บทที่ 27 มหาเวทโลหิติญญา
ฟางเฉินมิได้รีบร้อนเปิดขวดหยกในทันที เขาโคจรพลังเร้นลับเข้าสำรวจเบื้องต้น จนััได้ถึงแรงสั่นไหวของหนอนอ้วนพีสีขาวนวลที่บรรจุอยู่ภายใน เมื่อแน่ใจแล้วเขาจึงเปิดจุกขวดเพื่อยลโฉมมัน
หนอนไหมตัวนี้มีขนาดอวบอัดกว่าตัวที่เขาเพิ่งชำระล้างออกจากร่างของธิดาเทพเซียวหลายเท่านัก คาดว่านี่คงจะเป็ ไหมแม่ ในบรรดาไหมคู่แม่ลูกเป็แน่
ฟางเฉินผนึกปราณเซียนไว้ที่ฝ่ามือแล้วสั่นะเืคราหนึ่ง ทั้งขวดหยกและไหมแม่ตัวนั้นก็แหลกสลายกลายเป็ผุยผงในพริบตาจากนั้นเขาจึงเปิดถุงหนังออกเพื่อตรวจสอบสมบัติที่อยู่ภายใน
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือหินสีขาวนวลขนาดเท่าหัวแม่มือสิบกว่าก้อน ภายในแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายพลังฟ้าดินอันเข้มข้น
"หินิญญา? ช่างเป็ของดีโดยแท้" ั์ตาของฟางเฉินสั่นไหวเล็กน้อย
ในคัมภีร์วิถีสามพันบทภาคปูพื้นฐาน เคยกล่าวไว้ว่า หินิญญาคือสิ่งจำเป็ในการบำเพ็ญเพียรของเหล่านักพรต มันช่วยเพิ่มความเร็วในการดูดซับปราณเซียนและเร่งเร้าปราณเซียนให้รุดหน้า นอกจากนี้ หินิญญายังเป็สกุลเงินหลักในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ทรัพย์สินเงินทองในโลกมนุษย์นั้นไร้ค่าในสายตาของเหล่านักพรต มีเพียงหินิญญาเท่านั้นที่เป็ของล้ำค่าอย่างแท้จริง ซึ่งหินทั้งสิบกว่าก้อนนี้มีลักษณะตรงตามคำบรรยายของ หินิญญาระดับล่าง ทุกประการ
นอกจากหินิญญาแล้ว ฟางเฉินยังพบตำราโบราณเล่มหนึ่ง บนหน้าปกจารึกอักษรสี่ตัวไว้อย่างเด่นชัดว่า มหาเวทโลหิติญญา!
"นี่คือวิชาที่มันฝึกฝนสินะ!" แววตาของฟางเฉินเคร่งขรึมลงถัดมาเขาพบป้ายคำสั่งที่มีลักษณะพิเศษ บนป้ายสลักอักษรไว้สามคำ หลงจี้ฝาง
“หลงจี้ฝาง? ดูท่าจะเป็ตลาดการค้าของเหล่านักพรต และยังมีป้ายอาญาสิทธิ์เฉพาะตัว บางทีอาจเป็ที่ชุมนุมของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร หรือไม่ก็อาจจะเป็ที่ตั้งของลัทธิโลหิติญญา” ฟางเฉินครุ่นคิดในใจแม้ตัวนักพรตเฒ่าจะดับสูญไปแล้ว แต่จากสิ่งของที่ทิ้งไว้ เขายังพอจะแกะรอยเบาะแสบางอย่างได้
ฟางเฉินเปิดพลิกตำรามหาเวทโลหิติญญาเพียงไม่กี่หน้า สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด วิชาบทนี้เห็นได้ชัดว่าเป็วิถีแห่ง มารนอกรีต
การจะก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวิชานี้ จำต้องสังเวยโลหิตบริสุทธิ์ของมนุษย์ถึงหนึ่งร้อยชุดเพื่อสร้างรากฐานเซียนโลหิติญญาภายในกาย!
เมื่อมีรากฐานเซียนนี้แล้ว จะสามารถสูบกลืนโลหิตมนุษย์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด และที่ร้ายกาจที่สุดคือ โลหิตของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นถือเป็โอสถทิพย์ชั้นเลิศของพวกมัน!
