ตอนที่ 19: ร่องรอยสีมฤตยู และศิลาสลายปราณรสเลิศ
กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นเถ้าถ่านจากกองไฟที่มอดดับ ลอยอวลอยู่เหนือลานดินที่เคยเป็ค่ายการค้าสาขารองของตระกูลมู่ ซากปรักหักพังของโกดังเก็บสินค้าและเศษซากของค่ายกลสลายปราณที่แตกละเอียด กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ภายใต้ เงา ของเมฆครึ้มที่เคลื่อนตัวมาบดบังแสงอาทิตย์ยามสาย บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความเงียบสงัดอันน่าขนลุก มีเพียงเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของ 'มู่เฉิง' ผู้ดูแลค่ายที่เพิ่งรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด
จ้าวหานยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง ั์ตาสีม่วงจางๆ ของเขากำลังประมวลผลภาพเบื้องหน้าผ่านการวิเคราะห์ของระบบควอนตัม เตาปฏิกรณ์ชีวภาพภายในจุดตันเถียนยังคงทำหน้าที่ส่งกระแสความร้อนหล่อเลี้ยง 'กายาเหล็กไหล' อย่างสม่ำเสมอ ิัสีดำมันวาวของเขาปราศจากรอยขีดข่วนใดๆ แม้เพิ่งจะผ่านการสังหารหมู่กลุ่มโจรเงี้ยวทมิฬมาเมื่อครู่
มู่รุ่ยเสวี่ยกำลังใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดคราบเืและป้อนโอสถสมานแผลให้กับท่านลุงของนาง ชายวัยกลางคนผู้ภักดีกระอักเืสีคล้ำออกมาเล็กน้อยก่อนที่สีหน้าจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ
"ท่านลุงมู่เฉิง... เกิดอะไรขึ้นที่นี่คะ?" มู่รุ่ยเสวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ค่ายสาขาของเราถูกปิดเป็ความลับ และการเดินทางของข้าก็มีเพียงคนระดับผู้าุโในตระกูลไม่กี่คนที่ล่วงรู้ เหตุใดโจรูเากลุ่มนี้จึงมาดักรอเราได้อย่างแม่นยำเช่นนี้?"
มู่เฉิงถอนหายใจยาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเ็ปและเคียดแค้น "คุณหนู... มีคนทรยศเรา พวกมันไม่ได้แค่ปล้นชิงสินค้า แต่มันจงใจมาที่นี่เพื่อดักจับท่าน ผู้นำของพวกมันข่มขู่ข้าว่า หากท่านตกอยู่ในมือพวกมัน ตระกูลมู่จะต้องยอมยกสัมปทานเหมืองแร่ปราณทั้งหมดเพื่อแลกกับชีวิตท่าน... และคนที่บอกเส้นทางนี้แก่พวกมัน จะต้องเป็หนึ่งในสามผู้าุโสูงสุดที่อยู่ในเมืองเมฆาครามอย่างแน่นอน"
มู่รุ่ยเสวี่ยกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางรู้ดีว่าการแย่งชิงอำนาจภายในสมาคมการค้าตระกูลมู่นั้นดุเดือดเพียงใด แต่ไม่คิดว่าจะมีใครกล้ายืมมือโจรชั่วมาลอบสังหารนางกลางป่าเช่นนี้
จ้าวหานเดินเข้ามาก้มลงหยิบเศษหินสีแดงหม่นชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น มันคือเศษซากของศิลาที่ใช้สร้างค่ายกลสลายปราณ เขาโยนมันเล่นในมือเบาๆ ััได้ถึงมวลความหนาแน่นที่น่าสนใจ
"ศูนย์... วิเคราะห์ส่วนประกอบของหินก้อนนี้ที" จ้าวหานเอ่ยในใจ
[กำลังวิเคราะห์โครงสร้างผลึก... เ้านายครับ หินพวกนี้มีส่วนประกอบของ 'ซิลิกอนคาร์ไบด์' (Silicon Carbide) และแร่ธาตุหายากที่สามารถดูดซับคลื่นความถี่ของพลังงานชีวภาพได้ มันถึงสามารถยับยั้งการเดินลมปราณของพวกจอมยุทธ์ได้ไงล่ะครับ... แต่สำหรับคุณที่ไม่ได้ใช้ปราณ มันก็แค่ก้อนหินที่แข็งกว่าปกตินิดหน่อย] เสียงของศูนย์รายงานเจื้อยแจ้ว [อ้อ! และที่น่าสนใจคือ มวลแร่ธาตุในหินพวกนี้มีประโยชน์ต่อการเสริมความเหนียวแน่นให้ข้อต่อเหล็กไหลของคุณมากเลยนะครับ สนใจรับประทานสักหน่อยไหม?]
