ณ ตึกเอราวัณ เช้าวันจันทร์.. หนึ่งอาทิตย์ต่อมา..
ตะวันวาดหยุดลอบถอนหลายใจเล็กน้อย หลังจากที่รีบเดินจ้ำเข้ามายังสำนักงานใหญ่บนตึกหรูที่เธอไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนในชีวิต
“แม่นะแม่.. เกือบไปแล้ว ตะวันเอ๊ย” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง เมื่อรู้ว่าเกือบจะมาสายในวันเริ่มงานวันแรก คนตัวเล็กห่อริมฝีปากเป่าลมออกจากแก้มเพื่อคลายอาการหอบ พลางแอบคิดพาลมารดาที่ชวนเธอคุยโทรศัพท์ั้แ่เช้ามืดจนเกือบมาทำงานสาย
ตะวันวาดเล่าให้มารดาฟังถึงเื่บริษัทที่รับเธอเข้าทำงานอย่างรวดเร็วโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว ขณะที่มารดาก็เล่าให้เธอฟังถึงพี่เขยคนใหม่ที่กำลังจะแต่งงานกับพี่สาว ดูเหมือนว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาบุหลันรังสรรค์จะพาเขาไปพบพ่อกับแม่โดยไม่ได้บอกเธอ.. ซึ่งตะวันวาดก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นัก..
“มาถึงแล้วเหรอ ตะวันวาดใช่มั้ย” เสียงหวานที่ดังขึ้นให้ตะวันวาดหันตามเสียงเรียก
คนตัวเล็กตาโตเล็กน้อย ก่อนกะพริบตาถี่ ๆ อย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นหญิงสาวผมแดงในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนรัดรูป รองเท้าส้นเข็มสีดำทำให้ขาเรียวยาวยิ่งน่าชวนมอง ตะวันวาดจำใบหน้าและผมสีแดงนั้นได้ เพราะหญิงสาวเป็คนสัมภาษณ์และรับเธอเข้าทำงานนั่นเอง
“ใช่ค่ะ คุณเพตราใช่มั้ยค่ะ” เสียงเล็กรีบเอ่ยทักทาย
เพตราพยักหน้ายิ้มรับ
“ใช่จ้ะ” เธอตอบอย่างเป็กันเอง สายตาปราดมองประเมินตะวันวาด
‘เธอจบ international business มา เกิดและโตที่ไทย ผมคิดว่าเธอน่าช่วยให้ insight (ข้อมูลเชิงลึก) และช่วยเื่การขยายตลาดของโรงแรมเราได้’
น้ำเสียงทุ้มของอันธกานต์ดังขึ้นอย่างไม่ตั้งใจในห้วงความคิด เมื่ออาทิตย์ก่อน เขาบอกเื่ที่จะรับสาวน้อยตรงหน้าเข้ามาร่วมทีม และให้ทำงานขึ้นตรงกับเธอ ซึ่งเธอเองก็กำลัง้าทีมงานพอดีจึงตกลงอย่างไม่ลังเล..
“ยังไงต้องรบกวนด้วยนะคะ มีอะไรแนะนำบอกตะวันได้เลยค่ะ” เสียงเล็กน้อยสาวน้อยดังขึ้น เรียกให้เพตราหลุดออกจากห้วงความคิด เธอพยักหน้ารับพลางนึกชอบทัศนคติของอีกฝ่าย
“่นี้พี่จะให้เราเริ่มศึกษาเกี่ยวกับบริษัท และข้อมูลฐานตลาดของลูกค้าไปก่อน มีอะไรสงสัยก็ให้ถามนะ” หญิงสาวอธิบายต่อ ขณะที่เดินนำตะวันวาดไปยังโต๊ะทำงานของเธอ
“ตะวันนั่งที่นี่ก็แล้วกัน พี่ทำงานอยู่ห้องถัดไป ่นี้คนยังไม่เยอะเพราะเราเพิ่งเริ่ม ถ้ามีการตัดสินใจขยายโรงแรมจริง ๆ คงมีคนเพิ่มเยอะกว่านี้”
ตะวันวาดพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เราทำงานกันค่อนข้าง flexible (ยืดหยุ่น) พี่จะหยุด่วันพุธ พฤหัส เพราะจะทำงานเสาร์อาทิตย์ แต่ว่าเรามาทำงานปกติแล้วหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ได้ ่ที่พี่ไม่อยู่มีอะไรก็อีเมลมา”
ตะวันวาดมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามอะไร เพตรารู้ว่าอีกฝ่ายคงสงสัยจึงอธิบายเพิ่มเติม
“หัวหน้าทีมพี่เข้างานเสาร์อาทิตย์น่ะ พี่เลยหยุดวันธรรมดาแทน”
“อ่อค่ะ” เธอตอบ
“เอาล่ะ เริ่มงานกันดีกว่า!” เพตรากล่าว พร้อมยกกำมือขึ้นทั้งสองข้างอย่างสดใส ตะวันวาดเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง และทำตามเธอ
“ได้เลยค่ะ!”
