หน้าผากของซีนั่วเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ท่อนแขนที่ถือไม้คทาสั่นเทาเล็กน้อย ภายใต้ความช่วยเหลือของโม่จ้าน มังกรกึ่งมนุษย์พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรวบรวมธาตุลม ร่ายเวทเพิ่มระดับความเร็วของพวกตนจนถึงขีดสุด ทว่ายังคงไม่สามารถคลายความกังวลบนใบหน้าของพวกเขาได้
เหตุที่ให้จอมเวทธาตุดินดื่มยานอนหลับของเก๋อจือ เป็นเพราะกลัวว่ายาจะไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อีกฝ่ายอาจจะแอบก่อเรื่องหลังจากฟื้นขึ้นมาภายในตรอกขี้เถ้า แต่กระนั้นไม่ว่าจะพยายามระแวดระวังมากเพียงใด พวกตนก็ยังไม่สามารถป้องกันไม่ให้จิ้งจอกเฒ่าอย่างจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อทำอันใดกับร่างกายของอีกฝ่ายได้
อัญมณีระบุตำแหน่งเทียบเท่ากับเครื่องส่งสัญญาณ สามารถส่งข้อมูลตำแหน่งไปยังผู้รับได้อย่างเงียบเชียบ ลำดับขั้นตอนของการเรียกใช้พลังธาตุในการส่งข้อความของอัญมณีระบุตำแหน่งแต่ละชิ้นก็ยังต่างกันออกไป ไม่ต่างกับข้อความโทรเลขที่ถูกเข้ารหัส ผู้อื่นไม่อาจตรวจจับหรือถอดรหัสได้
เนื่องจากอัญมณีระบุตำแหน่งเรียกใช้และปล่อยพลังธาตุออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัมผัสกับร่างกายมนุษย์โดยตรงจึงเทียบเท่ากับการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยเวทมนตร์ แม้ว่าบางคนจะแข็งแกร่งพอที่จะทนความเจ็บปวดเช่นนั้นได้ กระนั้นยังคงมีรอยแผลเป็นมากมายบนร่างกายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเข้าสู่ตรอกขี้เถ้า ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีล้วนแต่ถูกขอให้เปลื้องผ้าเพื่อตรวจสอบอย่างระมัดระวัง แม้แต่เชลยก็ไม่มีข้อยกเว้น
เพียงแต่นึกมิถึงว่าจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อจะฉวยโอกาสยามที่อีกฝ่ายหมดสติยัดอัญมณีระบุตำแหน่งเข้าไปในตัวจอมเวทธาตุดิน...
ผลลัพธ์ที่ตามมามีสองประการ ความเป็นไปได้ประการแรกมีน้อยนัก นั่นคือจอมเวทธาตุดินเสียชีวิตอย่างช้าๆ ขณะสลบไสลจากการ ‘แผ่รังสี’ ออกมาเป็นเวลาหลายวัน เนื่องจากกระบวนการกินเวลามิน้อย ‘อาการบาดเจ็บภายใน’ ก็ยากตรวจพบเช่นกัน ทุกคนจะคิดว่าอาการสลบเกิดจากฤทธิ์ของยาเพียงเท่านั้น หากแต่อัญมณีระบุตำแหน่งยังคงทำงานอย่างรอบคอบ คอยส่งข้อมูลตำแหน่งไปรายงานศัตรูอยู่เรื่อยๆ
สถานการณ์ที่สองมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ จอมเวทธาตุดินรู้สึกตัวก่อนเวลาอันควรเพราะความเจ็บปวดที่มากเกินไป จากนั้นรอโอกาสที่จะหลบหนีออกจากคุก หากภารกิจของอีกฝ่ายขึ้นอยู่กับความแค้นทางกายหรือใจ มีแนวโน้มสูงที่จะทำลายโล่เวทมนตร์ และด้วยความเป็นเลิศทางศักยภาพ การทำลายโล่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานนัก สามารถทำให้ตรอกขี้เถ้ากลับไปเป็นเมืองเล็กธรรมดาได้โดยสมบูรณ์
ทั้งเจ้าเล่ห์และเหี้ยมโหด จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อสมแล้วที่เป็นผู้ควบคุมทั้งกิลด์ทหารรับจ้างและกิลด์นักรบไว้ในมือได้อย่างมั่นคง สามารถกดข่มกิลด์พันธมิตรอื่นๆ เอาไว้ได้...
เหล่าอัศวินรักษาการณ์กำลังรออยู่หน้ารั้วเหล็กที่ถูกทำลายอย่างเคร่งขรึม เมื่อเห็นร่างสองร่างลอยตัวอยู่ท่ามกลางอากาศและเริ่มประชิดเข้ามาเรื่อยๆ จึงยกอาวุธขึ้นทันที หลังสิ้นหนึ่งเสียงคำรามของซีนั่ว เขาก็พาโม่จ้านพุ่งเข้าไปด้านในทันที น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของมังกรกึ่งมนุษย์สามารถแยกแยะได้ง่ายอย่างยิ่ง เหล่าอัศวินรักษาการต่างพากันหลีกทางทันที
จะต้องรีบไปให้ทัน ต้องไปให้ทัน ให้ทันเท่านั้น...
