ณ เมืองโคกูรยอ
ในขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ภายในตำหนักขององค์ชายสาม ประตูถูกผลักออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอก้าวเข้ามา
“องค์ชาย” สาวใช้แสดงความเคารพพร้อมขานเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว
“ออกไปให้หมด” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่ทรงพลัง ไม่มีการขึ้นเสียงหรือตะหวาดแต่อย่างใด
เสียงนี้ทำให้ในใจของหญิงสาวผู้สวมใส่ชุดฮันบกสีแดงสด ที่นั่งอยู่บนเตียง รู้สึกหวาดกลัวและว้าวุ่นใจมากกว่าเก่า เสียงของบุรุษผู้นี้ไร้ซึ่งความยินดี เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกไม่พึงพอใจอย่างมากกับการแต่งงานครั้งนี้
นางนั่งก้มหน้า จึงเห็นเพียงรองเท้าสีดำของบุรุษตรงหน้า มือที่กุมอยู่ของนางบีบกันแน่นยิ่งขึ้น
“เงยหน้าขึ้นมามองข้า จางจองอิม” เสียงออกคำสั่งนิ่งๆดังออกมาจากปากขององค์ชายวังยองกี และเหมือนมีรังสีความโกรธกริ้ว แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา
“เ้าค่ะ องค์ชาย” จางจองอิมตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา และสั่นเครือ
ทันใดนั้น มือขององค์ชายสามก็ยื่นออกไปบีบที่คางของจองอิม เขาเป็ทหารที่ออกรบทำศึกเป็เวลานาน พละกำลังของเขาจึงสร้างความเ็ปอย่างมากสำหรับสตรีที่แสนอ่อนแออย่างนาง
“เ้าคือความอัปยศของข้า นางคนอัปลักษณ์”
“เ้าไม่คู่ควรที่จะมาเป็ชายาของข้า เ้าเป็ได้แค่คนรับใช้ที่ต่ำต้อยเท่านั้น” เมื่อพูดจบ เขาก็ผลักจองอิมล้มลงไปบนพื้น ด้วยสีหน้ารังเกียจ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทันที ประตูที่เปิดออกถูกปิดลงด้วยแรงโทสะ จากนั้นความเงียบก็กลับมาปกคลุมห้องนี้อีกครั้ง
ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า นางกำลังรู้สึกหวาดกลัวและเสียใจเพียงใด นางไม่มีแรงแม้กระทั่งจะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นจึงทำได้เพียงนั่งอยู่ที่เดิม นางตอนนี้เปรียบเสมือนฝุ่นผงที่ไม่มีใคร้าและไม่มีคุณค่า สามารถส่งมอบจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้อย่างไร้ความหมาย หรือถูกใครจับโยนทิ้งที่ไหนก็ได้ราวกับขยะชิ้นหนึ่ง
---
จางจองอิม นางเติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลความเจริญ มีบิดาเป็บัณฑิตที่รักสันโดษ และมารดาผู้เป็หมอหญิง จิตใจดี และโอบอ้อมอารี ทั้งสามคนใช้ชีวิตอยู่กันแบบเรียบง่าย ตามประสาชาวบ้านทั่วไป
จางจองอิม นั้นเป็หญิงสาว ที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่นวลเนียน ดวงตาคมเรียวสีดำ เรือนผมยาวสยายสีดำขลับ แต่ที่แก้มด้านซ้ายนั้น กลับมีรอยแผลเป็ลากยาวจากปลายหางตาซ้ายมาจนถึงโหนกแก้มส่วนบน เป็รอยเห็นเด่นชัด แผลเป็นี้เกิดจากความซุกซนสมัยวัยเด็ก ที่เล่นกันจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น จนแก้มของนางถูกของมีคมบาดเข้า จึงกลายเป็แผลเป็จนถึงปัจจุบัน ทำให้เมื่อนางไปไหนมาไหน ผู้คนต่างมองด้วยสายตารังเกียจบ้าง สายตาสงสารบ้าง และต่างเรียกนางว่า "คุณหนูอัปลักษณ์"
