“เ้ามาจากไหน?”
“หมู่บ้านเล็กๆ ที่เชิงเขาหรือ?”
“่นี้มีเื่ใหญ่อะไรเกิดขึ้นบ้าง?”
“เื่ใหญ่เหรอ?”
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยใบหน้าที่ดูสับสนยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก
“ข้าหมายถึง ่นี้มีเื่แปลกๆ เกิดขึ้นบ้างไหม หรือไม่ก็...”
อวี๋จื่ออวี๋พยายามเรียบเรียงคำพูดทางจิตเพื่อให้หญิงสาวเข้าใจเื่ที่เขา้าสื่อ
หมอกลวงตานี้...
ช่างน่าอัศจรรย์นักเพราะมันสามารถส่งผลต่อจิตใจของผู้คนอวี๋จื่ออวี๋จึงสามารถใช้ม่านหมอกสื่อสารความคิดของเขากับหญิงสาวได้อย่างชัดเจน
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็เพราะอวี๋จื่ออวี๋สามารถเข้าใจภาษาของหญิงสาวได้
ดังนั้นอุปสรรคทางภาษาจึงไม่มี
หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคืออวี๋จื่ออวี๋เหมือนจะสามารถพูดคุยกับมนุษย์ได้
แต่สถานการณ์เช่นนี้จำกัดเฉพาะในยามที่ม่านหมอกปกคลุมอยู่เท่านั้น
“เื่ใหญ่เหรอคะ?”
คิ้วที่เพิ่งคลายออกขมวดเข้าหากันอีกครั้งหญิงสาวกำลังครุ่นคิด
ครู่หนึ่งราวกับเธอนึกอะไรขึ้นได้ หญิงสาวเอ่ยปากว่า
“ทฤษฎีการอุบัติขึ้นของพลังเหนือธรรมชาติ ่นี้ได้รับความสนใจมากได้ยินว่าพลังิญญาฟื้นคืนแล้ว”
“แล้วก็... มีเรือสำราญลำหนึ่งและเครื่องบินลำหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกสัตว์อสูรกินไปแล้ว”
“แล้วก็มี...”
หญิงสาวค่อยๆเล่าเื่ราวออกมา ราวกับมีการจัดเรียงความคิดอย่างเป็ระเบียบความเร็วในการพูดของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และในเวลานี้เสียงของหญิงสาวก็แปลกไป ราวกับมีเื่สงสัยในใจ
“เ้ายังนึกถึงอะไรอีกบ้าง?”
อวี๋จื่ออวี๋ค่อยๆคลายกิ่งหลิวที่รัดหญิงสาวออก และอาศัยม่านหมอกเอ่ยถามเบาๆ
“ดูเหมือนคนในหมู่บ้านจะต้องย้ายออกไป ตามที่ผู้ใหญ่บ้านบอกรัฐบาลจะพัฒนาเมืองใหม่ หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปในขุนเขาจึงต้องย้ายออกและดูเหมือนกองทัพจะรับสมัครคนเพิ่ม่นี้หมู่บ้านของเรามีคนจำนวนไม่น้อยที่ทางการเรียกตัวไป”
“เพื่อการเตรียมพร้อมรับมือหรือ?”
ใจของอวี๋จื่ออวี๋พลันหนักอึ้งเขาอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจกับความเร็วในการตอบสนองของประเทศ
อย่างที่รู้กันมาระบบของประเทศอย่างรัฐบาลนั้นมักจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ช้า
แต่ตอนนี้การที่พวกเขาสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วแสดงว่าพวกเขายืนยันเื่บางอย่างได้แล้วใช่ไหม?
นั่นหมายความว่ายุคเหนือธรรมชาติมีแนวโน้มอย่างมากที่จะมาถึงอย่างนั้นหรือ?
อวี๋จื่ออวี๋รำพึงในใจและถามคำถามสุดท้ายที่ค้างคาอยู่ในใจของเขา
“ร่างกายของพวกเ้าที่เป็มนุษย์รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบ้างไหม?”
“การเปลี่ยนแปลงเหรอคะ?”