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป.. เช้าวันเสาร์...
ตะวันวาดลืมตาขึ้นมองเพดานสีขาวขุ่น ั์ตากลมกะพริบปริบ ๆ เพื่อปรับการมองเห็น ฝ้าเพดานห้องที่เปลี่ยนไปทำให้เธอต้องทบทวนเหตุการณ์ในสมองก่อนจะจำได้อย่างรวดเร็วว่า ตัวเองย้ายห้องจากหอพักบริเวณมหาวิทยาลัยมาใกล้ที่ทำงานได้ครบ 1 อาทิตย์พอดี..
การเริ่มทำงานครั้งแรกในชีวิตทำให้เวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตะวันวาดคลี่ยิ้มให้กับตัวเองเล็กน้อยต้อนรับชีวิตการทำงาน เธอลุกขึ้นจากเตียง อาบน้ำ กินอาหารเช้า เช็คโทรศัพท์มือถือ ซักเสื้อผ้าที่กองพะเนินอยู่มุมห้อง นอนเล่นระหว่างวัน..
ั์ตากลมกวาดมองหน้าจอโทรศัพท์ เธอจิ้มเปิดแอปพลิเคชัน Whatsapp ก่อนจะกดปิดมันลงอีกครั้ง.. ั้แ่วันนั้นที่เจอกับพี่โธนี่ ตะวันวาดจำไม่ได้ว่าเธอทำแบบนี้เป็ครั้งที่เท่าไหร่.. ลึก ๆ แล้วตัวเธอรู้ดีว่าเธอคาดหวังให้เขาส่งข้อความมาหาเธออีกครั้ง..
เธออยากเธอเขาอีกครั้ง.. แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มได้หายไปจากชีวิตเธออย่างไร้ร่องรอย..
ครื่ดด..ครื่ดด..
โทรศัพท์มือถือที่สั่นขึ้นทำให้ตะวันวาดกลับไปมองหน้าจอ มือเรียวกดปุ่มรับสายเรียกเข้าทันที
‘มากินข้าวเย็นด้วยกัน’ เสียงเจื้อยแจ้วของภูจินดาดังขึ้นจากปลายสาย ตะวันวาดยิ้มกว้าง ก่อนจะตอบรับเธอทันที
“โอเคค่า”
คนตัวเล็กวางสายจากอีกฝ่าย ก่อนสายตาจะยังคงมองค้างที่แอปพลิเคชันที่เธอครุ่นคิดอยู่เมื่อครู่..
‘พี่โธนี่ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนั้นนะคะ ขอบคุณช้าไป 2 อาทิตย์เองไม่โกรธกันนะคะ ตะวันเริ่มงานใหม่อาทิตย์ที่แล้วตื่นเต้นมากเลย หวังว่าพี่สบายดี ขอให้งานยุ่งน้อยลงนะ’
ั์ตากลมกวาดอ่านข้อความที่ตัวเองพิมพ์อย่างรวดเร็วอีกครั้ง ก่อนจะกดส่งโดยไม่รั้งรอ.. เพราะเธอรู้ว่า ถ้าหากเธอคิดต่ออีกวินาทีเดียว เธออาจจะไม่มีความกล้าที่จะส่งมันก็ได้..
