บทที่ 4 พูดจาฉะฉาน (รีไรต์)
อย่างไรก็ตามหลานชายย่อมเทียบกับลูกสาวไม่ได้อยู่แล้ว อวิ๋นโหย่วฝูจะยอมจบเื่ง่าย ๆ ได้อย่างไร
“ซานซานไม่เคยออกไปไหนไกล ฉันเชื่อว่าพวกแกก็รู้ ใครเป็คนบอกซานซานว่าโรงถ่ายทำภาพยนตร์ที่เมืองเอสรับสมัครคน? ใครเป็คนยุยงให้ซานซานไป?!”
เมืองเอสกับเมืองเฟิงอยู่ห่างกันนับพันลี้ ข่าวนี้ช่างแพร่เร็วเสียจริง
อวิ๋นอ้ายจวินมองไปที่หูฟาง หูฟางจึงพูดขึ้นว่า “เื่มันเป็มายังไงฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันได้ยินแต่น้องอวิ๋นเจินพูดว่า ซานซานจะไปสมัครงานที่เมืองเอส ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอดีได้ยินเพื่อนร่วมงานที่เป็คนบ้านเดียวกันจะกลับเมืองเอส ก็เลยเผลอพูดออกไป จากนั้นอวิ๋นเจินก็กลับไปบอกซานซาน ซานซานก็ตกลงทันที”
อวิ๋นซานเหลือบมองหูฟางเธอพูดเหมือนมันเป็เื่จริงได้ดีมาก ๆ อวิ๋นซานหัวเราะเยาะ “มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพูดถึงภาพยนตร์เื่หนึ่งที่กำลังจะถ่ายทำ มีตำแหน่งนักแสดงขาดอยู่ อวิ๋นเจินก็บอกว่าด้วยรูปร่างหน้าตาของฉัน ถ้าไปสมัครต้องได้รับคัดเลือกแน่ ฉันยอมรับว่ามีความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่ถ้าเธอไม่มาพร่ำบอกอยู่ทุกวัน ฉันก็คงไม่ลงมือทำตามความคิดนั้นหรอก”
“ส่วนสหายหู เคยเจอเพื่อนร่วมงานคนนั้นไหม? สนิทกับเพื่อนร่วมงานคนนั้นไหม? เคยเห็นหนังสือแนะนำตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้นไหม? ตอนนั้นฉันก็กลัวที่จะไปเมืองเอสนะแต่อวิ๋นเจินก็รับปากกับฉันว่าฝั่งของสหายหูไว้ใจได้ ฉันอยากถามว่าสหายหูไปรับปากอะไรกับอวิ๋นเจินไว้?”
พูดถึงเื่นี้อวิ๋นซานก็นึกถึงถงเสี่ยวอวี้เพื่อนสนิทของตน เธอเผลอหลุดปากเล่าเื่นี้ไป บอกว่าเธอทั้งสาวทั้งสวย แถมยังเต้นรำเป็ โอกาสที่จะได้รับคัดเลือกมีสูงมาก
อวิ๋นซานร่ำเรียนการเต้นรำที่ศูนย์เยาวชนนานถึงแปดปี แต่แล้วเมื่อหกปีก่อนคณะดุริยางค์ทหารในเมืองหลวงเดินทางมาเพื่อคัดเลือกนักเต้นรำไปแสดงงิ้วที่เมืองเฟิง ซึ่งเธอพลาดโอกาสในการคัดเลือกครั้งนั้นไป ทำให้ตอนนี้เธอยังรู้สึกเสียดายมาตลอด
โอกาสที่เกี่ยวกับการเต้นรำ เธอจะไม่ยอมพลาดอีกแล้ว ใครจะไปคิดว่านี่จะเป็กับดักที่พวกนั้นวางไว้ล่วงหน้า
หูฟางถอนหายใจ “ฉันหวังดีแต่กลับกลายเป็เื่แย่ ๆ ขอโทษนะซานซาน ฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็แบบนี้”
