"ป่าหมื่นลี้" คือสถานที่ที่ชาวบ้านต่างหวาดเกรง มันคือผืนป่าโบราณที่กว้างใหญ่จนไร้ขอบเขต ต้นไม้แต่ละต้นสูงเสียดฟ้า กิ่งก้านของมันถักทอประสานกันจนแสงอาทิตย์แทบจะส่องลงมาไม่ถึงพื้นเบื้องล่าง
ป่าชั้นนอก : เป็ป่าธรรมดาที่อุดมไปด้วยสมุนไพรพื้นบ้านและสัตว์ป่าทั่วไป ชาวบ้านของเมืองรอยเมฆยังคงเข้ามายังส่วนนี้เพื่อหาเลี้ยงชีพ เป็เขตเดียวที่มีแสงแดดส่องถึงพื้นดินอย่างทั่วถึง
ป่าชั้นกลาง : พื้นที่ที่ความหนาแน่นของต้นไม้เริ่มบดบังแสงอาทิตย์ หมอกจาง ๆ เริ่มปกคลุมตลอดทั้งปี สัตว์ป่าที่นี่เริ่มดุร้ายและมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เป็เขตที่คนธรรมดาเริ่มหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็
ป่าชั้นใน : เขตหวงห้ามที่เล่าขานกันในนิทาน บรรยากาศบิดเบี้ยวและมืดมิด ราวกับเป็คนละโลกที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาไม้า
อวี้เทียนก้าวผ่านเขต ป่าชั้นนอก ด้วยท่าทีที่สุขุม เขาเดินสวนทางกับนายพรานกลุ่มหนึ่งที่แบกซากกวางป่าออกมา พวกเขามองดูเด็กชายวัยสิบกว่าปีที่สวมเสื้อผ้าเปื้อนเขม่าไฟด้วยสายตาแปลกใจ แต่เมื่อเห็นแววตาที่เรียบเฉยของเขา นายพรานเ่าั้กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยทักทาย
เดินมาได้สักพักในที่สุดก็มาถึง อวี้เทียนหยุดยืนอยู่ตรงเส้นแบ่งเขตระหว่างป่าธรรมดากับป่าที่มืดมิด กลิ่นอายของอากาศเริ่มเปลี่ยนไป มันเย็นเยียบและนิ่งสนิทกว่าเดิม อวี้เทียนหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก รับเอาไอเย็นที่แผ่ออกมาจากเบื้องหน้า ราวกับร่างกายของเขากำลังขานรับกับความมืดมิดที่รออยู่
ฝีเท้าเล็ก ๆ ของเขาก้าวข้ามรากไม้ใหญ่ที่ขวางกั้นระหว่างป่าชั้นนอกและป่าชั้นกลางไปอย่างไม่ลังเล
ในวินาทีที่เขาก้าวพ้นเขตป่าธรรมดา เสียงนกร้องรอบตัวพลันเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาที่ดังชัดเจนขึ้น อวี้เทียนล้วงเข้าไปภายในย่ามเพื่อหยิบบางสิ่งออกมา
มันคือ แผนที่ที่มีสภาพยับเยินและมีรอยเปื้อนคราบมันจากนิ้วมือ ที่จับต้องมานับครั้งไม่ถ้วน แผนที่ฉบับนี้ไม่ได้มีมนตราส่องแสงหรือความวิเศษเลิศเลอใดๆ มันเป็เพียงกระดาษธรรมดาที่ท่านตาวาดขึ้นมาเองด้วยพู่กันจีนเก่าๆ ลายเส้นขีดเขียนยุ่งเหยิงดูไม่เป็ระเบียบ บางจุดมีรอยหมึกหยดเลอะเทอะจนอ่านแทบไม่ออก
ในสายตาของคนทั่วไป มันอาจเป็เพียงขยะแผ่นหนึ่ง หรือภาพวาดของคนแก่ที่สติฟั่นเฟือน แต่สำหรับอวี้เทียนที่เติบโตมากับท่านตา เขารู้ดีว่าเส้นคดเคี้ยวเหล่านี้คืออะไร
ใช้เวลาไม่นาน อวี้เทียนก็มาถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง
