื่องดนตรี
มุกตระการมาหลบยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ไกลออกมาจากเวทีพอประมาณแต่ก็สามารถมองเห็นได้ชัด ส่วนมัทนาขอหลบไปนั่งพักตากแอร์อยู่ในห้องชมรมถ่ายภาพ เนื่องจากเหนื่อยจากช่วยงานในบูธมาทั้งวัน
เสียงดนตรีเพลงแรกดังขึ้น เรียกเสียงกรี๊ดจากผู้ชมอย่างล้นหลาม มุกตระการยืนมองแฟนหนุ่มอย่างสุดแสนจะภูมิใจ ชายหนุ่มเหมือนมีออร่าอยู่รอบกาย โดดเด่นอยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ที่ส่องให้เห็นอย่างเด่นชัด นี่เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นมัทกรขึ้นแสดงในฐานะนักดนตรีเต็มตัว และเล่นเพลงได้อย่างไม่ขาดตกพกพร่อง ถึงแม้จะไม่ค่อยถูกใจนักกับการที่แฟนหนุ่มเดินออกมารับดอกกุหลาบแดงจากแฟนคลับสาวๆที่ทยอยกันเดินออกไปให้คนละดอกสองดอกยามจบเพลง จนนักร้องนำถึงกับตัดพ้อออกไมค์กันเลยทีเดียว
“เพลงต่อไป พูดถึงความรักของคนคู่หนึ่งที่พากันไปไม่ถึงปลายทางครับ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังคงเป็ความทรงจำที่งดงาม มาลองฟังพร้อมกับเซอร์ไพรส์พิเศษของชมรมที่เตรียมไว้ครับ” นักร้องนำเกริ่นถึงเพลงต่อไป ตามด้วยเสียงอินโทรที่เรียกเสียงกรี๊ดจากคนดูด้วยความชื่นชม
‘กาลครั้งหนึ่ง การพบใครคนหนึ่งทำให้ฉันสุขใจ
กาลครั้งหนึ่ง ทุก่เวลาเราเคยมีกันใกล้ ๆ
แต่กาลครั้งหนึ่ง สุดท้ายไม่จบตรงชั่วนิรันดร์เสมอไป
กาลครั้งหนึ่ง ชีวิตเลือกเส้นทางให้เรามีอันต้องไกล’
เสียงแหบเสน่ห์ของนักร้องชายดังขึ้น พาให้ผู้ฟังซาบซึ้งไปกับบทเพลงรักที่พูดถึงอดีตอันแสนหวาน แต่แล้วเสียงกรี๊ดก็ดังถล่มทลายขึ้นจนสนั่นไปทั้งบริเวณ เมื่อปรากฎร่างของนักร้องหญิง ผู้ซึ่งมาเป็เซอร์ไพรส์ของงานวันนี้
‘กาลครั้งนั้นยังอบอุ่นในใจ รู้สึกทุกครั้งว่าเธอยังดูแลฉันใกล้ ๆ
เหม่อมองฟ้าแล้วถอนหายใจ เหมือนเราได้พูดกัน
ราวกับเธอนั้นไม่เคยจากไปไหน
ยังคงยืนส่งยิ้มให้กำลังใจ อยู่ในความทรงจำ
หากชีวิตนี้เร็วดั่งความฝัน กาลครั้งหนึ่ง ดีใจนะที่เรา...พบกัน’
มัทกรอึ้งจนแทบจะลืมโน๊ตเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย สายตามองค้างไปที่ร่างของคนรักเก่าที่เดินถือไมค์ขึ้นมาบนเวที ร่วมร้องเพลงที่ความหมายของมันทำให้หัวใจของเขาอุ่นซ่านขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ความทรงจำครั้งเก่าหลั่งไหลกลับคืนเหมือนใครมากรอเทปกลับ ในสมองมีแต่ภาพเขากับร่างบางตรงหน้าในทุกๆสถานที่ที่เราเคยอยู่และมีความสุขด้วยกัน
พาฝันส่งยิ้มอบอุ่นให้แฟนเก่าในขณะที่เสียงหวานยังคงขับกล่อมไปตามเนื้อเพลง ยิ้มที่มัทกรไม่ได้เห็นมานาน ยิ้มที่ชายหนุ่มอดที่จะเขินไม่ได้ จนต้องก้มหน้าซ่อนเอาไว้ แล้วก็ต้องหลุดยิ้มกว้างขึ้น เมื่อมือบางเอื้อมมาทำท่าจะแตะเอวเขาแต่เลยไปแตะกีตาร์ที่เขากำลังเล่นแทน เรียกเสียงกรี๊ดจากคนดูข้างล่างที่จำได้ว่าคู่นี้เคยรักกันมากแค่ไหน
พาฝันแกล้งยื่นไมค์ไปจ่อที่ปากให้มัทกรช่วยร้อง แต่ชายหนุ่มส่ายหัวยิ้มๆ หญิงสาวหัวเราะเบาๆ แล้วจบเพลงด้วยตนเอง
‘เธออยู่ตรงนั้นสบายดีไหม
ฉันอยู่ตรงนี้เป็เหมือนเดิม คิดถึงเธอทุกวัน
หากชีวิตนี้เร็วดั่งความฝัน กาลครั้งหนึ่ง สักวันเราคงได้...พบกัน’