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ฉันดูโทรทัศน์ดูเหมือนจะมีคนสามารถยกหินหนักหนึ่งตันได้ และยังมีอีกคนหนึ่งที่ร่างกายลุกเป็ไฟแต่ยังสามารถวิ่งอยู่บนท้องถนน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้หญิงสาวก็หยุดเล็กน้อย แล้วครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเสริมว่า
“แต่ดูเหมือนพวกเขาทั้งหมดหายไปแล้วค่ะ”
“อย่างนั้นหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเล็กน้อยเขาก็พอจะเข้าใจแล้ว
หากเดาไม่ผิดคนเ่าั้คงเป็กลุ่มผู้ตื่นรู้รุ่นแรกในหมู่มนุษย์
น่าเสียดายที่ต่อหน้าเครื่องจักรกลขนาดใหญ่อย่างประเทศแล้วสิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ย่อมเป็การถูกเรียกตัวไป
นับแต่นั้นก็จะอยู่กับความมืดมิดและต้องสังหารไม่จบไม่สิ้น
แน่นอนว่ารายละเอียดก็ต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการเหนือธรรมชาติ
หากวันหนึ่งพวกเขาได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างเปิดเผยยุคที่รุ่งโรจน์ก็ควรจะมาถึงแล้ว
อย่างไรก็ตามจากคำบอกเล่าของหญิงสาว อวี๋จื่ออวี๋สามารถสรุปเบื้องต้นได้ว่ามนุษย์กับพลังิญญาน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก
อย่างที่เห็นในหมู่สัตว์ร้ายนั้นมีทั้งอินทรีทองั์และหมูป่าหุ้มเกราะซึ่งเป็เหมือนเครื่องจักรา
แม้ว่าพวกมันจะถูกอวี๋จื่ออวี๋สังหารไปแล้วแต่ถ้าพูดถึงพลังต่อสู้ พวกมันก็ไม่ด้อยกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น
ตามการคาดคะเนของอวี๋จื่ออวี๋หากอินทรีทองคำใช้พลังเต็มที่ จะสามารถต่อสู้กับเครื่องบินรบได้ส่วนหมูป่าหุ้มเกราะ มันก็สามารถเล่นกับรถถังของมนุษย์ได้สบายๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้มนุษย์น่าจะวิวัฒนาการได้ไม่เร็วเท่าสัตว์ธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์อย่างเขาที่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริงแล้ว
อวี๋จื่ออวี๋ใจชื้นขึ้นเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้สลายม่านหมอกไป
หญิงสาวสองคนนี้คนหนึ่งชื่อเหอชิงเอ๋อร์ อีกคนชื่อเหอหลิงเอ๋อร์
อวี๋จื่ออวี๋ใช้ม่านหมอกสร้างภาพลวงตาขึ้นมาและเขาก็มองเห็นโดยรวมว่าทั้งสองคนนี้ไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก
เพราะตอนที่ถามเหอหลิงเอ๋อร์คนน้องเธอบอกว่า ‘ต้องกลับไปรายงานความผิดปกตินี้ให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ’
ในใจของอวี๋จื่ออวี๋เย็นเยียบกิ่งหลิวของเขาถึงกับสั่นไหวเบาๆ
“มีแต่จะพาตัวเองไปสู่ความตาย”
เขารำพึงรำพันกิ่งหลิวก็ค่อยๆ รัดคอของหญิงสาวทั้งสองคนที่ยังอยู่ในสภาวะสับสน
กิ่งหลิวที่อ่อนนุ่มค่อยๆพันรอบลำคอขาวผ่อง
เพียงแค่ความคิดเดียวของเขาพวกเธอก็จะสิ้นชีวิตตรงนี้
แต่ผ่านไปครู่หนึ่งราวกับนึกเื่บางอย่างขึ้นได้ อวี๋จื่ออวี๋ค่อยๆ คลายกิ่งก้านออก
“ระบบ ฉัน้าเสริมแกร่งความสามารถสร้างภาพหลอนอีกครั้ง”
“ติ๊ง! ยืนยันการเสริมแกร่งหรือไม่?”
“ใช่”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าแต้มวิวัฒนาการของเขาก็หายไปอีก 10 แต้ม
การเสริมแกร่งความสามารถพิเศษเหล่านี้ใช้แต้มวิวัฒนาการไม่เท่ากัน
อย่างความสามารถสร้างภาพหลอนใช้ค่อนข้างมาก รอบหนึ่ง 10 แต้มเลยทีเดียว
ความสามารถอื่นๆบางอย่างก็ใช้แค่ 5 แต้มเท่านั้นความสามารถที่ใช้แต้มมากที่สุดคือพร์ประจำตัวอย่างฟื้นฟูขั้นสุดยอดที่ใช้มากถึง 50 แต้ม
แม้ว่าอวี๋จื่ออวี๋จะมีแต้มวิวัฒนาการเยอะแต่ก็ทนกับการใช้ออกอย่างรวดเร็วเช่นนี้ไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นเสริมแกร่งความสามารถสร้างภาพหลอนเป็สิ่งที่จำเป็
เพราะตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มีความสามารถที่ยอดเยี่ยม
“เหอะ”
อวี๋จื่ออวี๋แค่นเสียงเขารู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
เหมือนจะใช่แต่ก็ไม่ใช่ก้ำกึ่งว่าจริงหรือไม่จริง
ภายในความคลุมเครือนั้นมีกลิ่นหอมประหลาดลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
“เร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจกับพลังอันยิ่งใหญ่ของแต้มวิวัฒนาการ
เพียงไม่กี่อึดใจความสามารถในการสร้างภาพหลอนของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก
[ความสามารถสร้างภาพหลอน (เลเวล 2) – สามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของสัตว์และมนุษย์ได้อย่างมากแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงการรับรู้ (ต้องใช้พลังงานและเวลาจำนวนมาก)]
“เยี่ยมมาก”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าเขารู้สึกพอใจกับความสามารถสร้างภาพหลอนในปัจจุบันมาก
ส่วนพลังงานและเวลาเขาน่าจะเป็คนที่ไม่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้มากที่สุด
และในที่นี้ยังมีอีกจุดหนึ่งที่เขาควรสังเกตนั่นคือ ความสามารถสร้างภาพหลอนตามด้วย‘เลเวล 2’ นี่คงเป็ระดับของความสามารถ
หากอวี๋จื่ออวี๋เดาไม่ผิดระดับอาจจะสัมพันธ์กับขั้นหนึ่ง และขั้นสอง
หากเป็เช่นนั้นจริงในภายหลังก็อาจจะมีระดับความสามารถถึงเลเวล 9
“เฮ้อ ถ้ามีระดับความสามารถสร้างภาพหลอนถึงเลเวล 9 จริงๆงั้นแค่คิดขึ้นมา ฉันก็สร้างโลกเสมือนจริงในจิตใจ และควบคุมคนอื่นได้แล้ว”
เมื่อคิดถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็นึกไปถึงความสามารถน่ากลัวอย่างหนึ่งจากในอนิเมะ นั่นคือ‘เนตรสังสาระหยั่งรู้สีแดง’
นั่นน่าจะเป็จุดสูงสุดของระดับความสามารถในการสร้างภาพลวงตา!