“ลัทธิโลหิติญญานี้มิใช่ฝ่ายธรรมะแน่แท้ พวกมันเป็ใครมาจากไหน เหตุใดจึงมีนักพรตจากลัทธินี้ซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวงแคว้นต้าเซี่ย” ประกายเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของฟางเฉิน
หากพิจารณาจากวิถีมารของลัทธินี้ นักพรตผู้นี้คงแฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงมานานปี และคงปลิดชีพผู้คนเพื่อสังเวยโลหิตไปไม่น้อย! ฟางเฉินมิอาจทนเห็นเื่อัปยศเช่นนี้เกิดขึ้นในแผ่นดินต้าเซี่ยได้
"ไปตามสวี่เกอมาพบข้า" ฟางเฉินออกคำสั่ง
ม้าเหล็กพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะปลีกตัวออกไป เขาััได้ว่าเื่นี้ไม่ธรรมดา เพราะคิ้วของฟางเฉินขมวดมุ่นไม่คลายปมเลยแม้แต่น้อย
เพียงครู่เดียว สวี่เกอก็เร่งรุดมาถึง เมื่อเห็นศพนักพรตบนพื้น เขาก็มีสีหน้าตื่นตระหนก
"ท่านชาย คนผู้นี้คือ...?" สวี่เกอถามด้วยความสงสัย
"จดจำใบหน้าของมันไว้ แล้วกระจายข่าวออกไป ข้า้าให้หน่วยเงาทุกนายเคลื่อนไหว สืบหาตัวตนของนักพรตผู้นี้ในเมืองหลวงให้จงได้" ฟางเฉินกำชับ
สวี่เกอรับคำทันที "ท่านชายโปรดวางใจ ข้าจะจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อยที่สุด"
หลังจากม้าเหล็กจัดการเก็บกวาดซากศพ ฟางเฉินก็กลับเข้าห้องพักไปนั่งพินิจหินิญญาในมือ เพียงชั่วอึดใจ เขาก็ถอดจิตออกจากร่างอีกครั้ง ล่องลอยขึ้นสู่เบื้องบนเพื่อกวาดตาดูเมืองหลวงในยามราตรี
นอกจากแม่น้ำต้าเซี่ยและเขตพระราชวังที่ยังมีแสงโคมรำไร สถานที่ที่เหลือล้วนถูกม่านราตรีอันมืดมิดเข้าปกคลุม
ฟางเฉินกวาดสายตาไปทั่วทุกตารางนิ้วเพื่อหาเบาะแสที่ซ่อนอยู่ แต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จนกระทั่งดวงจิตของเขาล่องลอยมาถึงเหนือเขตพระราชวังหลวง
ในตอนนั้นเอง ความรู้สึกพิเศษประการหนึ่งพลันแล่นเข้าสู่ใจ ราวกับมีบางสิ่งแผ่กลิ่นอายอันตรายออกมาอย่างเจือจาง แต่ฟางเฉินกลับไม่อาจระบุต้นตอของมันได้
เขารู้สึกเพียงราง ๆ ว่า มีบางอย่างแฝงตัวอยู่ในวังหลวง!
ฟางเฉินเรียกจิตคืนสู่ร่าง ั์ตาจับจ้องไปยังทิศทางของวังหลวงด้วยความกังวล "ในวังหลวง... เห็นทีจะมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่จริง ๆ"
หากเป็นักพรตจากลัทธิโลหิติญญาที่ซ่อนตัวอยู่ในวัง เื่นี้จะกลายเป็ปัญหาร้ายแรงระดับแผ่นดินทันที
ฟางเฉินใคร่ครวญอย่างรอบคอบ เขาตัดสินใจที่จะไม่ตีหญ้าให้งูตื่น แต่จะค่อย ๆ สืบหาความจริงอย่างใจเย็น ลำพังปราณเซียนของเขาในยามนี้ซึ่งอยู่ที่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสอง แม้จะพอเขียนยันต์อัสนีม่วงได้บ้าง แต่คงยากจะต่อกรกับลัทธิทั้งสำนัก
“ตลอดห้าปีมานี้ ข้าไม่เคยััถึงสิ่งนี้ได้เลย ดูท่าการบำเพ็ญเพียรจะทำให้ดวงจิตของข้าเปลี่ยนแปลงไป” ฟางเฉินรำพึงกับตนเอง
เขาไม่เชื่อว่าเป็เื่บังเอิญ เหตุใดห้าปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกถึงอันตรายในวังหลวง แต่กลับมาััได้ในยามนี้? ความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวคือเื่นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นสอง
---
เมื่อแสงทองแห่งรุ่งอรุณอาบไล้แผ่นดิน
ฟางเฉินก้าวเท้าเข้าไปในห้องของธิดาเทพเซียว เห็นนางแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวเสียงเรียบ "ประเดี๋ยวข้าจะจัดรถม้าของตระกูลฟาง ไปส่งเ้าออกนอกเมืองหลวง"
"ข้าบอกแล้วไง ตราบใดที่เื่ยังไม่กระจ่าง ข้าจะไม่ไปไหนทั้งสิ้น" ธิดาเทพเซียวกล่าวอย่างดื้อรั้น
"นักพรตผู้นั้นยังมีพรรคพวก หากพวกมันรู้ว่าเ้าอยู่ที่นี่ เ้าคิดว่าเ้าจะมีชีวิตรอดออกไปได้หรือ?" ฟางเฉินแค่นยิ้มเ็า "อีกอย่าง ด้วยฝีมืออันน้อยนิดของเ้า ต่อให้พบร่องรอยอะไรเข้า ก็ไม่มีปัญญาจัดการได้หรอก"
"ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีความสัมพันธ์อันดีกับองค์ชายสาม ซึ่งขณะนี้ทรงเป็ตัวประกันอยู่ที่แคว้นชิงซง พวกเ้าคงไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วสินะ?" ั์ตาของธิดาเทพเซียวสั่นไหวเล็กน้อยขณะกล่าว
ฟางเฉินแค่นเสียงเหยียดหยาม "เ้าคิดจะใช้เขามาข่มขู่ข้าหรือ?"
