ฉีหลินยืนงงงันอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้ก่อนจะหมดสติไป คือตนถูกดาบของเหลียงซื่ออี้ ทว่าเมื่อฟื้นคืนสติมากลับพบว่าตนนั้นยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานี้
เด็กหนุ่มกวาดสายตาสำรวจจนทั่วก็พบว่าเบื้องหน้านั้นเป็ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เป็เนินสูงๆต่ำๆสลับกันไปจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งยังมีไอปราณหนาแน่นกว่าเมืองป๋อหยุนหลายร้อยหลายพันเท่า ครั้นพอหันกลับมาก็ต้องตกตะลึงเป็ที่สุด เมื่อเห็นว่าไม่ห่างออกไปนักเป็เกาะศิลาขนาดใหญ่ล่องลอยอยู่เหนือพื้นหลายลี้ บนเกาะเป็วิหารหลังหนึ่ง สร้างจากไม้สีน้ำตาลแก่ดูแวววาว ที่ด้านหน้าเป็ซุ้มประตูหยกสีขาวอมม่วงขนาดใหญ่ มีตัวอักษรสีเงินสลักอยู่บนซุ้มประตูนั้นว่า “ตำหนักา” และมีบันไดทอดยาวลงมาจนถึงพื้น
จากเกาะลอยขนาดใหญ่นั้น รอบๆเองก็ปรากฏเกาะลอยขนาดย่อมอีกห้าเกาะลอยอยู่ไม่ห่างกัน แต่ละเกาะต่างก็มีวิหารขนาดเล็กตั้งอยู่ ต่างส่องประกายแสงสีสันต่างๆเป็ระยะ
ฉีหลินเหม่อมองเกาะลอยตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์เคลิบเคลิ้มไปโดยไม่รู้ตัว สองขาของเขาก้าวเดินไปจนกระทั่งเหยียบย่างลงบนบันไดขั้นแรก
เพียงพริบตาที่เท้าของเขาัักับบันได ในมโนทัศน์ของเขาพลันปรากฏภาพของบุรุษร่างกายสูงใหญ่ราวกับขุนเขาสองคนกำลังต่อสู้กัน คนหนึ่งร่างกายลุกโชติ่เป็เปลวไฟสีแดงร้อนแรง ขณะที่อีกคนหนึ่งก็โปร่งใสและดูลื่นไหลราวกับสายน้ำ
ในภาพนั้น แผ่นดินสะท้านะเืไปทั่ว ทั้งโลกตกอยู่ในความโกลาหล มนุษย์และสัตว์ต่างก็หลบหนีกันจ้าละหวั่น ทั้งยังล้มตายลงราวกับใบไม้ร่วง การต่อสู้ของทั้งสองคนดำเนินไปกว่าเจ็ดวันเจ็ดคืน ก่อนที่ทั้งสองจะล้มลงแล้วะเิเป็คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่กวาดออกไปทั่วทุกทิศทางจนก่อให้เกิดเป็หลุมขนาดใหญ่นับหมื่นจ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างในระยะแสนจ้างต่างก็กลายเป็เถ้าธุลีไปโดยสิ้นเชิง ทิ้งไว้แต่เพียงพื้นดินแห้งๆ อ้างว้าง
ที่เบื้องบน คลื่นพลังจากการะเินั้นทำให้ห้วงมิติบิดเบี้ยวและเกิดรอยฉีกขาดเป็รูโหว่ขนาดมหึมา ก่อนที่กระแสพลังหยินจะไหลบ่าลงมาจากรูนั้นสู่โลกมนุษย์และกระจายออกไปในอากาศ
ผ่านไปสี่สิบเก้าวัน พลังหยินเ่าั้ก็กระจายไปทั่วทั้งโลก เหล่ามนุษย์และสัตว์ต่างๆที่สูดเอาไอมรณะเข้าไปในร่างต่างก็กลายร่างเป็อสูรร้าย โลกเกิดกลียุคไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
