ยามบ่ายแก่ที่ตลาดเมืองซานเหอคลาคล่ำไปด้วยผู้คน นาวีและอวิ๋นช่วยกันเข็นรถไม้เก่าที่ดัดแปลงเป็เคาน์เตอร์ย่างชั่วคราวมาหยุดอยู่ที่หัวมุมถนนใกล้ทางเข้าตลาด สถานที่แห่งนี้แม้ไม่ใช่ใจกลางที่พลุกพล่านที่สุด แต่กลับเป็จุดที่กระแสลมพัดผ่านได้ดีที่สุด
นาวีเริ่มจัดเตรียมอุปกรณ์ เขาวางเตาเหล็กสี่เหลี่ยมรูปทรงประหลาดลงบนรถเข็น ขณะที่อวิ๋นทำหน้าที่ก่อไฟอย่างกระตือรือร้น ทว่าท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา กลับมีเพียงแววตาที่สงสัยและระคนดูแคลน บ้างก็ซุบซิบว่าเสี่ยวเอ้อตกอับคนนี้จะมาขายเศษเนื้ออะไรกัน ในเมื่อสภาพร่างกายก็ยังดูไม่สู้ดีนัก
'คนพวกนี้กลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก... ข้าต้องสะกิดสัญชาตญาณของพวกเขา'
นาวีเริ่มแผนการทันที เขานำก้อนมันหมูมาลูบบนตะแกรงเหล็กจนเกิดเสียง ‘ซู่!’ พร้อมควันขาวจาง ๆ จากนั้นจึงจงใจสับพริกและเครื่องเทศด้วยความเร็วที่แม่นยำ เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดังเป็จังหวะรัวเร็ว เรียกสายตาคนทั้งตลาดให้หันมามองด้วยความฉงน
"เริ่มได้!" นาวีให้สัญญาณ
อวิ๋นเริ่มทำหน้าที่กองหน้า เขาถือถาดไม้เล็ก ๆ ที่มีเนื้อหมูย่างชิ้นพอดีคำเดินแจกจ่ายให้คนรอบข้าง "เชิญชิมฟรีครับ! พยัคฆ์ย่างรสเลิศ รสชาติใหม่ที่ท่านไม่เคยลอง!"
ในตอนแรกผู้คนยังคงลังเล แต่เมื่อกลิ่นหอมฉุนอันเป็เอกลักษณ์ของฮวาเจียวปะทะกับพริกคั่วเริ่มฟุ้งกระจายไปตามลม ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความกังวล พ่อค้าต่างเมืองคนหนึ่งรับไปชิมคำแรก... ดวงตาของเขากระตุกวูบก่อนจะอุทานออกมา "รสชาตินี่มันอะไรกัน! เผ็ดร้อนจนเหงื่อซึมแต่หยุดไม่ได้! เอาให้ข้าสิบไม้!"
เสียงนั้นเหมือนสัญญาณเปิดศึก ฝูงชนเริ่มกรูกันเข้ามาล้อมรถเข็น นาวีโชว์ทักษะการย่างที่เด็ดขาด เขาควงไม้หมูและทาซอสสีแดงคล้ำด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งแต่ดุดัน ควันไฟหนาทึบห่อหุ้มร่างของเขาไว้จนดูเหมือนพยัคฆ์ที่กำลังซุ่มอยู่ในดงหมอก การเปิดตัววันแรกราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ ทุกคนที่ได้ชิมต่างบอกต่อจนแถวยาวเหยียดออกไปไกล
ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังรุมล้อมแผงขายหมูย่าง กลับมีชายคนหนึ่งสวมชุดผ้าป่านสีทึบยืนหลบอยู่ในมุมมืดของศาลาใกล้ ๆ เขาไม่ได้มีท่าทีหิวโหยเหมือนคนอื่น แต่กลับจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของนาวีด้วยสายตาที่เ็าและเ้าเล่ห์
ชายคนนั้นเฝ้าดูนาวีอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะลอบยิ้มออกมาเมื่อเห็นใบหน้าของ "ฉางตง" ชัดเจนภายใต้แสงไฟจากเตา เขาหันหลังเดินออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังจวนหลังใหญ่ใจกลางเมือง
"เรียนท่านเ้าเมือง... ข้าพบตัวมันแล้ว" ชายคนนั้นคุกเข่าลงต่อหน้าชายวัยกลางคนในชุดไหมหรูหราที่กำลังนั่งจิบน้ำชา "เสี่ยวเอ้อที่ชื่อฉางตง ตอนนี้มันไม่ได้ทำงานที่โรงเตี๊ยมแล้ว แต่มันกำลังตั้งแผงขายอาหารประหลาดอยู่ที่หัวมุมตลาดครับ"
ท่านเ้าเมืองวางถ้วยน้ำชาลงพลางเลิกคิ้วสูง "ขายอาหารงั้นรึ? หึ... เป็เสี่ยวเอ้อตัวเล็ก ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ไยต้องมาสร้างความลำบากใจ" เขาโบกมือเบา ๆ ให้คนรับใช้คนสนิทนำถุงเงินใบเล็กส่งให้สายสืบผู้นั้น
"ขอบพระคุณท่านเ้าเมือง!" ชายคนนั้นรับถุงเงินมาด้วยความนอบน้อม ก่อนจะรีบคลานถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
"เฝ้ามันไว้ให้ดี หากมันทำแค่ครั้งคราวก็ไม่ต้องมารายงานเื่นี้กับข้าอีก แต่ถ้าไม่... ข้าว่าเ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องทำอย่างไร" ท่านเ้าเมืองเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความอำมหิต คนรับใช้ข้างกายก้มหัวรับคำสั่งพร้อมกับค่อย ๆ เดินออกไป
"จัดการเื่ที่เ้าทำเสียงานเอาไว้ด้วยล่ะ" ท่านเ้าเมืองพูดไล่หลังคนรับใช้คนสนิท
คนรับใช้คนนั้นชะงักฝีเท้า หันกลับมาก้มหัวเพื่อยอมรับคำสั่งอีกครั้งก่อนเดินจากไป ท่านเ้าเมืองทอดสายตามองดูถ้วยชาในมือ แววตาเปลี่ยนไปหลายอารมณ์ บัดเดี๋ยวดูเศร้า บัดเดี๋ยวกังวล และบัดเดี๋ยวกลับกลายเป็โมโห เขาค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะก่อนจะถอนหายใจออกมาช้า ๆ ราวกับกำลังแบกรับความลับบางอย่าง
ยามตะวันลับขอบฟ้า นาวีและอวิ๋นเก็บของกลับบ้านด้วยความภาคภูมิใจ โดยหารู้ไม่ว่าเงาเงื้อมมือของอำนาจท้องถิ่นเริ่มขยับเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นทุกที