ดินแดนเทียนหลิง...
โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ซึ่ง “เต๋า”คือแก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง
ณ แผ่นดินแห่งนี้ ผู้คนไม่เพียงแต่เกิดแก่ เจ็บ ตาย หากแต่ยังสามารถก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการฝึกตน ่ชิงวาสนากับ์หลอมรวมพลังปราณเข้าสู่ร่างกาย ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความเป็มนุษย์เพื่อแสวงหาชีวิตอันเป็นิรันดร์และพลังอำนาจที่สั่นะเืได้ทั้ง์และปฐี
ดินแดนแห่งนี้อำนาจถูกแบ่งออกเป็สามเสาหลัก นั่นคือ อาณาจักรมนุษย์ผู้ทะเยอทะยานสำนักเซียนผู้อยู่เหนือโลกิยะ และตระกูลโบราณผู้สืบสายเืแห่งทวยเทพ
ทว่า... สมดุลที่ค้ำยันโลกใบนี้ไว้ ช่างเปราะบางเหลือเกิน
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนยุคสมัยนั้นคือยุครุ่งเรืองขั้นสูงสุดของดินแดนเทียนหลิงยอดฝีมือระดับจักรพรรดิผู้เข้าใจกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินก็ยังมีให้เห็นเหล่าราชันผู้เป็ะท่องไปทั่วแดนดิน พลังเต๋าอุดมสมบูรณ์จนถึงขีดสุด
แต่แล้ววันหนึ่ง... ทุกอย่างก็พลันดับสูญ
ยอดฝีมือเ่าั้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนพลังเต๋าในโลกพลันเหือดแห้งไปกว่าเก้าส่วนทิ้งไว้เพียงปริศนาที่กัดกินใจผู้คนยุคหลังรุ่นแล้วรุ่นเล่า
เวลาผันผ่านไปเกือบเก้าพันปีแม้พลังเต๋าจะเริ่มฟื้นฟู แต่ก็ไม่อาจเทียบกับยุคโบราณได้อีก
จนกระทั่งหนึ่งพันปีก่อน หายนะที่แท้จริงจึงบังเกิดอีกครั้ง
าล้าง์ปะทุขึ้น!
เผ่ามารจากนอกโลกบุกรุกเข้ามาผ่านรอยแยกมิติ พวกมันทะเยอทะยานหวังจะเป็ใหญ่เหนือดินแดนเทียนหลิง สิ่งเดียวที่จะหยุดพวกมันได้ คือการร่วมมือกันระหว่างสามมหาอำนาจ
าครั้งนั้นแผ่ขยายไปทั่วทุกหัวระแหง ยอดฝีมือล้มตายดุจใบไม้ร่วงเต๋าสูงสุดแห่ง์แตกสลาย ผนึกที่ปกป้องโลกไว้ถูกทำลายล้าง
ในยามวิกฤต ตระกูลหลงสายเืั์ ได้นำ "คัมภีร์เต๋าแห่งต้นกำเนิด"สมบัติล้ำค่าที่สุดของตระกูลออกมาใช้ปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์และผนึกเหล่าจอมมารจากต่างโลกไว้ได้สำเร็จ
ายุติลงด้วยชัยชนะอันขมขื่นดินแดนเทียนหลิงรอดพ้น แต่ก็สูญเสียอย่างหนักหน่วง
และที่เ็ปยิ่งกว่าก็คือ
ตระกูลหลงพบว่า"คัมภีร์เต๋าแห่งต้นกำเนิด" ที่สูญเสียพลังไปเกือบหมดนั้น มีหน้าหนึ่งได้ขาดหายไป
หน้ากระดาษที่ว่ากันว่า บันทึก"หนทางสู่เต๋าแท้จริง" กุญแจดอกสุดท้ายที่จะไขไปสู่"ขั้นจักรพรรดิ" อันเป็ตำนาน... ได้หายสาบสูญไปในม่านหมอกแห่งา
หนึ่งพันปีผ่านไป...