จ้าวหานเลิกคิ้วเล็กน้อย "หินเนี่ยนะ? แกจะให้ฉันกินก้อนหินเนี่ยนะ?"
[คุณเป็เตาปฏิกรณ์เดินดินนะครับเ้านาย! คุณไม่ใช่คนปกติแล้ว การเคี้ยวหินที่มีแร่ธาตุบริสุทธิ์แบบนี้ มันก็เหมือนการเติม 'แคลเซียมเม็ด' ชั้นดีนั่นแหละ ลองดูสิครับ!]
ด้วยความที่ร่างกายของจ้าวหานมักจะเชื่อฟังความหิวโหยในระดับเซลล์ เขาจึงตัดสินใจยกเศษศิลาสีแดงหม่นก้อนนั้นขึ้นมาใกล้ปาก ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของมู่รุ่ยเสวี่ยและมู่เฉิง
กร้วม! กร๊อบๆๆ!
เสียงบดเคี้ยวของแข็งดังกังวานไปทั่วลานกว้าง ฟันที่ถูกยกระดับด้วยกายาเหล็กไหลของจ้าวหานสามารถบดหินค่ายกลระดับสูงให้แหลกละเอียดได้อย่างง่ายดายประดุจเคี้ยวถั่วลิสงคั่ว เขาเคี้ยวและกลืนมันลงไปหน้าตาเฉย เตาปฏิกรณ์ในท้องส่งเสียงครางหึ่งๆ ตอบรับมวลสารใหม่ทันที
"รสชาติจืดชืดไปหน่อย... แต่ก็กรุบกรอบดี" จ้าวหานพึมพำพลางปัดฝุ่นหินออกจากมือ
"คะ... คุณชายจ้าว! ท่านกินศิลาอาคมเข้าไปรึ!" มู่เฉิงร้องเสียงหลง เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ศิลาพวกนั้นแข็งแกร่งจนดาบฟันไม่เข้า แต่ชายหนุ่มชุดดำผู้นี้กลับเคี้ยวมันหน้าตาเฉย
"อย่าใส่ใจเลยท่านลุงมู่เฉิง" มู่รุ่ยเสวี่ยรีบอธิบายด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ นางเริ่มชินกับพฤติกรรมการกินที่ผิดมนุษย์มนาของจ้าวหานแล้ว "คุณชายจ้าวฝึกวิชากายาที่เป็เอกลักษณ์ ร่างกายของเขา้า... เอ่อ... แร่ธาตุที่หลากหลายน่ะค่ะ"
จ้าวหานไม่ได้สนใจท่าทีใของพวกเขา เขากวาดสายตามองไปที่รถม้าเสริมเหล็กกล้าที่จอดอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปตรวจสอบรอบๆ ล้อรถม้า ั์ตาสีม่วงของเขาสะท้อนภาพอนุภาคบางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
"ศูนย์... ข้าเห็นละอองเรืองแสงสีเขียวอ่อนติดอยู่ที่เพลาล้อด้านหลัง มันคืออะไร?"