จากนั้น ที่ขอบฟ้าปรากฏกลุ่มแสงห้าสีกระพริบขึ้นก่อนจะพุ่งใกล้เข้ามาราวกับเป็ดาวหางห้าสีกลุ่มหนึ่ง กลุ่มแสงนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้กับรูรั่วบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศไม่ห่างไปเท่าใดนัก
ท่ามกลางกลุ่มแสงห้าสีนั้น เป็ร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้าและเรือนร่างของนางงดงามราวกับสลักเสบาขึ้นจากหยก เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามแรงลม บนร่างปราศจากอาภรณ์ใดๆ ทว่าั้แ่่เอวของลงลงไปนั้นเป็ลำตัวของงู นางคือเ้าแม่หนี่วา ในมือขวาของนางปรากฏกลุมของเหลวชนิดหนึ่งแผ่กระจายไอร้อนออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็ต้นกำเนิดของแสงห้าสีที่ปรากฏอยู่นี้
เ้าแม่หนี่วาซัดกลุ่มของเหลวนั้นไปยังรูรั่วที่อยู่บนฟ้า ก่อนจะปลดปล่อยเปลวเพลิงสีฟ้าครามออกไป กลุ่มของเหลวและไฟนั้นผสานรวมเข้าด้วยกัน พุ่งเข้าไปยังเป้าหมาย ทว่าก็ไม่ใช่เื่ง่าย เมื่อถูกไอพลังหยินจำนวนมากที่กำลังไหลบ่าเข้ามาต้านทานเอาไว้ เ้าแม่หนี่วาออกแรงมากขึ้น ใช้สองมือผลักดันกลุ่มของเหลวอย่างสุดกำลัง ฝ่าแรงดันของไอพลังหยินเข้าไปยังรูรั่วจนแผ่นฟ้าะเืไปทั้งผืน เกิดเป็ประกายไฟพุ่งกระจายอออกไปทุกทิศ แม้แต่กลุ่มของเหลวนั้นก็มีบางส่วนที่กระจายออกมาจากแรงะเิ และพุ่งหายลับขอบฟ้าไป
ไม่ช้า เ้าแม่หนี่วาก็อุดรูรั่วนั้นเอาไว้ได้ในที่สุด จากนั้นก็ผนึกรอยรั่วนั้นไว้ด้วยอักขระเวทย์มากมายนับไม่ถ้วน ทำให้ของเหลวนั้นจับตัวเป็ก้อนแข็งที่ทอประกายห้าสี ก่อนที่รอยรั่วนั้นจะจมหายไปในความว่างเปล่า
แม้ว่าพลังหยินจะหยุดไหลบ่าเข้ามายังโลกแล้ว ทว่าสภาพแวดล้อมที่ราวกับเป็ดินแดนแห่งความตายและพลังหยินนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในโลก ทำให้ความสมดุลของพลังหยินและหยางขาดสมดุล นางทอดถอนใจด้วยความเศร้าสลด และด้วยการกู่ร้องครั้งหนึ่ง ร่างกายของนางก็ทอแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นมา ก่อนจะะเิออกเป็คลื่นพลังสีทองสาดกระจายไปทั่วทั้งโลก
“นั่นคือต้นกำเนิดพลังปราณเทวะในโลก” เสียงเก่าแก่โบราณดังขึ้นในห้วงสำนึกของฉีหลิน
“นั่นใคร” เด็กหนุ่มร้องถามออกไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า
“ในครั้งนั้น เ้าแม่หนี่วาอุดรูรั่วบนท้องฟ้าด้วยศิลาวิเศษห้าสี นางได้ยอมสละกายเทพของตัวเองปลดปล่อยพลังปราณบริสุทธิ์มากมายไปยังโลกเพื่อเจือจางไอมรณะ เราเรียกพลังนั้นว่าปราณเทวะ” เสียงเก่าแก่นั้นราวกับไม่สนใจคำถามของฉีหลินแม้แต่น้อย ยังคงเอื้อนเอ่ยต่อไป