เื่ราวแห่งยุคโบราณกลายเป็เพียงตำนานเล่าขานการ่ชิงอำนาจระหว่างอาณาจักร สำนัก และตระกูล ยังคงดำเนินต่อไปแต่ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ขั้นจักรพรรดิได้อีกเลย
กาลเวลาตัดผ่าน...จากศูนย์กลางแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่สู่ดินแดนห่างไกลทางทิศตะวันออกของดินแดนเทียนหลิง
อาณาจักรหลิงเทียน
ณ ที่แห่งนี้มีเมืองขนาดกลางเมืองหนึ่งตั้งอยู่อย่างสงบท่ามกลางหุบเขาและสายหมอก มีชื่อว่า เมืองหยุนเทียน
เมืองหยุนเทียนแม้จะมิใช่เมืองยุทธศาสตร์สำคัญแต่ก็มีความมั่งคั่งพอตัวจากการเป็จุดพักค้าขายสมุนไพรและแร่ธาตุที่หาได้จากป่าเขารอบนอกอำนาจภายในเมืองถูกคานกันโดยสี่ตระกูลใหญ่
ตระกูลหลิง ตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบันว่ากันว่าพวกเขามีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ "ตระกูลหลิง"แห่งราชวงศ์หลิงเทียน แม้จะเป็เพียงญาติห่าง ๆแต่ก็เพียงพอให้ตระกูลอื่นมิกล้าล่วงเกิน
ตระกูลหวังตระกูลนักรบที่เชี่ยวชาญการใช้ทวน มีโรงเตี๊ยมและสำนักคุ้มภัยที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเป็คู่แข่งโดยตรงกับตระกูลเจียง
ตระกูลเฉินตระกูลที่เชี่ยวชาญการค้าและข่าวกรอง วางตัวเป็กลางแต่ก็พร้อมจะเอนเอียงไปหาฝั่งที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด
และสุดท้าย...ตระกูลเจียง
ตระกูลเจียงในเมืองหยุนเทียนนี้เป็เพียงตระกูลสายรองที่แตกแขนงออกมาจากตระกูลเจียงสายหลักที่ยิ่งใหญ่กว่าในเมืองหลวงแม้ในอดีต ตระกูลเจียงเคยรุ่งเรืองและทัดเทียมกับตระกูลหลิงแต่ในยุคปัจจุบันกลับตกต่ำลงเรื่อย ๆ
และสาเหตุแห่งความตกต่ำนั้น...ส่วนหนึ่งกลับเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เคยเป็ความภาคภูมิใจที่สุดของตระกูล
ณลานฝึกฝนอันเงียบสงบในเขตเรือนพักสายรองของตระกูลเจียง
ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งสงบร่างกายผ่ายผอมราวกับกิ่งหลิวต้องลม เสื้อผ้าสีเทาเก่า ๆนั้นดูหลวมโพรกเมื่ออยู่บนร่างของเขาดวงตาของเขาเหม่อมองไปยังกองใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นเบื้องหน้า
ใบหน้าของเขาซีดเซียว ไร้สีเืฝาดแต่หากมองให้ดี จะเห็นว่าเค้าโครงเดิมนั้นงดงามหมดจด คิ้วคมดุจกระบี่ดวงตาเรียวยาวราวใบหลิว หากแววตาคู่นั้นไม่มืดมนและว่างเปล่าถึงเพียงนี้เขาคงเป็คุณชายผู้สง่างามคนหนึ่งเป็แน่
เขาก็คือ เจียงเฉิน
ในยามนี้เสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำกระซิบกระซาบดูแคลน ดังแว่วมาจากมุมหนึ่งของลานฝึก
"ดูนั่นสิ...อดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่งของพวกเรา"
"หึ อัจฉริยะ? ขยะต่างหาก! ยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นมาครึ่งชั่วยามแล้วพลังปราณสักกระผีกก็ไม่มี ข้าว่าเขาคงเสียสติไปแล้วกระมัง"
"ช่างน่าสมเพชนักจากเนภาสู่โคลนตมโดยแท้... คิดแล้วยังอดเสียดายไม่ได้ หากเขายังคงเป็อัจฉริยะป่านนี้ตระกูลเจียงของพวกเราคงไม่ถูกตระกูลหวังกดขี่เช่นนี้"
เจียงเฉินยังคงนิ่ง...ราวกับไม่ได้ยินเสียงใด ๆ
ในดินแดนเทียนหลิงแห่งนี้การฝึกตนเริ่มต้นที่ ขั้นหลอมกาย ซึ่งแบ่งออกเป็ 7 ขั้นย่อย ั้แ่หลอมิัไปจนถึงหลอมเส้นลมปราณเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับพลังปราณจากธรรมชาติ
สิบสองปีก่อน...
ในวันที่เจียงเฉินอายุครบสี่ขวบเขาได้แสดงพร์ที่สั่นะเืไปทั่วทั้งเมืองหยุนเทียน
เขาเริ่มการฝึกขั้นหลอมกายและใช้เวลาเพียงหนึ่งปี ทะลวงผ่าน 3 ขั้นย่อย!
