เมื่อเหมยเซียวเหรินเข้าสู่ประตูเมือง มือปราบก็กลับมารายงานข่าวการกลับมาของใต้เท้า เยี่ยจือไปรอที่ประตูพร้อมกับผู้อื่น แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นกลุ่มคนที่มา
ด้านหลังใต้เท้ามีชายแปลกหน้าสองคนขี่ม้าตามมา บนม้าของพวกเขายังมีชายอีกสองคนมาด้วย
เยี่ยจือมึนงง ก้าวไปข้างหน้าถามว่า “ใต้เท้า พวกเขาเป็ใครหรือ”
“อย่าเพิ่งถามอะไรมาก พาคนบนม้าเข้าไปก่อน เรียกหมอมาด้วย” เหมยเซียวเหรินลงจากม้าอย่างรีบร้อน
เยี่ยจือเรียกมือปราบไปแบกพวกเขา รอกระทั่งเขาเห็นใบหน้าที่แท้จริงของคนทั้งสอง ก็ใขึ้นมาทันที “ใต้เท้า นี่ไม่ใช่…นี่ไม่ใช่เจียงรุ่ยรึ”
“ใช่แล้ว พวกเขาสองคนถูกต่อยตีเสียตาเขียว โชคดีสหายฉู่อวี้ผ่านมาช่วยไว้ พวกเขาถึงได้รอดชีวิตมาได้”
โจวหู่มองเห็นคนที่จมูกเขียวหน้าบวม อดยินดีมิได้ “เป็ผู้กล้าท่านใดผดุงคุณธรรมตามบัญชา์กัน ช่างสะใจข้านัก!” ทั้งยังพูดอย่างเสียดายว่า “ใต้เท้าสมควรห้ามคุณชายฉู่สิ จะไปช่วยคนพรรค์นี้ไว้ทำไมกัน สมควรถูกตีให้ตายไปซะ”
เหมยเซียวเหรินเดินทางมาเหนื่อยเสียเหงื่อเต็มหัว หยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อไปพูดไปว่า “พอได้แล้ว เขาตายไปก็ไม่ใช่ข่าวดี”
“เฮ้อ ใต้เท้าจิตใจดี ตอบแทนความชั่วด้วยความดี”
เยี่ยจือเดินไปข้างกายโจวหู่แล้วหัวเราะ “ใต้เท้าไม่ได้ตอบแทนความชั่วด้วยความดี แต่เป็การเลี่ยงปัญหาต่างหาก”
“เลี่ยงปัญหาเช่นนั้นรึ”
“เจียงรุ่ยได้รับาเ็ในพื้นที่ของใต้เท้า ไม่แน่ว่าจะซัดทอดว่าใต้เท้าเป็คนทำ แต่ใต้เท้าช่วยเขาในวันนี้ เขายังมีเหตุผลอะไรมาพูดว่าร้ายใต้เท้าได้อีก”
“ผู้ที่รู้ใจข้า ก็คือท่านเยี่ย”
เหมยเซียวเหรินตบลงไปที่หัวไหล่ของเยี่ยจือ แล้วเงยหน้ามองคนที่ช่วยเหลือสองคนนั้น บนเส้นทางไม่ว่านางจะชวนคุยเช่นไร ‘ท่อนไม้’ สองท่อนนี้ก็ไม่ส่งเสียงใด เมื่อถึงที่ว่าการก็ไม่ยอมลงจากม้า
เหมยเซียวเหรินเดินไปคำนับขอบคุณ “พี่ชายทั้งสอง เข้าไปนั่งด้านในดีหรือไม่”
ท่อนไม้ในที่สุดก็เปิดปาก พูดว่า “ข้ายังต้องกลับไปรายงานกับนายท่าน”
เหมยเซียวเหรินยังไม่ทันได้ชักชวนให้อยู่ต่อ สองคนนั้นก็หันหัวม้าจากไปเสียแล้ว
ในใจนางเกิดความมึนงง ฉู่อวี้ก็มิใช่คนเ็า แต่เหตุใดผู้ติดตามจึงเ็าเป็น้ำแข็งเช่นนี้ได้