"มิใช่ข่มขู่ แต่จงตรองดูให้ดี เ้าสังหารยอดฝีมือแคว้นชิงซงไปมากมาย หากทางนั้นรู้เข้า พวกเขาจะปฏิบัติต่อตัวประกันแคว้นต้าเซี่ยอย่างไร? แต่หากข้ายังอยู่ในมือเ้า ด้วยเหตุผลนี้ อย่างน้อยบิดาของข้าก็จะออกหน้าคุ้มครองไม่ให้องค์ชายสามต้องรับอันตราย" ธิดาเทพเซียวกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด
เหตุผลที่นางอยากรั้งอยู่ในเมืองหลวง มิใช่เพียงเพื่อสืบเบาะแสนักพรตเท่านั้น แต่เมื่อเช้านี้นางนึกถึงตำนานบทหนึ่งขึ้นมาได้
ตำนานที่ว่า ในอาณาจักรที่แข็งแกร่งกว่านี้ มีระบบพลังที่เหนือล้ำกว่าเหล่ายอดฝีมือบู๊มากมายนัก และเมื่อคืนนี้ นางมั่นใจว่านางได้เผชิญกับ พลังแห่งตำนาน นั้นเข้าแล้ว!
“การที่ฟางเฉินฟื้นฟูวรยุทธ์ขึ้นมาได้กะทันหัน คงต้องเกี่ยวข้องกับเื่นี้แน่” หัวใจของธิดาเทพเซียวเต้นระรัวด้วยความโลภ
หากนางสามารถพลังระดับนั้นได้ นับเป็โชคลาภมหาศาลของแคว้นชิงซง การจะเลื่อนระดับขึ้นสู่อาณาจักรระดับแปดคงอยู่แค่เอื้อม!
"ธิดาเทพเซียว... เ้าลองคิดดูสิ หากเ้าตายไป องค์ชายสามก็ย่อมต้องถูกปะาตามไปด้วยใช่หรือไม่?" ฟางเฉินเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมา
สีหน้าของธิดาเทพเซียวแปรเปลี่ยนเป็หวาดระแวงทันที "ฟางเฉิน เ้าอย่าได้วู่วาม..."
"ตอบข้ามา" ฟางเฉินมองลึกเข้าไปในดวงตานาง
"ถูกต้อง! หากข้าเป็อะไรไป ตัวประกันของเ้าไม่มีทางรอดแน่!" นางตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"นั่นไงเล่า... แล้วในเมืองหลวงแห่งนี้ ใครกันที่ปรารถนาให้องค์ชายสามสิ้นพระชนม์มากที่สุด?" ฟางเฉินยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
"เ้าจะบอกว่า... นักพรตผู้นั้นเป็คนขององค์รัชทายาทงั้นหรือ? เขาส่งคนมาฆ่าข้า เพียงเพื่อบีบให้แคว้นชิงซงปะาตัวประกันของพวกเ้า?" ธิดาเทพเซียวตื่นตระหนก
เห็นได้ชัดว่านางรู้จักสถานการณ์ในต้าเซี่ยดีพอสมควร โดยเฉพาะเื่ราวขัดแย้งระหว่างองค์รัชทายาทและองค์ชายสาม
"มันก็แค่การคาดคะเน แต่เ้าไม่คิดว่ามันสมเหตุสมผลหรือ? ทันทีที่รัชทายาทรู้ว่าข้าฟื้นฟูปราณเซียน เขาก็ส่งคนมาสังหารเ้าทันที ไม่ใช่เพราะกลัวว่าข้าจะไปแคว้นชิงซงเพื่อรับตัวองค์ชายสามกลับมาหรอกหรือ?" ฟางเฉินยิ้มบาง ๆ "ข้านึกออกแล้วว่าเคยเห็นนักพรตผู้นั้นที่ไหน"
"ดูท่า... แคว้นต้าเซี่ยของพวกเ้า จะมิได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นเสียแล้ว..." สีหน้าของธิดาเทพเซียวเคร่งเครียดลงทันตา หากแคว้นต้าเซี่ยมีขุมกำลังลึกลับเช่นนี้อยู่จริง เหตุใดเมื่อครั้งศึกที่เขาสามภพจึงพ่ายแพ้อย่างยับเยิน? ความรู้สึกไม่มั่นคงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนางเสียแล้ว