มันเป็ถ้ำขนาดเล็กที่ถูกบดบังด้วยเถาวัลย์หนาทึบและมอสสีเขียวจนแทบจะกลืนไปกับหน้าผา หากไม่สังเกตตามสัญลักษณ์ "เต่าจำศีล" ในแผนที่ ก็คงไม่มีทางรู้เลยว่าเื้ัพุ่มไม้นี้มีโพรงถ้ำซ่อนอยู่ กลิ่นอายของหมอกหนาในป่าชั้นกลางถูกกั้นไว้เพียงภายนอก ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่เขตปากถ้ำ ความเย็นะเืที่แสนคุ้นเคยก็โชยมาปะทะใบหน้า
อวี้เทียนหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าความมืดมิดของถ้ำ เขาััได้ว่าอากาศภายในนี้ "นิ่ง" กว่าข้างนอกอย่างประหลาด เขาล้วงเอาไต้ไฟที่เตรียมมาจุดขึ้น แสงสว่างวูบวาบเผยให้เห็นผนังถ้ำที่เรียบเนียนผิดกับโขดหินด้านนอก
เขาไม่รอช้า ก้าวลึกเข้าไปในความสลัวของถ้ำ แสงจากไต้ไฟในมือสั่นไหวสะท้อนกับผนังหินที่ชื้นแฉะ จนกระทั่งเขามาหยุดยืนอยู่หน้าแท่นหินราบเรียบกลางโถงถ้ำเล็กๆ บนแท่นนั้นไม่มีสมบัติล้ำค่าพราวตา ไม่มีทองคำหรืออัญมณี มีเพียงของสองสิ่งวางอยู่อย่างโดดเดี่ยว
สิ่งแรกคือ ตำราฝึกยุทธขั้นพื้นฐาน เล่มหนึ่ง ปกของมันทำจากหนังเก่าคร่ำคร่าไร้ชื่อวิชาที่หน้าปก มีเพียงรอยจารึกเล็กๆ มุมล่างที่คุ้นตาว่า ‘หัดเดินก่อนจะวิ่ง’ อวี้เทียนใช้นิ้วลูบไปบนหน้ากระดาษเหลืองกรอบ เมื่อเปิดออกดู ภายในกลับไม่ใช่กระบวนท่าพิสดารอย่างที่เขาเคยแอบจินตนาการ แต่มันคือการสอนวิธีควบคุมลมปราณเบื้องต้น การจัดระเบียบกระดูก และการหลอมรวมจิติญญาเข้ากับธรรมชาติรอบตัว ซึ่งดูเหมือนจะถูกเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อปูพื้นฐานให้ร่างกายของเด็กวัยสิบกว่าปีอย่างเขาสามารถรองรับพลังที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้ในอนาคต
ส่วนสิ่งข้างๆ กันนั้นคือ แผนที่อีกฉบับหนึ่ง ที่มีสภาพใหม่กว่าฉบับแรกเล็กน้อย แต่วิธีการวาดและรหัสลับยังคงเป็เอกลักษณ์เดิมที่มีเพียงอวี้เทียนที่เข้าใจ มันคือแผนที่ที่บอกเส้นทางอย่างละเอียดของ "ป่าชั้นใน"
อวี้เทียนเก็บแผนที่ฉบับใหม่เข้าในอกเสื้อคู่กับฉบับเดิม เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะออกเดินทางต่อในทันที แต่กลับทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิหน้าแท่นหิน วางตำราฝึกยุทธไว้บนตัก แววตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีความมุ่งมั่นบางอย่างฉายชัดขึ้น
เขาเริ่มเปิดหน้าแรกของตำรา ท่ามกลางความเงียบงันของถ้ำลึก อวี้เทียนเริ่มฝึกฝนการโคจรลมปราณตามคำสอนพื้นฐานของท่านตาเป็ครั้งแรก ไอเย็นจากพลังอนธการที่เคยพลุ่งพล่านอย่างไร้ทิศทางในกาย เริ่มถูกจัดระเบียบและไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างช้าๆ