“ปราณเทวะนั้น แม้จะถูกเรียกว่าปราณ แต่มันก็แตกต่างจากพลังปราณธรรมชาติที่อยู่ในสรรพชีวิตบนโลก มันละเอียดกว่า มีปริมาณน้อยกว่า ทว่าก็บริสุทธิ์มากกว่าเป็ร้อยเท่า หากมีใครสามารถดูดซับเอาพลังปราณเทวะมาใช้เป็รากฐานการฝึกตนได้ ก็ย่อมจะมีความเเข็งแกร่งมากกว่าผู้อื่นหลายเท่าตัว” เสียงเก่าแก่โบราณเอ่ยเนิบช้า
“ผู้าุโ ท่านเป็ใครกัน โปรดแสดงตัวด้วย” ฉีหลินร้องถามออกไปอีกครั้งท่ามกลางความมืดมิด
“แสดงตัวรึ เ้าจะได้พบข้าที่ด้านในวิหาร ข้ารอเ้าอยู่ที่นั่น” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ความมืดมิดจะแตกกระจายออกไป
ฉีหลินกลับมาอยู่ในโลกของตำหนักาเช่นเดิม ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาอยู่ที่ตำแหน่งของบันไดขั้นบนสุด สายตาจ้องจับอยู่ที่ประตูวิหารหลังใหญ่ตรงหน้า หลังจากชั่งใจอยู่ชั่วครู่ เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจเดินตรงไปยังประตูทางเข้าทันที
ภายในวิหารปราศจากเครื่องเรือนตกแต่งใดๆ มีเพียงกระถางปรุงยาใบใหญ่ตั้งเป็สง่าอยู่กลางห้อง และยกพื้นที่ด้านในสุดของวิหาร ปรากฏอาสนะผ้าแผ่นหนึ่ง มีกลุ่มแสงห้าสีลอยนิ่งอยู่เหนือผืนอาสนะนั้น
ฉีหลินสืบเท้าเข้าไปใกล้ยกพื้นช้าๆ เห็นกลุ่มแสงห้าสีลอยนิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่พบเห็นแม้แต่เงาผู้คนสักเศษเสี้ยว
“ผู้าุโ ท่านอยู่ที่ใด” เด็กหนุ่มร้องถามพลางหันซ้ายหันขวาสอดส่ายสายตาไปด้วย
“ข้าอยู่ตรงหน้าเ้า” เสียงเก่าแก่ดังก้องอยู่ในวิหารอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนฉีหลินสะดุ้งเฮือก หันควับไปที่กลุ่มแสงบนอาสนะทันที
“อย่าบอกนะ ว่าท่านคือ…” เขาจดๆจ้องๆไปที่กลุ่มแสงห้าสีนั้น ท่าทางไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร
“ถูกแล้ว เป็ข้าเอง ที่พูดกับเ้าอยู่” เสียงเดิมนั้นตอบกลับมาจากกลุ่มแสงตรงหน้า
ฉีหลินเพ่งมองกลุ่มแสงนั้นสีหน้าฉงนฉงายสุดขีด ในบรรดาเื่ราวอันน่าใที่เขาพบเจอั้แ่เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ การพบผู้าุโท่านหนึ่งในสภาพของกลุ่มแสงนั้นเป็เื่ที่น่าประหลาดใจที่สุดแล้ว
“ไม่ต้องแปลกใจ ข้าเป็เพียงกลุ่มก้อนของจิตสำนึก ข้าไม่มีรูปกาย มีหน้าที่เพียงแค่อยู่เพื่อส่งต่อมรดกให้กับทายาทเท่านั้น”