กลับไปถึงเรือนหลังที่ว่าการอำเภอ เหมยเซียวเหรินให้คนจัดห้องพักสองห้องให้กับสองนายบ่าวเจียงรุ่ย เชิญหมอมารักษาอาการาเ็ให้พวกเขา
บ่าวติดตามที่ชื่อว่าอาชิ่งตื่นขึ้นมาก่อน มองเห็นเยี่ยจือที่ยืนอยู่ข้างเตียง ใเสียคางเกือบหลุด “ทำไมถึงเป็เ้าได้”
“หากไม่ได้ใต้เท้าของข้า เ้ากับนายของเ้าชีวิตนี้ก็มอดม้วยไปแล้ว”
อาชิ่งข่มกลั้นอาการเ็ป คลานลงมาจากเตียงช้าๆ ดึงเยี่ยจื่อมาถามอย่างร้อนรนว่า “คุณชายของข้าล่ะ คุณชายเขาเป็อย่างไรบ้าง”
เหมยเซียวเหรินเดินมาถึงหน้าประตูพอดี กอดอกพิงกับขอบประตู พูดเรียบๆ ว่า “เขาสบายดี หมอพูดว่าศีรษะเขาไม่ได้รับาเ็ แต่ว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังสลบไม่ฟื้น นับว่าแปลก”
“สลบยังไม่ฟื้นรึ”
เหมยเซียวเหรินพยักหน้า พูดอีกว่า “เ้าวางใจได้ เขาไม่ตายหรอก ในเมื่อสมองไม่ได้ป่วย จะช้าหรือเร็วก็ต้องฟื้นขึ้นมา”
“คุณชายของข้าเขา…เขามีาแเืไหลหรือไม่” อาชิ่งถามเสียงเบา
“มี ตอนที่ข้าพาเขากลับมา บนหน้าของเขามีเืกำเดาไหลอยู่สองสาย”
“เช่นนั้นก็ถูกแล้ว คุณชายของข้ากลัวเื”
เหมยเซียวเหรินแปลกใจ คนที่ถือดีขนาดนั้นที่แท้กลัวเืหรอกหรือ อดไม่ไหวที่จะเหยียดมุมปาก คิดถึงที่ฉู่อวี้พูดว่าเจียงรุ่ยขี้ขลาดตาขาว รู้สึกเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง
จวนเซียว ณ อำเภออวิ๋น
เหล่าคนคุ้มกันเรือนที่ได้รับาเ็ที่แขนขาเดินทุลักทุเลเข้ามา คุกเข่ารับโทษอยู่ตรงหน้าเ้านาย “พวกข้าน้อยจัดการเื่ไม่สำเร็จขอรับ”
“เหตุใดสภาพจึงเป็เช่นนี้ได้” ท่านพ่อเซียวขมวดคิ้ว
“พวกข้าน้อยพบสองนายบ่าวนั่น ทำตามที่นายท่านบอกให้สั่งสอนพวกเขาซักยก แต่กลับมีคนมายุ่งเื่ชาวบ้าน ทั้งยังนำผู้มีวรยุทธ์มาด้วย พวกข้าน้อยสู้ไม่ไหว…”
ท่านพ่อเซียวยกมือขึ้นมาลูบหน้าผาก วันนั้นบ่าวรับใช้มารายงานว่าบุตรสาวที่รักของเขาไล่คนสองคนออกไปจากจวน บุตรสาวที่รักของเขาเป็คนมีมนุษยสัมพันธ์ ถ้าหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ ย่อมไม่เสียมารยาทไล่คนออกไปเป็แน่
เขาสงสัยนัก จึงส่งคนไปติดตามสองคนนั้นก่อน วางแผนให้กลับมาแล้วค่อยถามหาสาเหตุ ใครจะไปรู้ว่าเ้าเด็กชั่วนั่นที่แท้เคยร้องเรียนบุตรสาวสุดที่รักของเขา หากเขาไม่ทำเพื่อบุตรสาวที่รัก ก็ไม่สมควรเป็บิดาของบุตรสาวแล้ว