…
เวลาผ่านไปดุจสายน้ำไหลลื่น ท่ามกลางความสงัดเงียบของถ้ำลึกและกลิ่นอายอันลึกลับของป่าชั้นกลาง อวี้เทียนใช้เวลาฝึกฝนพื้นฐานอย่างบ้าคลั่งนานถึง 5 ปี จนบัดนี้เขาเติบโตขึ้นเป็เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีเศษ ผู้ซึ่งยึดถือคำสอนของท่านตาไว้อย่างเคร่งครัดว่า “รากฐานที่มั่นคง คือบ่อเกิดแห่งอำนาจที่ไร้ลักษณ์”
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา อวี้เทียนไม่ได้เพียงแค่นั่งสมาธิโคจรลมปราณอยู่บนแท่นหิน แต่เขาใช้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของป่าหมื่นลี้เป็สนามฝึกฝนร่างกาย
อวี้เทียนฝึกฝนท่ามกลาง ไอเย็นะเืที่แฝงมากับหมอกหนา ซึ่งคอยกัดกินพละกำลังและแทรกซึมเข้าสู่ปอดทุกลมหายใจ เขาใช้ร่างกายปะทะกับกระแสน้ำเย็นจัดในลำธารใต้ดิน และปีนป่ายหน้าผาหินที่ลื่นชันด้วยมือเปล่า เพื่อสร้างเสริมกล้ามเนื้อทุกส่วนให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า จนร่างกายและจิติญญาหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว
บัดนี้เขาไม่ได้มีสภาพเป็เด็กน้อยที่ดูมอมแมมอีกต่อไป แต่กลับมีรูปลักษณ์สง่างามดุจ "นายน้อยจากตระกูลสูงศักดิ์" ใบหน้าที่เรียวคมได้รูปราวกับถูกสลักจากหยกชั้นเลิศ คิ้วพาดเฉียงดุจกระบี่รับกับดวงตาสีดำลุ่มลึกที่นิ่งสงบจนยากจะคาดเดาความรู้สึก ผิวพรรณขาวละเอียด แม้จะดูเป็คุณชายผู้อ่อนโยนในยามนิ่งเฉย แต่ทันทีที่เขาขยับกาย จะััได้ถึงกลิ่นอายแห่งความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมา
ร่างกายของเขาสูงโปร่งและสมส่วน มัดกล้ามเนื้ออัดแน่นอยู่ภายใต้ิัอย่างเป็ระเบียบ ไม่หนาเทอะทะทว่าทรงพลัง ท่วงท่าการเดินมีความลื่นไหลราวกับเงามืดที่เคลื่อนที่ไปตามสัญชาตญาณ ทุกย่างก้าวเงียบกริบจนแม้แต่ใบไม้แห้งก็ไม่สั่นไหว
อวี้เทียนลืมตาขึ้นช้าๆ แสงสว่างจางๆ สีดำสนิทวาบผ่านดวงตาของเขาก่อนจะหายไป เขาหยิบแผนที่ฉบับที่สองที่บอกเส้นทางสู่ "ป่าชั้นใน" ขึ้นมาดูอีกครั้ง ความพร้อมที่สั่งสมมาตลอด 5 ปี บัดนี้ถึงเวลาที่จะต้องนำไปพิสูจน์แล้ว
เขาก้าวเดินออกจากถ้ำที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง แผ่นหลังที่เคยดูยิ่งใหญ่ในวัยเด็ก บัดนี้ดูสง่างามและน่าเกรงขามดุจเงาทมิฬที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
“ห้าปีแล้วสินะ” อวี้เทียนพึมพำกับสายลม
เขามุ่งหน้าลึกเข้าไปยังทิศที่หมอกเริ่มหนาแน่นขึ้น จุดที่ป่าชั้นกลางสิ้นสุดลง และป่าชั้นในที่ลี้ลับกำลังเริ่มต้นขึ้น