อ่านยังไงก็ดูเป็ข้ออ้างชวนคุย.. ตะวันวาดคิด ก่อนจะยกมือทึ้งผมตัวเอง..
นี่เรียกกว่าการจีบผู้ชายรึเปล่าเนี่ย.. ั์ตากลมกลอกขึ้นมองเพดาน
“ตะวันเอ๊ยยยย” ตะวันวาดพูดกับตัวเองอย่างติดนิสัย..
“ส่งไปแล้ว ช่างมันเถอะ!” เธอบอกกับตัวเองต่ออย่างปลง ๆ ก่อนจะปิดล็อกหน้าจอโทรศัพท์
ร่างบางเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกจากห้องพัก และขึ้นรถสาธารณะเพื่อเดินทางไปยังบ้านของภูจินดาโดยพยายามไม่คิดถึงข้อความที่เธอเพิ่งส่งไปหาอันธกานต์ ทั้งที่มันวกกลับเข้ามาในห้วงความคิดแทบทุกนาที..
อาหารเย็นที่บ้านอัศวะนัยเป็ไปอย่างอบอุ่นเช่นเคย คุณลุงชาตรีกลับมาจากโรงพยาบาลและดูแข็งแรงขึ้น ตะวันวาดถูกถามไถ่เื่ชีวิตอย่างที่เขาชอบทำ ขณะที่เ้าตัวเริ่มรู้สึกแปลกประหลาดเล็กน้อยเมื่อสำนึกได้ว่าบุหลันรังสรรค์ ผู้ซึ่งเป็พี่สาวเธอได้เลิกกับภูธเรศเป็ที่เรียบร้อยแล้ว..
แล้วเธอมาที่นี่ในฐานะอะไร..
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าของตะวันวาดก็เปลี่ยนไป แม้ว่าจะมีเพียงภูจินดาที่สังเกตได้..
“เป็อะไรรึเปล่าตะวัน” หญิงสาวถามขึ้น ขณะที่ภูธเรศตอบคำถามเื่บริษัทกับผู้เป็พ่อ สลับกับแผนงานไตรมาสสุดท้าย
“หืม.. อ๋อ.. ไม่มีอะไรหรอก ตะวันแค่นึกถึงพี่บุหลันขึ้นมา” เธอตอบเสียงเบาลงเมื่อเอ่ยถึงพี่สาว พลางสายตาก็ระแวงมองไปทางภูธเรศ
“พี่ภูเป็ไงบ้างเหรอพี่จิน” เธอไม่วายถามต่อ.. เธอยุ่งกับงานใหม่ทั้งอาทิตย์ และไม่ได้คุยอะไรกับภูธเรศมากนัก
“ก็ดีขึ้น.. ล่ะมั้ง” ภูจินดาตอบ พลางเหล่สายตามองพี่ชายคนโต
“ทำงานทั้งวันทั้งคืน..” หญิงสาวเสริมต่อ
ตะวันวาดพยักหน้ารับรู้
“แล้วนี่เราไปงานแต่งพี่สาวเราหรือเปล่า” ภูจินดาถามต่อ.. คำถามที่ทำให้ตะวันวาดชะงักไปเล็กน้อย ภูจินดาจึงเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ทราบรายละเอียดใด ๆ เลย
“ทำหน้าแบบนี้ แปลว่าไม่รู้เื่ล่ะสิ” ภูจินดาเอ่ยต่อ ตะวันวาดหลบสายตาเธอ ขณะที่คนถามส่ายศีรษะน้อย ๆ ชีวิตที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของเธอทำให้เธอไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ในครอบครัวของตะวันวาดสักเท่าไหร่
“พี่สาวเธอนี่ก็แปลกคน.. แล้วแม่ตะวันก็ไม่บอกอะไรเลยเหรอ” ภูจินดาบ่น ขณะที่ตะวันวาดทำได้เพียงยิ้มแห้ง.. ไม่รู้จะอธิบายภูจินดาอย่างไร.. พี่สาวคงคิดว่ามารดาจะบอกเธอ ขณะที่มารดาของเธอก็คงไม่ออกหน้าชวนเพราะเกรงใจลูกสาวคนโต..