โม่จ้านกัดฟันพลางเอ่ยพึมพำเบาๆ คนทั้งสองต่างห้อตะบึงวิ่งผ่านตรอกเล็กราวกับคนเสียสติ ตลอดทางชนต้นไม้ล้มเอียงไปไม่น้อย พุ่งตรงไปยังจัตุรัส
“....แฮก”
เมื่อเห็นอัศวินรักษาการณ์เข้าแถวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในจัตุรัส โม่จ้านกับซีนั่วต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมๆ กัน ในที่สุดหินก้อนใหญ่ภายในใจก็ได้ถูกวางลง ครั้นเห็นเสาหลักอย่างซีนั่วกลับมา สีหน้าตึงเครียดของอามู่พลันผ่อนคลาย ก้าวไปข้างหน้าเพื่อรายงานสถานการณ์ทันที
“นี่มันอันตรายเกินกว่าที่คาดนัก หากมิใช่เพราะเจ้าส่งคนมาชักนำข้าให้มายังจัตุรัส วงเวทย์คงจะถูกทำลายไปเสียแล้ว”
“...?? อันใดนะ วงเวทย์เกือบถูกทำลาย? ข้า(เจ้า)ส่งผู้ใดมา?”
ซีนั่วกับโม่จ้านมองหน้ากันด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปมองภูตความมืดด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ยามที่ข้าเดินตรวจตราอยู่ที่ตรอกฝั่งตะวันตก มีเงาร่างหนึ่งโฉบผ่านตรงหน้าข้าอย่างรวดเร็ว ข้าจึงรีบไล่ตามเขา นึกมิถึงว่าอีกฝ่ายจะมีความเร็วไม่ต่างกับข้า ตลอดทางพาข้ามายังจัตุรัส ยามข้าไล่ตามเขาไปถึงที่นั่นก็พบจอมเวทธาตุดินขาเป๋ผู้หนึ่งที่โค่นอัศวินรักษาการณ์ทั้งหมดลงและกำลังจะทำลายใจกลางของวงเวทย์โล่ป้องกัน”
อามู่ขมวดคิ้ว ชี้ไปยังศพคนผู้หนึ่งที่นอนอยู่กลางจัตุรัส
“ข้าจัดการกับเขาไปสองสามกระบวนท่าพลันเห็นตะเกียงเวททอแสงแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้านึกว่าเงาดำผู้นั้นเป็นของพวกเจ้า ตั้งใจมาแจ้งข่าวแก่ข้า จากนั้นก็ไปแจ้งแก่คนอื่นๆ”
“……………………”
ซีนั่วกับโม่จ้านหันมองหน้ากัน ไม่จำเป็นต้องถาม เพราะทั้งสองไม่ได้ทำเรื่องเช่นนี้แต่อย่างใด
ตามคำสั่งการของซีนั่ว อัศวินรักษาการณ์ที่แจ้งเหตุฉุกเฉินได้กลับเข้ามาในกองขบวนแล้ว เหล่าอัศวินที่เดิมทีร่วมป้องกันใจกลางวงเวทย์ล้วนแต่ถูกสังหารทั้งหมด จากคำกล่าวของอามู่ การเดินกะโผลกกะเผลกของจอมเวทธาตุดินผู้นั้นจะต้องเป็น ‘ผลงาน’ ของอัญมณีระบุตำแหน่งอย่างแน่นอน สอดคล้องกับสถานการณ์ที่สองที่คนทั้งสองคาดเดาไว้
เพียงแต่อัศวินรักษาการณ์ผู้นั้นไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับจอมเวท ระดับความเร็วก็ไม่มีทางสูสีกับอามู่เช่นกัน แท้จริงแล้วคือผู้ใดกันที่นำทางอามู่ไปยังจัตุรัส ขัดขวางไม่ให้วงเวทย์ถูกทำลายลง และทำให้ตรอกขี้เถ้าสามารถเสริมระดับการป้องกันได้อีกหนึ่งขั้น?
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนในตรอกขี้เถ้า หรือว่าหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเล็กโม่เจ๋อเอ่อร์ ล้วนแต่ไม่มีผู้ใดมีความสามารถเช่นนี้
ซีนั่วหนึ่งร้อยความคิดมิได้รับการคลี่คลาย โม่จ้านเองก็เช่นกัน ในขณะที่มังกรกึ่งมนุษย์กับอามู่ต่างสงสัยซึ่งกันและกัน โม่จ้านได้ดึงคัมภีร์เปลวเพลิงออกมาโดยไม่นึกยำเกรงสิ่งใด จัดการเผาร่างของจอมเวทธาตุดิน จากนั้นใช้เท้าบดขยี้อัญมณีระบุตำแหน่งภายในกองเถ้าถ่านจนละเอียด
โม่จ้านเงยหน้าขึ้น มองเก๋อเหลยเกอหลี่ที่กำลังหอบหายใจวิ่งจากหน้าตรอกไปทางจัตุรัสพลางโบกไม้โบกมือให้ซีนั่ว
“คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดแล้ว อย่างน้อยคนผู้นั้นก็ช่วยเราเอาไว้ กองทัพใหญ่ของกองทัพพันธมิตรอาจอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ พวกเราจำต้องเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญหน้ากับสงครามได้แล้ว”
“...นายท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ ท่าน...”