“ทายาท? ทายาทของผู้าุโคือใครกัน” ฉีหลินยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ พึงรู้ว่าการจะทิ้งเอาสำนึกเอาไว้เป็เื่ยากเย็นอย่างยิ่ง แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นเซียนปฐีของสำนักใหญ่สักสำนักยังไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้ น่ากลัวว่าผู้าุโท่านนี้เมื่อครั้งยังมีชีวิตคงเป็ตัวตนสูงส่งอย่างยิ่ง ดีไม่ดีอาจถึงขั้นเซียนเต๋าเป็แน่
“ทายาทของข้า แน่นอนว่าย่อมต้องเป็เ้า ดินแดนแห่งนี้ ตำหนักเซียนแห่งนี้ ทั้งหมดล้วนแต่เป็มรดกที่ต้องถูกส่งต่อให้กับเ้าทั้งสิ้น” เสียงเก่าแก่โบราณตอบกลับมา
“เกรงว่าผู้าุโจะเข้าใจผิดอยู่บ้าง ผู้เยาว์แซ่ฉี แม้บรรพชนข้าจะมีผู้อยู่ในระดับเซียนปฐี แต่ก็เกรงว่าคงไม่ได้หลงเหลืออะไรไว้ให้ข้ากระมัง” ฉีหลินปฏิเสธเป็พัลวัน อยู่ดีๆก็จะมีคนยกมรดกให้กับเขา ทั้งยังเป็ตัวตนสูงส่งถึงเพียงนั้น เกรงว่าหากทายาทตัวจริงของเขารู้เข้า คงได้เกิดเื่ราวตามมาไม่หยุดหย่อนเป็แน่
“หรือว่าผู้าุโแซ่ฉี?”
“แน่นอนว่าข้าไม่ใช่แซ่ฉี แต่ข้าเข้าใจไม่ผิด ลองคิดดู หากเ้าไม่ใช่ทายาทแล้ว เหตุใดมิติแห่งนี้จึงอยู่ในทะเลสำนึกของเ้าได้กัน” เสียงนั้นตอบกลับมา
“ข้าว่า...เดี๋ยว เมื่อครู่ท่านว่านี่คือมิติที่อยู่ภายใน...อ๊ากกกก” เด็กหนุ่มยังพูดไม่ทันจบ กลุ่มแสงห้าสีนั้นก็สาดประกายเจิดจ้า ฉีหลินถูกพลังไร้สภาพสายหนึ่งกระชากตัวเข้าหาแผ่นอาสนะอย่างรวดเร็ว หมดความสามารถในการขัดขืนใดๆไปโดยสิ้นเชิง
ฉีหลินถูกจัดให้นั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นอาสนะ เบื้องบนเป็ดวงแสงห้าสีที่พุ่งหายเข้าไปตรงศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ฉีหลินตาเบิกกว้าง ร่างกายเกร็งจนเส้นเืปูดโปนที่ขมับและหลังมือ สองมือกำจิกแน่นลงไปในเนื้อตัวเอง ก่อนที่จะเกิดเสียงลั่นทึบๆขึ้นในศีรษะครั้งหนึ่ง เด็กหนุ่มพลันหลุดพ้นจากอาการที่เหมือนกับการถูกตรึงอยู่กับที่ ต้องหอบหายใจถี่กระชั้น
“นี่มัน…”
ในหัวของฉีหลิน ข้อมูลและความทรงจำต่างๆตลอดระยะเวลายาวนานนับหมื่นปีกำลังไหลวนอยู่ในหัวของเขา แม้จะประกอบด้วยข้อมูลอันมากมายมหาศาล ทว่าก็เป็ระเบียบอย่างยิ่ง ในห้วงสำนึกของเขาปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่ง สวมใส่ชุดยาวสีเทาหม่น หนวดเคราเส้นผมเป็สีขาวราวกับหิมะ ยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดเขาสันโดษ จากนั้นภาพก็ตัดไป เป็การต่อสู้ต่างๆด้วยเวทวิชาอันสะท้านฟ้าะเืดิน ภาพของา และอีกมากมายหลายหลากจนเด็กหนุ่มมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ทว่าภาพเ่าั้ก็ประทับลงไปในจิตใจ ก่อให้เกิดเป็ความรู้แจ้งและความเข้าใจ ราวกับเขานั้นเป็ผู้ผ่านการต่อสู้เ่าั้ด้วยตัวเอง