บทเพลงจบลงอย่างสวยงามพร้อมเสียงโห่ร้องอย่างถูกใจของกองเชียร์ พาฝันก้มศีรษะขอบคุณคนดู แล้วเดินไปเช็คแฮนด์เพื่อนนักดนตรีทุกคนที่เธอเคยร่วมวงเป็นักร้องนำหญิงมาก่อน จนกระทั่งเธอเดินไปหามัทกร หญิงสาวส่ายศีรษะปฏิเสธที่จะจับมือ แต่กลับเดินเข้าไปสวมกอดอดีตแฟนหนุ่ม ซึ่งร่างสูงก็ยกแขนข้างหนึ่งกอดเอวหญิงสาวไว้หลวมๆเช่นเดียวกัน
“บรรลัยแล้วไอ้มัท แม่ง!!” จารุภัทรที่นั่งรวมอยู่กับแก๊งบนโต๊ะสนามใกล้ๆเอ่ยขึ้น ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“กูว่ามันได้กาลครั้งหนึ่งแน่มึง แต่ไม่ใช่กับคนบนเวทีนะ” ขุนเขาพูดต่อจากเพื่อน ตายังคงค้างกับโมเม้นท์บนเวที ในขณะที่อนิกกวาดตาหาร่างบางอีกร่างที่เขานึกเป็ห่วงขึ้นมาทันที
“น้องมุกกู๊ววว จะเป็ไงมั่งวะ” จารุภัทรเหลียวมองหาเช่นกัน
“แจอยู่ด้วยคงไม่เป็ไรหรอก อีกอย่างมุกคงไม่รู้หรอกว่าเซอร์ไพรส์บนเวทีเป็ใคร ใช่ป่ะมึง” ขุนเขาพูดปลอบใจตัวเอง
“เชี่ยเอ๊ย กูนึกแล้วเชียว” อนิกสบถออกมาอย่างเสียอารมณ์
ท่ามกลางเสียงกรี๊ดของสาวๆที่กรีดร้องอย่างฟิน ร่างผอมบางในชุดนักศึกษาใต้เงามืดของต้นไม้กลับมองไปบนเวทีอย่างคลางแคลง ทำไมเสียงกรี๊ดถึงดังกระหึ่มขนาดนี้ จวบจนได้ยินเสียงเซ็งแซ่จากคนรอบข้าง คำถามต่างๆจึงได้รับคำตอบ
‘พาฝันนี่ ใช่มั๊ย พาฝันจริงๆด้วย’
‘สวยขึ้นเป็กองเลยเนอะ’
‘ถ่านไฟเก่าลุกโชนแน่ๆ’
‘ชั้นว่าแล้ว เขารักกันจะตาย’
‘แสดงว่าข่าวที่มัทคบเด็กคหกรรมก็ข่าวลือน่ะสิ’
มุกตระการรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่กระบอกตา ร่างสั่นไหวจนยากจะควบคุมจนต้องยกแขนสองข้างมากอดตัวเองไว้ คลื่นความปวดร้าวมวนขึ้นมาจนรู้สึกเหมือนโดนเสียดแทงในใจ ร่างน้อยมองเห็นทุกซ็อตหวานบนเวที ก้มหน้าซ่อนความอายกลัวใครจะจำได้ว่าเธอคือคนที่มัทกรกำลังคบอยู่
น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่ไหวเริ่มไหลริน เมื่อหูแว่วเสียงบนเวทีพูดหยอกล้อคนทั้งคู่ ตัดสินใจหันหลังกลับเพื่อเดินหนีไปให้ไกลที่สุด ขอบคุณความมืดที่ช่วยปกปิดความอ่อนแอของตนเองไว้ คำพูดต่างๆของคนรอบข้างที่เคยบอกว่าเขารักกันมากขนาดไหนถาโถมเข้ามาในหัวใจดวงน้อย เธอเทียบไม่ได้เลยกับคนบนเวที มุกตระการที่น่าเบื่อ ไร้เสน่ห์ เป็แม่ชีในสายตาคนอื่น กับพาฝัน ผู้หญิงสาว สวย ดูดี สมกับมัทกรทุกอย่าง ความสัมพันธ์ไม่กี่เดือนของเธอ จะอาจหาญไปสู้ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยาวนานได้อย่างไร
ร่างน้อยเดินมาจนถึงที่จอดรถ คอยยกมือปาดน้ำตามาตลอดทาง ลุงปองน่าจะยังไม่มาเพราะเธอนัดไว้ 3 ทุ่ม เพราะเผื่อเวลาที่จะไปกินข้าวเย็นกับแฟนหนุ่มไว้ ด้านหน้าเป็ถนนรอบบึงน้ำที่มีไฟทางส่องสว่างไสว นักศึกษายังคงเดินกันขวักไขว่ แต่หญิงสาวตัดสินใจก้าวไปตามทางเดินเท้าเล็กๆด้านข้าง เลือกที่จะซ่อนตัวเองไว้กับความมืดมิด ที่ๆเหมาะสมกับมุกตระการที่สุดแล้วในเวลานี้
********************************************************************************************
Writer talk :
อุแงงงงงงง ไม่ได้ร้องไห้ให้หนูมุกนะ ร้องให้ตัวเอง
ผ่านมาเกือบครึ่งเื่แล้ว จะไม่มีสักคอมเม้นท์หนึ่งจริงๆเหรอคะ T..T