ซีนั่วอ้ำอึ้ง โม่จ้านโบกมือบอกว่าไม่เป็นปัญหาอันใด
“สหายของข้าพาเหล่าเด็กๆ เริ่มออกเดินทางแล้ว รอกระทั่งเตรียมการที่นี่เสร็จเรียบร้อยข้าก็จะไปหนุนพวกเขา”
“ประกาศฉุกเฉินถึงนักรบทุกคนถูกนำส่งโดยเจี๋ยหลัวเรียบร้อย ขาดเพียงการระดมพลในเผ่าเท่านั้น”
อามู่พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม สายตาแปรเปลี่ยนเป็นจับจ้องไปยังหีบในกล่องภายในมือของซีนั่ว ขอเพียงวางสิ่งที่เป็นตัวแทนของท่านราชาปีศาจลงกลางวงเวทย์โล่ป้องกัน พลังเวทจำนวนมากก็จะเอ่อล้นออกมา บรรดาเผ่าปีศาจจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังปลุกความฮึกเหิมนี้และกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
พลังเวทธาตุลมของมังกรกึ่งมนุษย์ส่งเก๋อเหลยเกอหลี่มายังข้างกายพวกตนไม่กี่คนภายในเวลาอันรวดเร็ว เด็กหนุ่มผมสีเทาอมน้ำเงินสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือก ส่งลูกกุญแจที่ล้วงออกมาเสียบเข้าในช่องกุญแจ จัดการเปิดหีบที่เต็มไปด้วยรูพรุนออก
สิ่งที่ถูกสายโซ่โลหะยึดไว้ก้นหีบอย่างหนาแน่น ปรากฏว่าคือกระดูกเขาหนาขนาดใหญ่ข้างหนึ่ง
เก๋อเหลยเกอหลี่ส่งนิ้วมือออกไปกดลงบนจุดเปิดกลไกตรงมุมหนึ่ง ตามด้วยเสียง ‘แกร๊ก’ ดังชัดเจน กระดูกเขาสมบูรณ์พลันแตกเป็นเสี่ยงๆ หล่นลงตามซอกมุมต่างๆ ภายในหีบ
“....เป็นไปมิได้!!! นี่มันเป็นไปมิได้!!”
นอกเสียจากโม่จ้าน ดวงตาของทุกคนเบิกโพลงและหลุดเสียงกรีดร้องออกมาทันใด เก๋อเหลยเกอหลี่สีหน้าซีดเซียว นิ้วมือสั่นเทายื่นไปยังเศษเขาชิ้นเล็ก หยิบหนึ่งในนั้นขึ้นมาวางกลางฝ่ามือ
“เพราะเหตุใดกัน...เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...ทั้งๆ ที่ยามบรรจุลงไปยังสมบูรณ์แบบแท้ๆ...”
โม่จ้านผงะ หวนนึกถึงการโจมตีรุนแรงและรอยยิ้มประสบความสำเร็จของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อในทันที --- แม้ว่าหัตถ์สลัวของตนจะกำบังพลานุภาพไปกว่าครึ่งแล้ว ทว่าถึงอย่างไรเขาภายในหีบก็ไม่อาจต้านทานผลกระทบของการโจมตีด้วยไพโรบลาสต์ขั้นสูงสุด ยังคงสะเทือนจนแตกละเอียดเสียแล้ว
สีหน้าของพวกเขาไม่กี่คนเปี่ยมด้วยความสิ้นหวัง ซีนั่วถึงกับสูญสิ้นเรี่ยวแรงบนมือจนทำหีบล้มลงเสียงดัง ‘เคร้ง’ โม่จ้านพลิกหีบกลับมาอย่างระมัดระวัง หยิบชิ้นส่วนของเขากระดูกขึ้นมาเพื่อลองสัมผัส
พลังเวทพลุ่งพล่านตอบสนองต่อสัมผัสของโม่จ้านทันที โม่จ้านมองไปทางซีนั่วที่ขบกรามแน่นด้วยความสงสัย
“....เอ่อ คือว่า พลังเวทที่อยู่ในนี้ก็ยังคงอยู่มิใช่หรือ?”
ซีนั่วส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด
“เขาขององค์ราชาปีศาจ มีเพียงยามอยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะมีพลังเวทเพียงพอต่อการเรียกระดมพล หากแต่ด้วยสภาพในยามนี้ พลังเวทคงลดน้อยลงเกินกว่าครึ่ง แม้จะเรียกรวมกำลังพลได้ แต่กระนั้นก็มิอาจมอบกำลังรบใดทั้งสิ้น...”