ครู่หนึ่งผ่านไป ทะเลภาพเ่าั้ก็สงบลง ฉีหลินสำรวจสภาพภายในของตนโดยละเอียดอีกครั้งก็พบกับข้อมูลต่างๆมากมายมหาศาล ทั้งยังมีข้อมูลของตำหนักาแห่งนี้อยู่อีกด้วย
ตำหนักตำหนักาแห่งนี้ ตั้งอยู่ในมิติเอกเทศขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ประกอบพื้นดินเบื้องล่าง และเกาะลอยห้าเกาะ ตัวเกาะหลักเป็เกาะขนาดใหญ่คือที่ตั้งของตำหนักา ส่วนเกาะลอยอีกห้าเกาะมีขนาดย่อมกว่า ตั้งไว้ด้วยวิหารทรงเจดีย์แปดเหลี่ยมเกาะละหนึ่งหลัง หลังแรกเป็หอตำรา เก็บรวบรวมคัมภีร์วิชา และตำราศาสตร์วิชาแขนงต่างๆเอาไว้นับหมื่นชนิด หลังที่สองเป็หอศาตรา เก็บรวบรวมเอาสรรพาวุธล้ำค่าต่างๆไว้เป็จำนวนมาก หลังที่สามเป็หอยา เก็บรวบรวมสมุนไพรหายากและยาต่างๆ หลังที่สี่เป็หอศิลา สถานที่เก็บสินแร่ และวัตถุดิบต่างๆตลอดจนหินลมปราณ และหลังที่ห้า เป็หอร้อยวิเศษ เก็บรวมรวมเอายันต์เซียน และของวิเศษต่างๆไว้
แม้ว่าเก๋งศิลาทั้งห้าหลังนี้จะมีขนาดเล็กเท่ากับเก๋งสำหรับนั่งพักผ่อนทั่วไป แต่ภายในนั้นเป็มิติแยกย่อยออกไป แต่ละหลังกว้างใหญ่ราวสองลี้ เรียกได้ว่าในเวลานี้ ฉีหลินกลายเป็ผู้มั่งคั่งที่สุดในแผ่นดินไปแล้ว
“หากข้าเอาของสักชิ้นหนึ่งจากหอร้อยวิเศษออกไปขาย น่ากลัวว่าคงจะเป็ที่โกลาหลไปทั้งโลกแล้ว” เด็กหนุ่มคิดขณะลองตั้งจิตส่งกระแสสำนึกเข้าไปสำรวจที่ด้านในหอร้อยวิเศษ ก่อนจะเรียกเอาของวิเศษชิ้นหนึ่งออกมา
มันเป็แหหวนเงินเกลี้ยงๆวงหนึ่ง ที่ดูไม่ได้มีราคาค่างวดแต่อย่างใด แต่เมื่อฉีหลินเพ่งมองดูให้ชัดก็ต้องเบิกตากว้างเป็รอบที่หนึ่งล้านของวัน
มันเป็แหวนมิติวงหนึ่ง ทั้งยังเป็แหวนมิติระดับสูง
“แหวนมิติ ไฉนหน้าตารากหญ้าถึงเพียงนี้” เด็กหนุ่มพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตา แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วก็พบว่าไม่ผิดไป จึงยิ้มร่าสวมแหวนนั้นไว้ที่นิ้ว
“โบราณว่าคุณภาพไม่สามารถบ่งบอกได้ด้วยเปลือกเสมอไปสินะ”
ขณะตั้งท่าจะสำรวจสิ่งต่างๆในมิติแห่งนี้ต่อไป เด็กหนุ่มก็พลันคิดขึ้นมาได้ ว่าตัวเขานั้นอยู่ในมิติภายทะเลสำนึกของเขาเอง เช่นนั้นจึงเป็การเข้ามาด้วยกายทิพย์ ซึ่งหมายความว่าภายนอก กายหยาบของเขากำลังไม่ได้สติอยู่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเด็กหนุ่มจึงใช้พลังสำนึกบังคับตัวเองให้ตื่นขึ้นทันที