บิดาของนางนั้นเป็ถึงลูกชายคนโตของตระกลูจาง ซึ่งเป็ตระกลูเสนาบดีเก่าแก่ของราชสำนัก ถึงแม้ว่านางจะเป็บุตรีที่กำเนิดจากลูกชายคนโตของตระกลูจาง ทว่าบิดาของนางกลับไม่เป็ที่รักใคร่ของท่านปู่และครอบครัว เพราะท่านพ่อไม่ชอบความวุ่นวายในวัง ้าใช้ชีวิตเรียบง่าย จึงไม่ยอมเป็ขุนนางรับใช้ราชสำนัก เลือกที่จะออกจากจวนเสนาบดีไปใช้ชีวิตนอกเมืองแทน และได้แต่งงานกับท่านแม่ซึ่งเป็หมอชาวบ้านจนๆ ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลได้
ท่านปู่จึงตัดขาดกับท่านพ่อของนางและทำทุกวิธีให้ท่านพ่อต้องลำบากและทุกข์ทรมาน ซึ่งตรงข้ามกับท่านย่า ที่ยังรัก ยังเป็ห่วงและคอยปกป้องท่านพ่อและนางเสมอ ท่านย่ากลัวว่าหากสิ้นท่านย่า ท่านพ่อและนางจะเดือดร้อน จึงได้ทำสัญญาแต่งงานนี้ขึ้นมา ซึ่งจักรพรรดิองค์ก่อนตกลง เพราะ้าตอบแทนบุณคุณท่านย่า เพื่อให้ครอบครัวของนางสามารถอยู่ต่อไปได้ นางจึงต้องยอมรับการแต่งงานที่ไร้สาระเช่นนี้ ทั้งที่ตัวนางเองไม่้า
จางจองอิม จึงถูกบังคับให้แต่งกับองค์รัชทายาท ตามคำสัญญาของจักรพรรดิองค์ก่อน ที่ให้ไว้กับท่านย่าของนาง ทว่าในคืนก่อนวันอภิเษกสมรส องค์รัชทายาทกลับมีประสงค์ยกเลิกงานอภิเษกสมรสกับนาง ไปแต่งกับคุณหนูจางฮีบิน และส่งมอบนางให้กับองค์ชายสาม ผู้เป็น้องชาย ทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ขบขัน และโจษจันของคนทั่วทั้งแผ่นดิน
คุณหนูจางฮีบิน ลูกสาวของท่านอา คุณหนูผู้อ่อนหวาน รูปโฉมงดงามได้ถูกเลือกให้แต่งเข้าไปในวังหลวง ในขณะที่นางกลายเป็หญิงสาวไร้ค่าที่องค์รัชทายาทไม่้า ซึ่งความผิดเดียวของนาง คือ เกิดมามีหน้าตาอัปลักษณ์ และแค่เพียงเพราะ องค์ชายวังยองกี ผู้เืเย็น ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมนั้น เป็ดั่งหนามยอกอกขององค์รัชทายาท องค์รัชทายาทจึง้าใช้นางในการสร้างความอัปยศให้แก่พระอนุชาของตน นางจึงพลอยติิดร่างแหได้รับความอัปยศในครั้งนี้ไปด้วย
---
ไม่นานนัก ประตูห้องหอก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง จองอิมที่กำลังนั่งนิ่งเพราะความรู้สึกเ็ปและด้านชาในหัวใจก็ค่อยๆ หันหน้าไปมองหญิงงามคนใหม่ที่ย่างก้าวเข้ามาในห้องหอ
“องค์ชายสามมีรับสั่งว่า ไม่ประสงค์ให้ พระ-ชา-ยา อยู่ที่นี่ เรือนสาวใช้เท่านั้น คือที่ที่เหมาะกับท่าน” หญิงสาวนางนั้นเอ่ยปากออกมาอย่างราบเรียบ ทว่าคำว่าพระชายาและสาวใช้นั้นกลับเน้นย้ำอย่างชัดเจน
“ พาพระชายาไปที่เรือนสาวใช้เดี๋ยวนี้” หญิงสาวนางนั้นหันไปพูดกับองครักษ์ทั้งสอง ที่ตามมา
จองอิมรู้ได้ในทันทีว่า นางไม่มีสิทธิ์พูดหรือร้องขออะไรทั้งนั้น เพื่อครอบครัวของนาง นางทำได้แค่อดทน
นางค่อยๆลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่รีบร้อน สีหน้าสงบนิ่ง และเดินตามบรรดาองครักษ์ไปเท่านั้น