คนคุ้มกันเรือนพูดว่าพวกเขาลงมือแล้ว จะอย่างไรก็ทำให้สองคนนั่นลำบากไม่น้อย นับว่าได้สั่งสอนให้แล้ว
ท่านพ่อเซียวเขียนจดหมายหนึ่งฉบับแนบกับเงินจำนวนหนึ่งส่งไปที่อำเภอชิวสุ่ย เพื่อปลอบประโลมความโกรธของบุตรสาว ทั้งยังขอร้องให้ฉู่จื่อเฟิงไปในตัว ที่จริงฉู่จื่อเฟิงถูกขังมาจะสิบวันแล้ว ตระกูลฉู่ร้อนใจจะเป็บ้าอยู่แล้ว
เงินสีขาวแวววับขนเข้าไปในคลังที่ว่าการอำเภอ ในที่สุดเหมยเซียวเหรินก็คลายใจลง ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการขุนนางมามาก เื่หยุมหยิมจุกจิกน่ารำคาญใจส่วนใหญ่ เมื่อมีเงิน ก็ประหยัดสมองไปได้มาก
นอกจากเงินแล้วเหมยเซียวเหรินยังได้รับจดหมายจากบิดาของนาง อ่านจดหมายจบ ในแววตาก็ปรากฏความทุกข์ใจขึ้นมา
นางเกือบจะถูกคนของบ้านตัวเองตีเสียแล้ว
ต้อง ‘ขอบคุณ’ ฝีมือการแต่งหน้าขั้นสูงของนาง คิ้วหนาตาโต กลางหัวคิ้วยังเพิ่มจุดไฝที่พอเหมาะพอเจาะ หากไม่ดูอย่างละเอียด นอกจากบิดาของนางแล้ว ยังจะมีใครดูออกอีกหรือ
ส่วนเื่ปล่อยฉู่จื่อเฟิงนั้น...
เหมยเซียวเหรินเก็บจดหมายเรียบร้อยก็ออกไปถามเยี่ยจือว่า “คนที่ถูกจับมาจากอำเภออวิ๋นหลายวันก่อนนำไปขังไว้ที่ใดรึ”
“ยังอยู่ในคุกขอรับ” เยี่ยจือคับข้องใจ “ในเมื่อคนผู้นั้นก่อเื่ เหตุใดใต้เท้าถึงบอกให้พัศดีดูแลเขาให้ดีล่ะ”
เหมยเซียวเหรินรู้ว่าบิดาของนางยังจดจำถึงบุญคุณของตระกูลฉู่ ดังนั้นนางจึงไม่สามารถเล่นสนุกเกินไปได้ เพื่อไม่ให้จิตใจของบิดาของนางเ็ป
นางอธิบายง่ายๆ ว่า “นั่นเป็คุณชายของตระกูลชั้นสูงในท้องถิ่น ก็คิดเสียว่าไว้หน้าตระกูลเขาหน่อยแล้วกัน”
ตอนที่เหมยเซียวเหรินไปถึงห้องขังก็เป็เวลาพระอาทิตย์ตก ฉู่จื่อเฟิงกำลังยกไก่ย่างมื้อค่ำของเขาขึ้นมากัดอย่างเอร็ดอร่อย
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด นางหมุนกายก่อนที่ฉู่จื่อเฟิงจะมองเห็นนาง ให้เขาเห็นเพียงด้านหลังในชุดขุนนาง
ฉู่จื่อเฟิงถูกขังมาเกือบจะสิบวันแล้ว ร้องะโว่า้าพบหัวหน้าอยู่ตลอด แต่พัศดีขี้บ่นเหล่านี้ไม่มีใครสักคนเป็หัวหน้า ครั้งนี้คิดว่าเ้านายตัวจริงคงมาแล้ว
เขารีบร้อนเกาะประตูห้องขัง “ใต้เท้าเหตุใดท่านต้องจับข้ามาด้วย”
“เหตุใดข้าถึงจับเ้ามาเช่นนั้นหรือ เ้าไม่เข้าใจหรือ”
“ไม่เข้าใจ”
