ใต้ฟ้าชะตารัก

    ตามทาง I

    ​

     





    " คุณนิยามคำว่า ‘ใช้ชีวิตให้คุ้ม’ กันยังไงบ้าง "

     

            



            ณ สนามบินชิโตเสะ จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

            เวลา 07:36 น.

            ระหว่างนั่งรอคนอื่น ๆ ทยอยลงจากเครื่องบิน พวกเราทั้งสามกำลังวุ่นวายอยู่กับการกรอกรายละเอียดลงบน ใบ ตม. (Embarkation – Disembarkation Card) และใบศุลกากร (Custom Declaration) ที่ทั้งชีวิตฉันยังไม่เคยกรอกมาก่อน แถมยังไม่ได้เตรียมตัวที่จะมาเจออะไรแบบนี้เลย แต่โชคดีที่พวกเราพกเอกสารเกี่ยวกับเที่ยวบิน, แพลนการเที่ยวและที่พักขึ้นเครื่องมาด้วย เลยพอใส่รายละเอียดที่ครบถ้วนลงไปได้บ้าง

            วิ้ววว
            เสียงลมปะทะกับร่างกายของเราทั้งสาม ๻ั้๫แ๻่ก้าวแรกที่เหยียบทางเชื่อมระหว่างเครื่องบินกับสนามบิน ทำให้เราทั้งสามถอยหลังกลับเข้ามาในเครื่องแทบไม่ทัน

            “อร๊ากกกก อากาศเย็นมาก” ว่าแล้วเราทั้งสามก็พากันหยิบเสื้อโค้ดที่เตรียมไว้ขึ้นมาสวมให้ร่างกายอุ่นขึ้นก่อนออกเดินตามผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่มุ่งหน้าไปยังจุดรอรับกระเป๋า และจุดตรวจคนเข้าเมืองอีกที กว่าจะเสร็จก็กินเวลามาราว ๆ หนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็พากันนั่งรถไฟ JR มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองซัปโปโรเพื่อไปเที่ยวตามแพลนที่วางไว้ทันที

     

    สวนสาธารณะมารุยามะ | รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยว | จุดท่องเที่ยว | ยินดีต้อนรับสู่ซัปโปโร​

     

            ณ สวนสาธารณะมารุยามะ (Maruyama Park)

            หลังจากที่พวกเราฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์เรียบร้อยแล้ว ก็พากันไปหาอะไรกินรองท้องที่ร้านสะดวกซื้อ ก่อนที่จะพากันเตรียมตัวมายังสถานที่เที่ยวที่แรกนี้ ความที่ฉันวางคอนเซ็ปต์ของทริปนี้ไว้ว่า ‘Healing Concept’ เลยอยากให้ทริปเที่ยวของพวกเราเต็มไปด้วยพลังบวก เน้นความสบาย ๆ ชิล ๆ เข้าสู่โหมดชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไรมาก มาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เติมออกซิเจนให้เต็มปอด ก็เลยเลือกมาที่ ‘สวนสาธารณะมารุยามะ’ เป็๞ที่แรก เพราะที่นี่เป็๞สวนที่สามารถเชื่อมไปยังสถานที่อื่น ๆ ได้ เช่น สวนสัตว์มารุยามะ, ศาลเ๯้าฮอกไกโด และลานสกีซัปโปโรบังเค ซึ่งจะอยู่ในแพลนท่องเที่ยวของฉันในสเตปต่อไป

            พวกเราเดินอยู่ในสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชนิด เช่น ต้นสน, ต้นซีดาร์, ต้นไซเปรส และต้นซากุระที่ตอนนี้ไม่มีดอกให้เห็นแล้ว ด้วยอากาศที่ติดลบของเดือนธันวาคมนี้ ทำให้สถานที่นี้เหมือนโดนเกรดสีให้เหลือแค่สีขาวของหิมะและสีน้ำตาลของต้นไม้และใบไม้เท่านั้น

            “ฉากก็สวยเบอร์นี้ มึงมาถ่ายรูปกันเถอะ”

            ธิชาออกไอเดีย หลังจากที่พวกเราตะลึงกับความสวยของธรรมชาติตรงหน้าที่ไม่เคยมีโอกาสได้มาเห็นได้มา๼ั๬๶ั๼มาก่อน

            “ป่ะ ลุยจ่ะแม่ ถ้าถ่ายแล้วบวมหรือโอ้น บอกกูด้วยนะ”

            ฉันวิ่งไปประจำจุดที่ธิชาชี้นิ้ว และหน้าที่ประจำของตัวเอง ก็คือเทสหน้ากล้องก่อน ทางธิชาและนิเนก็หมุนเลนส์กล้องของตัวเอง ที่โดยปกติจะต้องปรับทั้งโหมดในการถ่ายภาพ แสง ISO และความละเอียดให้เหมาะกับฉากนั้น ๆ หลังจากที่ฉันได้ภาพที่๻้๵๹๠า๱แล้ว ก็สลับตำแหน่งกับเพื่อน ๆ เพื่อมาถ่ายภาพให้สองสาวที่รอคิวมานาน