[บิงโก! ผมกำลังจะบอกคุณพอดีเลยเ้านาย] ศูนย์ตอบกลับด้วยความกระตือรือร้น [มันคือ 'Isotopic Marker' แบบดั้งเดิม หรือถ้าเรียกตามภาษาโลกนี้ก็คือ 'ผงตามรอยิญญา' ครับ มันแผ่รังสีอินฟราเรดอ่อนๆ ออกมาเป็จังหวะ นี่แหละคือเหตุผลที่พวกโจรเงี้ยวทมิฬรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของพวกคุณ ไม่ใช่เพราะมีคนบอกทาง แต่เป็เพราะมีคนแอบป้ายผงนี่ไว้ที่รถม้าั้แ่ก่อนออกจากเมืองเมฆาครามแล้วล่ะครับ!]
จ้าวหานแสยะยิ้มเย็นเยียบ "แผนการสกปรกชะมัด... แม่นางมู่ ข้าเจอสาเหตุที่พวกมันตามเราเจอแล้ว"
มู่รุ่ยเสวี่ยและมู่เฉิงรีบเดินเข้ามาดู จ้าวหานชี้ให้เห็นคราบฝุ่นบางๆ ที่ติดอยู่บริเวณใต้ท้องรถม้า "มีคนจงใจป้ายผงตามรอยไว้ที่รถม้าของท่าน หากข้าเดาไม่ผิด ผู้ที่รับผิดชอบเื่การจัดเตรียมรถม้าในเมืองเมฆาครามนั่นแหละ คือหนอนบ่อนไส้ที่แท้จริง"
"เป็ไปไม่ได้... คนที่ดูแลเื่นี้คือ 'มู่ฉางหยวน' เขาเป็ญาติผู้พี่ของข้าที่เติบโตมาด้วยกัน" มู่รุ่ยเสวี่ยหน้าซีดเผือด ความจริงข้อนี้กรีดแทงจิตใจของนางอย่างรุนแรง
"ในโลกที่มีแต่อำนาจและเงินตรา คำว่าสายเืมักจะเป็สิ่งแรกที่ถูกทรยศเสมอ" จ้าวหานกล่าวเรียบๆ ก่อนจะใช้มีดสั้นขูดเอาเศษไม้ที่มีผงตามรอยติดอยู่ออกมา "ตอนนี้คำถามคือ... เราจะทำอย่างไรกับของเล่นชิ้นนี้ดี? หากเราเดินทางต่อ พวกที่อยู่เื้ัก็จะตามกลิ่นผงนี่มาเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น"
มู่เฉิงพิงกำแพงไม้ที่เหลืออยู่ครึ่งซีกพลางเสนอความเห็น "เราต้องทิ้งรถม้าคันนี้แล้วเดินทางเท้า หลบซ่อนเข้าไปใน เงา ของป่าทึบ ห่างออกไปทางทิศเหนือสิบลี้ มีน้ำตกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า 'ม่านวารีคลั่ง' เื้ัน้ำตกนั้นเป็ถ้ำลับที่สมาคมการค้าตระกูลมู่ใช้เก็บซ่อนสมบัติในยามฉุกเฉิน เราสามารถไปหลบซ่อนและตั้งหลักที่นั่นได้จนกว่ากำลังเสริมจากเมืองหลวงจะมาถึง"
"ทิ้งรถม้าไปก็สูญเปล่า..." จ้าวหานรำพึง ั์ตาของเขาประกายแสงแห่งความเ้าเล่ห์ขึ้นมา "ในเมื่อพวกมันชอบตามรอยนัก ทำไมเราไม่สร้างรอยเท้าปลอมให้พวกมันเดินตามไปลงนรกล่ะ?"