เหมยเซียวเหรินพูดเรียบๆ ว่า “เ้ารวบรวมคนทำร้ายผู้อื่นที่อำเภออวิ๋น ยังต้องให้ข้าช่วยเ้าย้อนความทรงจำหรือไม่”
ฉู่จื่อเฟิงเมื่อได้ฟังก็หัวเราะออกมา “ใต้เท้า เื่นี้ล้วนเป็เื่ปกติธรรมดา แต่ไหนแต่ไรมาใต้เท้าเซี่ยก็ไม่สนใจ” เขาโบกมือ ท่าทางไม่ใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“อ้อ ที่แท้เ้ายังมีคดีติดตัว…” เหมยเซียวเหรินจงใจลากเสียงยาว คล้ายกับกระจ่างแจ้งในฉับพลัน
ฉู่จื่อเฟิงใเสียนิ่งอึ้งไป เดิมทีเขาคิดจะแก้ต่างให้ตนเอง เหตุใดจึงกลายเป็เพิ่มข้อหาให้ตนกัน
เหมยเซียวเหรินไขว้มือไว้ด้านหลัง ใช้น้ำเสียงคิดพิจารณากล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราก็จัดการตามกฎหมาย เ้ารวบรวมคนทำร้ายผู้อื่น ก็ขังไปหนึ่งปีก่อนละกัน”
“อ่า….” ฉู่จื่อเฟิงใบหน้าเหยเก “ไม่ได้นะใต้เท้า ข้ายังต้องรีบกลับบ้านไปแต่งภรรยา”
“แต่งกับใครรึ”
“เป็คุณหนูใหญ่ตระกูลเซียว เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ หากท่านปล่อยข้าออกไป รอข้าแต่งงานเสร็จแล้ว ข้าจะตอบแทนท่านงามๆ ท่านเสนอราคามาดีหรือไม่”
โจวหู่ด่าด้วยความโมโหว่า “ย่าเอ็งสิ เ้าแต่งกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียว แล้วใต้เท้าของพวกเราจะแต่งกับใครล่ะ”
“อะไรนะ” ฉู่จื่อเฟิงถูหูของตัวเอง กลัวว่าจะฟังผิดไป
“ขอเพียงเ้ายืนยันว่านับแต่นี้ไปจะไม่ไปพัวพันคุณหนูเซียวอีก ลงลายลักษณ์อักษรพูดว่าเ้ากับคุณหนูตระกูลเซียวไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันอีก ข้าก็จะปล่อยเ้าออกไป”
นาง้าลายลักษณ์อักษรแผ่นนั้นจริงๆ
สองปีแล้ว เื่ของนางกับฉู่จื่อเฟิงที่อำเภออวิ๋นยังไม่จบสิ้น เื่ซุบซิบในตลาดมักจะนำนางกับฉู่จื่อเฟิงมาผูกให้อยู่ด้วยกัน นางได้ยินก็หงุดหงิดนัก แต่นางเป็สตรี เื่แต่งงานไม่มีสิทธิตัดสินใจ จึงพูดอะไรไม่ได้ คิดอยากปิดปากชาวบ้านอำเภออวิ๋น ยังต้องให้ฉู่จื่อเฟิงแจกแจงให้กระจ่าง
อย่างไรก็ตามฉู่จื่อเฟิงกลับเปลี่ยนจากท่าทีน่าสงสารเมื่อครู่ เป็กล้าแกร่งเต็มเปี่ยมขึ้นมาทันที กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “นั่นคงจะเป็ไปไม่ได้ ข้ากับเสี่ยวเหมยเอ๋อร์รักใคร่กันมาั้แ่ยังเด็ก ข้าไม่แต่งกับนางไม่ได้!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306