ส่วนอวิ๋นอ้ายจวินรีบพูดขึ้นทันที “อารอง ซานซาน เื่นี้เป็ความผิดของหูฟางเอง เธอผิดที่ไว้ใจเพื่อนร่วมงานมากเกินไป เธอน่าจะถามให้ชัดเจนกว่านี้ แต่เธอไม่ได้มีเจตนาร้าย เธอแค่อยากช่วยซานซาน พวกกลุ่มลักพาตัวนั่น เธอไม่รู้จักหรอกและไม่มีทางทำเื่แบบนี้แน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมอวิ๋นเจินถึงวิ่งกลับมาบอกว่าฉันโดนหลอกลวงไป สหายหูไม่รู้แล้วอวิ๋นเจินรู้ได้ยังไง?” อวิ๋นซานถามอวิ๋นอ้ายจวิน
“อวิ๋นเจินเธอบอกว่าไงนะ? อ้อ…ใช่อวิ๋นเจินไปหาหูฟาง แล้วเธอบอกว่าทะเลาะกับซานซานมา น้องร้องไห้ตลอดทาง ซานซาน…อวิ๋นเจินทำอะไรผิด? พอเธอคลอดลูกก็เข้ามาในเมืองเพื่อช่วยงาน พวกเราที่เป็พี่ ๆ ก็ช่วยสอนเธอแล้ว บอกให้เธอตั้งใจทำงานที่บ้านอารองกับอาสะใภ้รอง อย่าเกียจคร้าน อย่าพูดเยอะ อย่านินทา เธอทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า ถ้าเธอทำอะไรไม่ดีฉันจะไปอบรมสั่งสอนเธอเอง”
อวิ๋นอ้ายจวินหันกลับมามองอวิ๋นซานเช่นกัน
เป็คำพูดที่ร้ายกาจนัก เขาพลิกสถานการณ์กลับมากล่าวโทษเธอเสียอย่างนั้น
หลังจากที่อวิ๋นซานคลอดลูก อวิ๋นอ้ายเจินก็เข้าเมืองมาช่วยทำงาน พานหงเสียจะให้อวิ๋นซานทำงานแทน ส่วนเธอช่วยเลี้ยงหลานแต่ก็มี่หนึ่งที่เธอปวดหลังทั้งต้องเลี้ยงหลานแล้วยังต้องทำอาหารจนแทบไม่มีเวลาพัก จึงคิดจะหาคนมาช่วย ครอบครัวของลุงใหญ่ที่อยู่ชนบทได้ยินข่าวเข้า จึงรีบส่งอวิ๋นเจินเข้ามาในเมืองทันที
พวกเขาบอกว่าหนึ่งเธอจะได้มาช่วยงานบ้านอารอง สองเธออยากจะเข้ามาหาคนรักหรือหางานทำในเมือง การมีงานทำหรือแต่งงานกับหนุ่มในเมือง เป็ความฝันอันสูงสุดของสาว ๆ ชนบทในยุคนั้น
หลังจากอวิ๋นเจินมาอยู่ที่บ้าน ก็ค่อนข้างขยันขันแข็ง ทำงานบ้าน จ่ายตลาด ทำกับข้าว ช่วยเลี้ยงหลาน ทำให้พานหงเสียเสียพอใจมากและไม่ได้ใช้งานเธอฟรี ๆ ทุกเดือนก็ให้เงินเดือน แม้ว่าเธอจะหายปวดหลังแล้วก็ยังไม่ยอมให้เธอกลับไป
แม้แต่เพื่อนบ้านก็ยังชมว่าอวิ๋นเจินขยันขันแข็งและเชื่อฟัง แถมยังช่วยหาคนรักให้เธออีก
“ฉันถามหน่อย อวิ๋นเจินรู้ได้ยังไงว่าฉันหายตัวไป ฉันตบเธอเพราะเธอเกือบทำให้ฉันโดนหลอกลวงไป พี่รอง นี่ฉันทำผิดเหรอ?”
พี่ชายคนนี้ของเธอไม่ธรรมดา เข้าเมืองไปไม่กี่ครั้ง นั่งรถประจำทางไม่กี่เที่ยวก็หาคนรักเป็พนักงานขายตั๋วโดยสารได้
เป็เื่ปกติของยุคนี้ที่คนชนบทจะอิจฉาคนที่ได้ทำงานในเมือง เพราะพวกเขาอยากจะมีทะเบียนบ้านในเมืองมาก
ถ้าหากหาคนรักที่เป็คนเมืองได้ นั่นเป็เื่ที่น่าอิจฉามาก ๆ
เื่นี้มีที่มาที่ไปว่าทำไมพี่น้องของอวิ๋นโหย่วฝู ถึงมีคนหนึ่งอยู่ในเมืองส่วนอีกคนถึงได้อยู่ที่ชนบท?
ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน อวิ๋นโหย่วฝูเดินทางจากชนบทมาที่เมืองเฟิง ตอนนั้นเข้าเมืองมาเพื่อพาลูกสาววัยขวบเศษมารักษาโรค ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอกับโรงงานเหมืองถ่านหินเปิดรับสมัครงานพอดี สามีภรรยาจึงรีบสมัครทันที พอพวกเขากลับไปที่หมู่บ้านเพื่อแจ้งญาติ พวกเขาก็พบว่าโรงงานเหมืองถ่านหินรับคนเต็มแล้ว
นับั้แ่นั้นมา ครอบครัวอวิ๋นโหย่วฝูสามคนพ่อแม่ลูกก็ได้เป็คนในเมือง ส่วนพี่ชายของเขาอวิ๋นโหย่วเต๋อยังคงเป็คนชนบทล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้ ลูก ๆ ของพวกเขาก็โตเป็ผู้ใหญ่แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว
สองปีก่อนอวิ๋นซานไม่อยากไปทำงานที่ชนบทแทนแม่ เลยมาทำงานที่โรงงาน ตอนนี้ก็เป็คนมีงานทำมั่นคงแล้ว ส่วนลูก ๆ ของอวิ๋นโหย่วเต๋อ ทั้งลูกชายและลูกสาวต่างก็ทำไร่ทำนาอยู่ที่ชนบท พวกเขาอิจฉาครอบครัวอวิ๋นโหย่วฝูมากถึงขั้นเกลียดชังเลยก็ว่าได้
อวิ๋นอ้ายจวินถอนหายใจ “ซานซาน เื่นี้ฉันขอโทษด้วย อวิ๋นเจินไม่ได้ตั้งใจ เธอไม่น่าจะรู้เื่ของกลุ่มลักพาตัว ส่วนเื่ที่เธอหายตัวไป คงจะฟังผิดแล้วล่ะ เธอจะไปรู้เื่นี้ได้ยังไง…”
“อ้ายจวิน อาทั้งสองยังโกรธอยู่ พรุ่งนี้เราค่อยมาใหม่เถอะ” หูฟางพูดขึ้นข้าง ๆ อย่างรู้จังหวะ
อวิ๋นซานมองเธอด้วยสายตาที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
ไม่รู้ว่าหูฟางรู้สึกผิดหรืออย่างไร แต่บนใบหน้าของเธอกลับฉายแววไม่สบายใจออกมา
อวิ๋นอ้ายจวินเองก็ถือโอกาสนี้บอกลาว่า “ถ้าอย่างนั้นอาทั้งสอง แล้วก็ซานซาน พรุ่งนี้ผมจะแวะมาใหม่ อวิ๋นเจินอยู่ที่บ้านของหูฟาง ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาเป็เพื่อนอารองไปโรงพยาบาล ส่วนซานซานต้องไปทำงาน อาสะใภ้รองก็ต้องดูแลช่านช่านคงจะยุ่งมาก ยังไงแล้ววันนี้ผมกับหูฟางขอตัวกลับก่อนนะครับ”
พูดจบก็เดินออกไปอย่างคล่องแคล่ว
ช่างเป็คนที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ
อวิ๋นซานพูดกับอวิ๋นโหย่วฝูว่า “พ่อ เห็นไหมคะ พี่รองของหนูไม่ธรรมดาจริง ๆ”
อวิ๋นโหย่วฝูพยักหน้า “อ้ายจวินมันฉลาดมาั้แ่เด็ก พูดจาฉะฉาน ตอนนี้มีคนรักก็ยังเป็คนที่พูดเก่งเหมือนกันอีก”
พานหงเสียถามขึ้นว่า “แล้วเื่นี้จะเอายังไงดี? ทั้งหูฟางและอวิ๋นเจินก็ไม่ยอมรับ”
แน่นอนว่าไม่ยอมรับหรอก ถ้าไม่มีหลักฐานใครจะยอมรับกัน ถ้าถูกตัดสินว่าเป็กลุ่มค้ามนุษย์จริง ๆ ก็ต้องติดคุก
แต่อวิ๋นซานไม่ยอมปล่อยเื่นี้ไปง่าย ๆ แน่
อวิ๋นโหย่วฝูได้รับาเ็ แบบนี้คงไปกินข้าวข้างนอกไม่ได้แล้ว คงทำได้แค่กินข้าวที่บ้าน
พานหงเสียกำลังจะไปทำอาหาร อวิ๋นซานจึงเข้าไปห้ามไว้บอกว่าเธอจะทำให้เอง
ชีวิตที่แล้วเธอก็เคยเรียนทำอาหารมาหลายอย่างอยู่
พานหงเสียและอวิ๋นโหย่วฝูรู้สึกประหลาดใจ พวกเขาไม่คิดว่าลูกสาวที่ไม่เคยทำอะไรจะมาทำอาหาร
อวิ๋นซานยิ้มให้พวกเขา “รอกินได้เลยค่ะ”
ขณะที่เธอกำลังทำกับข้าวอยู่ ที่ทางเดินหน้าห้องก็มีคนเดินขึ้นบันไดมาแล้วะโเรียก ‘ซานซาน’ ด้วยเสียงที่อ่อนหวาน
อวิ๋นซานเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเป็ถงเสี่ยวอวี้เพื่อนสนิทของเธอ