จ้าวหานเดินเข้าไปในป่าครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับหมูป่าอสูรระดับหนึ่งตัวขนาดเท่าลูกวัวที่ถูกเขาสยบด้วยการสับสันมือเข้าที่ท้ายทอยจนสลบเหมือด เขาจัดการนำเศษไม้ที่เปื้อนผงตามรอยิญญายัดใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วผูกติดไว้ที่หางของหมูป่าอสูรอย่างแ่า
"เมื่อมันตื่นขึ้น มันจะวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าฝั่งตรงข้ามกับน้ำตกม่านวารีคลั่ง" จ้าวหานอธิบายแผนการ "พวกนักฆ่าหรือผู้ตามล่าที่ไล่ตามผงนี่มา จะถูกหลอกให้ตามก้นหมูป่าเข้าไปในรังของสัตว์อสูรระดับสูง ส่วนพวกเราก็จะเดินทางเท้าไปยังถ้ำลับได้อย่างปลอดภัย... ถือเป็การซื้อเวลาให้ข้าได้ย่อยสลายศิลาพวกนี้ด้วย"
มู่รุ่ยเสวี่ยทึ่งในไหวพริบของเขา นางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว "เป็แผนที่ยอดเยี่ยมมากค่ะคุณชายจ้าว แต่การเดินทางเท้าเข้าไปในป่าลึกโดยไม่มีรถม้าคุ้มกัน เราอาจจะต้องเผชิญกับสัตว์อสูรที่ดุร้ายกว่าเดิม"
"ตราบใดที่พวกมันทำมาจากเืเนื้อและกระดูก... พวกมันก็เป็ได้แค่มื้อเย็นของข้าเท่านั้นแหละ" จ้าวหานตอบอย่างไม่ยี่หระ เขาหันไปโกยเศษศิลาอาคมสลายปราณใส่ย่ามจนเต็ม เพื่อเก็บไว้เป็สแน็คทานเล่นระหว่างทาง
เมื่อหมูป่าอสูรฟื้นขึ้นมาและวิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่าลึกตามแผน ขบวนเล็กๆ ที่ประกอบด้วยจ้าวหาน มู่รุ่ยเสวี่ย และมู่เฉิงที่าเ็ ก็เริ่มออกเดินทางเท้าฝ่าความชื้นและดงหนามมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ
ป่าดงดิบในหุบเขาสิบหมื่นดารายามบ่ายคล้อยนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ ต้นไม้โบราณบดบังแสงอาทิตย์จนพื้นที่เบื้องล่างตกอยู่ในความสลัว ทุกล่างฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนกองใบไม้แห้งชวนให้รู้สึกหวาดระแวง ทว่าการมีจ้าวหานเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าที่มั่นคงประดุจขุนเขาที่เคลื่อนที่ได้ กลับสร้างความอุ่นใจให้แก่มู่รุ่ยเสวี่ยอย่างประหลาด
ระหว่างทาง จ้าวหานหยิบเศษศิลาสีแดงขึ้นมาเคี้ยวเล่นเป็ระยะๆ เสียง 'กร๊อบแกร๊บ' ดังก้องเบาๆ ท่ามกลางความเงียบของป่า
[เ้านาย... ผมกำลังจัดระเบียบโครงสร้างโมเลกุลเหล็กไหลให้เข้าที่ แร่ธาตุจากศิลาพวกนี้ช่วยเพิ่มความต้านทานแรงกระแทกได้ถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ] ศูนย์คอยอัปเดตสถานะให้ฟังอย่างต่อเนื่อง [เตาปฏิกรณ์ของคุณตอนนี้สามารถชาร์จพลังงานสำหรับยิงระดับ 2 โหมดเจาะเกราะได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วด้วย เผื่อว่าเราจะไปเจอตัวอะไรแข็งๆ ในถ้ำลับนั่น]
'ขอบใจศูนย์ คอยเปิดเรดาร์สแกนพื้นที่รอบๆ ไว้ให้ดี ข้าสังหรณ์ใจว่าถ้ำลับที่มู่เฉิงพูดถึง อาจจะไม่ได้สงบสุขอย่างที่คิด' จ้าวหานกำชับในใจ