“งานแต่งพรุ่งนี้แล้วนะ..พี่ภูจะไปด้วย” ประโยคบอกเล่าของภูจินดาทำให้ตะวันวาดมองเธอตาโต
ภูจินดาพยักหน้าเป็เชิงยืนยัน
“ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องไป.. เ้าตัวก็ยืนยันจะไปให้ได้ ฉันก็เลยคิดว่าจะไปด้วย” เธอบอกต่อ ทำท่าครุ่นคิด
“นั่นสิ.. จะดีเหรอ” ตะวันวาดตอบพลางเห็นด้วย
“ตะวันไปด้วยกันสิ” ภูจินดาว่า พลางรีบคล้องมือเข้ากับแขนของตะวันวาดเป็เชิงบังคับ
หญิงสาวมองภูจินดาด้วยสีหน้าใเล็กน้อย
“ไม่ดีมั้งพี่จิน” เธอตอบ หลบสายตาภูจินดาอีกครั้ง
“เถอะน่า.. ยังไงก็พี่สาวเธอนะ” ภูจินดาตื๊อต่อ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมีแนวโน้มที่จะตกลง.. ตะวันวาดไม่ตอบอะไร ลอบมองไปยังภูธเรศที่เหมือนจะคุยกับชาตรีจบแล้ว
“ทำไมอยู่ ๆ มองพี่พร้อมกันทั้งคู่” เสียงทุ้มถาม พร้อมคิ้วที่โก่งขึ้น
“พรุ่งนี้ตะวันไปด้วย” ภูจินดารีบบอก ทำให้ตะวันวาดปฏิเสธไม่ทัน
ภูธเรศไม่กล่าวอะไร ทำเพียงมองน้องสาวแท้ ๆ และน้องสาวต่างสายเืสลับไปมา ชาตรีมองเด็กทั้งสามคนอย่างครุ่นคิด ก่อนจะถูกตะวันวาดดึงความสนใจกลับไป
“พี่ภู.. คิดดีแล้วเหรอคะ” ตะวันวาดเอ่ยถามภูธเรศด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“พี่อยากเห็นกับตา” ชายหนุ่มตอบทันทีอย่างไม่รั้งรอ ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหาร
“ผมกลับขึ้นห้องก่อนนะครับ” ภูธเรศหันกลับไปบอกบิดา ก่อนจะมองหญิงสาวอีกสองคนบนโต๊ะ
“เจอกันพรุ่งนี้นะ”
ว่าแล้วร่างสูงก็เดินฉับ ๆ ออกไปโดยไม่รอฟังเสียงเรียกใด ๆ ทั้งสิ้น..
ตะวันวาดกลับออกมาจากบ้านภูธเรศสักพักแล้ว.. ั์ตากลมก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลา 2 ทุ่มครึ่ง ก่อนจะเงยมองประตูใหญ่ของโรงแรมชื่อดังในกลางกรุงเทพฯ ที่ห่างจากเธอไปเพียงฟากถนน..
ตะวันวาดััได้ถึงเสียงเต้นของหัวใจที่ดังตุบตุบ ร่างเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเดินตรงดิ่งเข้าไปในโรงแรม..
ร่างบางกดลิฟต์ไปชั้นบนสุดของโรงแรม.. หัวใจของเธอดูจะเต้นโครมครามหนักกว่าเก่า.. เสียงลิฟต์ดีดดังบอกให้รู้ว่าเธอมาถึงชั้นที่้าแล้ว.. ขาเรียวเล็กก้าวออกจากประตูลิฟต์ที่เปิดขึ้นทันที.. ตะวันวาดกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ขณะที่พนักงานคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเธอ..
“ขอโทษนะคะ.. วันนี้ Rotftop ปิดค่ะ” เธอกล่าว ตะวันวาดพยักหน้ารับอย่างงุนงง พลางนึกถึงข้อความที่ทำให้เธอเดินทางมาถึงที่นี่..
‘กินข้าวกันมั้ย? 2 ทุ่มครึ่ง 128 Bar ชั้น Rotftop โรงแรม x พี่รอนะ’