เมื่ออายุหกขวบเขาบรรลุขั้นหลอมกายขั้นที่ 5 หลอมโลหิต!
เมื่ออายุแปดขวบเขาบรรลุขั้นหลอมกายขั้นที่ 6 หลอมอวัยวะภายใน!
และในวันที่เขาอายุครบสิบขวบพอดิบพอดี...เขาก็บรรลุ ขั้นหลอมกายขั้นที่ 7 สูงสุด!
ทั่วทั้งเมืองหยุนเทียนตกตะลึง!
อัจฉริยะ!นี่คืออัจฉริยะที่ร้อยปีมิอาจพบพาน!
ตระกูลเจียงสายรองเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่แม้แต่ตระกูลเจียงสายหลักในเมืองหลวงยังส่งคนมาแสดงความยินดี ผู้นำตระกูลหลิงซึ่งเป็ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในเมือง และเคยติดค้างบุญคุณช่วยชีวิตจากบิดาของเจียงเฉินที่หายสาบสูญไป...ได้เดินทางมาด้วยตนเอง พร้อมกับยื่นสัญญาหมั้นหมาย
เป็การหมั้นหมายระหว่าง"เจียงเฉิน" อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเจียง กับ "หลิงเยว่"คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลิงผู้ซึ่งในขณะนั้นก็เป็อัจฉริยะที่โดดเด่นไม่แพ้กัน
ในตอนนั้นมันคือการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดราวกับกิ่งทองใบหยกที่์ประทานให้
เจียงเฉินในวัยสิบขวบยืนอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต ได้รับการคาดหวังว่าจะเป็คนแรกในรอบห้าสิบปีของเมืองหยุนเทียนที่สามารถทะลวงเข้าสู่ ขั้นรวมปราณ ได้ก่อนอายุสิบสองปี
แต่แล้ว...โชคชะตาก็เล่นตลกได้อย่างโเี้ที่สุด
ในวันที่เขาพยายามทะลวงสู่ขั้นรวมปราณ...วันที่ทุกคนเฝ้ารอคอย
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็ถูกเปิดเผย
เจียงเฉินพบว่าตัวเขา ไม่มี "รากปราณ"
ร่างกายของเขาเปรียบดั่งตะแกรงที่รั่วซึมแม้เขาจะสามารถหลอมกายจนแข็งแกร่งถึงขีดสุดได้ด้วยสติปัญญาและความพยายามอันน่าทึ่งแต่เขากลับไม่สามารถ "กักเก็บ" พลังปราณจากธรรมชาติไว้ในร่างกายได้เลย
หากไร้รากปราณ ก็ไม่อาจสร้าง"ตันเถียน" ได้ หากไร้ตันเถียน ก็ไม่อาจเข้าสู่ขั้นรวมปราณได้ หากไม่อาจรวมปราณ...เส้นทางแห่งการฝึกตนของเขาก็ถือว่า...
จบสิ้นลงแล้ว
จากอัจฉริยะที่เจิดจรัสที่สุด...เขากลายเป็ "ขยะ" ที่ไร้ค่าที่สุดในพริบตา
นภา... ร่วงหล่นสู่โคลนตม
หกปีเต็ม...
บัดนี้เจียงเฉินอายุสิบหกปีแล้ว
ตลอดหกปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้ยอมจำนนต่อโชคชะตา บิดามารดาหายสาบสูญทิ้งไว้เพียงปู่ชราคนหนึ่งที่คอยดูแลเขาเขาไม่เชื่อว่า์จะไร้หนทางถึงเพียงนี้
เมื่อไร้รากปราณ เขาก็พยายามศึกษาทุกสิ่งเขาเปลี่ยนเส้นทาง หันไปทุ่มเทให้กับศาสตร์การแพทย์และวิชาหลอมโอสถเขาอ่านตำราทุกเล่มที่หาได้ในตระกูลเจียงพยายามทำความเข้าใจโครงสร้างร่างกายของตัวเอง รวมไปถึงเส้นลมปราณทุกสายอย่างถ่องแท้
เจียงเฉินคิดว่า... หากเข้าใจร่างกายดีพอเขาอาจจะ "สร้าง" รากปราณเทียมขึ้นมาได้!
เขาใช้ร่างกายของตนเองเป็หนูทดลองลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน...