หลังจากเดินเท้าฝ่าป่ารกชัฏมาเกือบสองชั่วยาม เสียงกึกก้องของน้ำตกก็เริ่มดังแว่วมาให้ได้ยิน อากาศรอบด้านชื้นแฉะและเต็มไปด้วยละอองน้ำเย็นเฉียบ เมื่อพวกเขาฝ่าพุ่มไม้ทึบด่านสุดท้ายออกมา ภาพความยิ่งใหญ่ของ 'น้ำตกม่านวารีคลั่ง' ก็ปรากฏแก่สายตา
มวลน้ำมหาศาลตกลงมาจากหน้าผาสูงชันกว่าห้าสิบเมตร กระแทกกับแอ่งน้ำเบื้องล่างจนเกิดละอองน้ำสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เสียงของมันดังกังวานจนต้องะโคุยกัน ภายใต้ เงา ของหน้าผาหินที่ยื่นออกมารับน้ำตก มีรอยแยกขนาดใหญ่ซ่อนอยู่เื้ัม่านน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก นั่นคือทางเข้าสู่ถ้ำลับของตระกูลมู่
"นั่นไงครับคุณหนู!" มู่เฉิงชี้มือที่สั่นเทาไปยังรอยแยกนั้น "พวกเราปลอดภัยแล้ว เมื่อเข้าไปด้านใน จะมีกลไกศิลาที่ปิดกั้นทางเข้าอย่างแ่า ต่อให้เป็ระดับิญญาก่อกำเนิดก็พังเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ"
มู่รุ่ยเสวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางหันมายิ้มให้จ้าวหาน "เชิญทางนี้ค่ะคุณชายจ้าว คืนนี้เราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เสียที"
ทว่า จ้าวหานกลับยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ั์ตาสีม่วงของเขาจดจ้องทะลุผ่านม่านน้ำตกเข้าไปในความมืดมิดของปากถ้ำ คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย กายาเหล็กไหลของเขาส่งเสียงลั่น 'กรอบแกรบ' เบาๆ จากการเกร็งกล้ามเนื้อโดยสัญชาตญาณ
"ศูนย์..." จ้าวหานเรียกชื่อปืนมหาประลัยในใจ
[ตรวจพบแล้วครับเ้านาย... สัญญาณความร้อนขนาดใหญ่ระดับห้าดาว ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำ มวลกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของเป้าหมาย... ประเมินเบื้องต้นอยู่ในระดับ 'อสูรา' (Primordial Beast)!] ศูนย์รายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกผิดปกติ [มันกำลังจำศีลอยู่... แต่เสียงฝีเท้าของพวกเรากำลังจะปลุกมันให้ตื่น!]
จ้าวหานยกมือขึ้นขวางหน้ามู่รุ่ยเสวี่ยอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เยือกเย็นและดุดันประดุจนักล่าที่พร้อมกระโจนเข้าสู่สมรภูมิ
"อย่าเพิ่งเข้าไปแม่นางมู่..." จ้าวหานกล่าวเสียงต่ำแข่งกับเสียงน้ำตก "ถ้ำลับของท่าน... ดูเหมือนจะมีเ้าของบ้านคนใหม่ย้ายเข้าไปอยู่เสียแล้ว และมันน่าจะกำลังหิวจัดเสียด้วยสิ"
เื้ัม่านวารีคลั่ง ภายในความมืดมิดที่ไม่อาจหยั่งถึง ดวงตาสีแดงก่ำคู่ั์เพิ่งจะเบิกกว้างขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามต่ำตรรกะก้องที่ทำให้หน้าผาหินเริ่มสั่นะเื บททดสอบที่แท้จริงของกายาเหล็กไหลกำลังรอคอยพวกเขาอยู่ในเงามืดแห่งนั้น!