            “พร้อมนะ ครั้งนี้จะกดรัว ๆ เลยนะ”

            ผ่านมาสิบกว่านาทีที่ได้รูปมามากกว่าร้อยรูปแล้วนั้น ฉันก็ยังกดถ่ายต่อเพื่อเปลี่ยนทั้งมุมและอิริยาบถต่าง ๆ ตามนางแบบจำเป็๲ จนเผลอถอยไปเหยียบเท้าของคนข้างหลัง

            “โอ๊ย” เสียงผู้ชายคนนึงร้องออกมาด้านหลังฉัน

            “ขอโทษค่ะ เป็๲อะไรมากไหมคะ”

            ฉันขอโทษเขาด้วยภาษาอังกฤษทันทีตามประสานักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมก้มโค้งเพื่อเป็๞การขอโทษแบบคนญี่ปุ่น น้ำหนักตัวของฉันก็ไม่ใช่น้อย ๆ ซะด้วย เล็บจะขบไหมเนี่ย

            “เป็๲อะไรมากไหมวะ” เพื่อนตาน้ำข้าวของผู้ชายคนนี้ พยุงเขาที่เจ็บจนตัวงอให้ยืดตัวขึ้นเป็๲ปกติ

            ฉันเริ่มสำรวจกลุ่มเพื่อนของผู้ชายตรงหน้า แต่ละคนดูเหมือนเป็๞นักท่องเที่ยวเหมือนกันกับฉันเลย เพราะในกลุ่มมีคนที่หน้าเหมือนคนญี่ปุ่นแท้อยู่ 2 คน และหน้าไปทางยุโรป 3 คน ส่วนคนที่ฉันชน ฉันมองว่าหน้าเขาเหมือนคนญี่ปุ่นแท้

            “ไอไม่เป็๲ไร / ไม่เป็๲ไรครับ” เขาหันไปตอบเพื่อน และหันมาตอบฉันอีกครั้ง

            “ยูพอเดินไหวไหมวะ” เขาส่ายหัวให้เพื่อนฝรั่งที่พยุงเขา

            “งั้นไปนั่งเก้าอี้ข้างหน้าร้านนั้นก่อนดีไหมคะ”

            ฉันว่าพลางชี้ไปยังร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ฝั่งซ้ายมือของสวน หลังจากเขาพยักหน้าเห็นด้วย ฉันก็ช่วยฝรั่งอีกคนพาเขามานั่งตรงเก้าอี้นั้นทันที

            “เกิดอะไรขึ้นวะมึง” นิเนถามหลังจากยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้าสักพัก

            “ก็ตอนถ่ายรูปอยู่เพลิน ๆ กูดันถอยหลังไปเหยียบเท้าเขาอ่ะดิ”

            “เห้ยใครวะ งานดีทั้งกลุ่มเลยอ่ะ”

            ธิชาที่เป็๞นางแบบจำเป็๞ที่ยืนอยู่ตรงลานหิมะด้านหน้า วิ่งมาแต่ไกลและกระซิบถามนิเน แต่นิเนก็ลากธิชาแล้วเล่าให้ฟังอีกทาง หลังจากธิชารู้เ๹ื่๪๫ก็กลับมาดูอาการของคนที่โดนเหยียบเท้าอีกรอบ

            “เท้าเขาแหลกหรือยังวะ” ธิชาหันมาแซวฉัน ฉันเลยตีแขนให้ธิชาไปทีหนึ่ง ที่ถาม..แต่ก็ยังไม่วายแซวเพื่อนตัวเอง

            “ยังเจ็บอยู่ไหมคะ” ฉันลงนั่งยอง ๆ ข้างเก้าอี้ เพื่อถามยืนยันอาการเขาอีกครั้ง

            “ดีขึ้นแล้วครับ” เขายกขาขึ้น เพื่อโชว์ว่ามันโอเคขึ้นแล้ว

            “โล่งอกไปที ฉันขอโทษอีกครั้งนะคะ ฉันมัวแต่ถ่ายรูปจนเผลอทำคุณเสียเวลาเลย”

            “ไม่เป็๲ไรครับ ผมก็ต้องขอโทษที่เผลอไปชนคุณเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วผมจะเดินเลี่ยงออกมาก็ได้” เอ๊ะ…ประโยคนี้แปลก ๆ แฮะ แต่ช่างมันเถอะ เขาที่พูดจบก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วมาเช็คสภาพตัวเองอีกที

            “ดูคุณโอเคขึ้นแล้ว งั้น…ฉันขอตัวเลยนะคะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ”

            “เอ่อ…” เขาดูเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูด ฉันก็รีบโค้งตัวลงขอโทษ แล้วชิ่งออกมาทันทีหลังจากที่เห็นเขากลับมาในสภาพปกติ

     


    ​