จนกระทั่งหนึ่งปีก่อน...ความพยายามทั้งหมดของเขาก็จบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
การทดลองที่ผิดพลาดทำให้พลังเืลมในร่างกายของเขาปั่นป่วนเส้นลมปราณที่เคยแข็งแกร่งจากการหลอมกายขั้นที่ 7 พลันเหือดแห้งและตีบตัน
พลังทั้งหมดที่เขาสั่งสมมา...หายไปจนหมดสิ้น
เขาไม่เพียงแต่ไปต่อไม่ได้... แต่เขายังถอยหลังกลับมา
จากขั้นหลอมกายขั้นสูงสุด...เขากลับกลายเป็คนธรรมดา ไม่สิ... แม้แต่คนธรรมดาที่แข็งแรง เขาก็ยังสู้ไม่ได้
ณ วินาทีนั้นหัวใจของเจียงเฉินก็แตกสลายโดยสมบูรณ์
ความหวังสุดท้ายดับวูบลงแววตาที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและดื้อรั้น บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า
ในสายตาของคนในตระกูลเจียงเขาไม่เพียงแต่เป็ขยะ... แต่ยังเป็ "คนโง่" ที่ทำลายตัวเอง
มีเพียงปู่ของเขา ‘เจียงสยง’ ที่เป็ผู้าุโสามเท่านั้น ที่ยังคงเป็ห่วงคอยหายาบำรุงมาให้หลานชายที่ราวกับกลายเป็ศพเดินได้คนนี้
เสียงเยาะเย้ยยังคงดังต่อเนื่องแต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา หยุดทุกเสียงนินทาในลานฝึก
"เจียงเฉิน! เ้าขยะ!ยังมีหน้ามายืนขวางทางผู้อื่นอีก!"
เ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มร่างกำยำในชุดหรูหราของตระกูลเจียงสายหลักในเมืองนี้นามว่า "เจียงเหว่ย"ผู้ซึ่งในอดีตเคยเป็ได้แค่ลูกสมุนคอยวิ่งตามเจียงเฉินแต่บัดนี้กลับเป็ศิษย์ที่มีพร์คนหนึ่งในขั้นหลอมกายขั้นที่ 5
เจียงเหว่ยเดินเข้ามาด้วยท่าทางหยิ่งผยองมองเจียงเฉินด้วยสายตาสมเพชเวทนา
"พรุ่งนี้แล้วสินะ วันมงคลของเ้า" เจียงเหว่ยหัวเราะเสียงดัง
"ข้าล่ะอยากเห็นจริง ๆ ขยะอันดับหนึ่งของเมืองกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองอย่าง 'คุณหนูหลิงเยว่'!"
คำพูดนี้แทงใจดำทุกคน
ใช่แล้ว... สัญญาหมั้นหมายเมื่อหกปีก่อน
ในขณะที่เจียงเฉินตกต่ำลงหลิงเยว่กลับเจิดจรัสยิ่งขึ้น นางทะลวงสู่ขั้นรวมปราณได้ั้แ่อายุสิบสองและบัดนี้ในวัยสิบหกปี ว่ากันว่านางอยู่ขั้นรวมปราณขั้นกลางแล้วทั้งยังงดงามจนได้ชื่อว่าเป็สาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยุนเทียน
หงส์ฟ้า กับ คางคกในโคลนตม
"ตระกูลหลิงส่งเทียบเชิญมาแล้ว"เจียงเหว่ยยิ้มเหี้ยม "พวกเขาไม่ได้ยกเลิกการหมั้นหมาย ข้าล่ะสงสัยจริง ๆว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่... "
"ข้าได้ยินมาว่าเ้าสาวจะไม่มาที่ตระกูลเจียง แต่เป็เ้า... เ้าบ่าว... ที่ต้องไป 'เข้าพิธี' ที่ตระกูลหลิงแทน! ฮ่าฮ่าฮ่า!นี่มันไม่ใช่การแต่งงาน นี่มันการแต่ง 'เข้าบ้าน' ผู้หญิงชัด ๆ น่าอัปยศสิ้นดี!"
เจียงเฉินค่อย ๆ หันหน้ามาแววตาที่ว่างเปล่าของเขาสบเข้ากับสายตาเย้ยหยันของเจียงเหว่ย
เขาไม่ได้โกรธ ไม่มีความเ็ป ในดวงตาคู่นั้น...มันคือความมืดมน ที่ไร้จุดสิ้นสุด
ทว่า... ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
พรุ่งนี้ คือวันที่เขาจะแต่งงานออกไป
คือวันที่เขาอาจจะต้องเผชิญกับความอัปยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
แต่แล้วจะอย่างไรล่ะ...
เขาหันหลังเดินกลับไปยังที่พักของตนเองเงียบ ๆ ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยข้างหลัง