ภัทรนั่งกอดเข่าอยู่ข้างนัทใต้ร่มไม้ ไม่นานนักก็มีรถพยาบาลสีขาวคันหนึ่งขับมาจอดใกล้พวกเขา ชายหญิงอายุประมาณยี่สิบห้าถึงสามสิบปีคู่หนึ่งลงมาจากรถ พวกเขาก็อยู่สังกัดกองปราบปรามเช่นกัน พวกเขามองไปทั่ว จากนั้นคนหนึ่งก็เดินมาอุ้มนัทขึ้นรถ อีกคนเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เมื่อเห็นว่าไม่มีหน้ากากสวมอยู่แล้วจึงได้แต่ส่งเสียง หึ ในลำคอ แล้วเดินกลับขึ้นรถไป ภัทรพยายามเดินตามไปจะขึ้นรถแต่ก็ถูกผลักออกมา
“ทำไมไม่ให้ผมขึ้นเหรอครับ” ภัทรถามด้วยความรู้สึกไม่ดีเล็กน้อย
“แกเห็นนั่นมั้ย” ผู้หญิงชี้ไปที่ศพ
“นั่นมันงานของพวกแกนี่ พวกเก็บขยะ ก็เก็บกวาดเองซะสิ ฉันไม่ได้มีหน้าที่มาเก็บขยะของคนอื่น”
พูดจบเธอก็ปิดประตูดังปัง แล้วขับรถออกไป ปล่อยภัทรยืนเหวออยู่อย่างนั้น จนเขาได้สติคิดในใจ 'หรือเพราะว่าไม่ได้ผลงานจึงทำแบบนี้กันนะ'
เขาได้แต่ยักไหล่ 'ใหนๆก็ใหนๆเอบเก็บของมีค่าบ้างก็คงจะไม่เป็ไร... มัง' ภัทรจึงเลือกเดินไปเก็บของที่พอจะมีค่าของชายชุดดำ ไม้กายสิทธิ์ กระเป๋าเงินที่มีเพียงสองสามเหรียญเงิน ส่วนไม้กวาดนั้นเสียหายจนไม่น่าจะซ่อมได้แล้ว
ในขณะที่เก็บของอยู่ จู่ๆ ร่างของมันก็แตกโพละจนภัทรสะดุ้งนึกว่ามันยังไม่ตาย ะโถอยหลังไปหลายก้าว มองร่างที่กลายเป็แอ่งขี้ผึ้งปนน้ำเืน้ำหนองส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง แล้วจู่ๆ ก็มีแสงม่วงเป็ประกายออกมาจากตรงที่เคยเป็ส่วนหัว ทำให้ภัทรรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
ภัทรใช้ที่คีบ คีบขึ้นมาดู มันดูเหมือนผลึกเวทมนตร์สีม่วงดำสะท้อนแสง ‘หรือผู้วิเศษตายแล้วจะกลายเป็ผลึกแบบนี้กันนะ’ เขาเก็บใส่กล่องอย่างระมัดระวังแล้วใส่กระเป๋า จากนั้นก็เขี่ยชุดเปื้อนเืและขี้ผึ้งไปไว้ข้างทาง เขาเดินมาดูอีกศพหนึ่ง ศพนี้ไม่ได้กลายเป็ขี้ผึ้ง เขาจึงปลดทรัพย์มันแล้วลากมาทิ้งข้างทางเพื่อไม่ให้คนผ่านไปมาเห็น
“ฉันว่ามันได้ไม่คุ้มเสียสุดๆ ไปเลย” ภัทรยักไหล่แล้วเดินไปพยายามลากรถสกู๊ตเตอร์ แต่มันไม่มีล้อแล้ว แทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะลากมันกลับ
ไม่นานนักรถไอศกรีมประจำหน่วยของเขาก็มาจอด คนที่รีบเปิดประตูลงมาก็คือริศ เธอรีบวิ่งมากอดภัทรแน่น
“เธอเป็ไงบ้าง ไม่าเ็อะไรใช่มั้ย” เธอพูดกับภัทรด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
“ผมไม่เป็อะไร... อุ้ย พี่ริศโดนแผลที่แขนของผม”
“โทษทีๆ”
ริศเห็นแผลที่แขนของเขาจึงรีบทำแผลที่แขนให้เขา ขนะพันแผลก็ถาม “เธอเห็นน้องสาวของพี่บ้างรึเปล่า เธอชื่อรินธิราน่ะ เด็กผู้หญิงผมสองสี ฉันให้เธอมาส่งข้าวกลางวันเธอ แต่ลุงที่โรงจอดรถบอกว่า รินออกมาตามหาพวกเธอก่อนแล้ว”
“คุณรินธิรามาช่วยผมไว้ครับ เธอเหมือนจะไปจัดการกับคนอื่นๆ ต่อ ส่วนนัทโดนหน่วยปราบปรามพาตัวไปแล้ว”
ริศขมวดคิ้ว “แล้วทำไมเธอไม่ไปกับพวกเขาล่ะ... อ๋อ ไม่ต้องบอกก็รู้ มันคงไม่อยากพาไปด้วยสินะ”
ภัทรยักไหล่แล้วเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทำให้ริศเริ่มน้ำตาซึมอีกครั้ง ลูบหัวภัทรก่อนจะพูด
“เธอนี่น้า เจอแต่เื่ตลอดเลย แล้วก็เธออย่าโกรธรินเลยนะ รินเองเคยเจอเื่เลวร้ายเหมือนภัทรเช่นกัน รินพูดไม่เก่ง แต่เธอคงไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอก ไว้วันหลังฉันจะอธิบายให้ฟังนะ”
“ได้ครับ ผมจะไปขอโทษทีหลัง” ภัทรพยักหน้า
“เด็กดี งั้นเราไปกันเถอะ”
ชีตาห์ที่ยกรถสกู๊ตเตอร์ขึ้นหลังรถทำหน้ามุ่ยแล้วบ่นอุบอิบ ก่อนจะเก็บรถแล้วเดินมาดูร่างของคนในลัทธิ ค้นๆ หาแล้วเบ้ปากก่อนหันมาหาภัทรแล้วยกนิ้วโป้งให้
“ต้องงี้ดิไอ้น้อง เก็บหมดจนไม่เหลือซักแดงเดียว”
“ชีตาห์สอนมาดีครับ” ภัทรยกนิ้วให้ชีตาห์เช่นกัน แล้วพวกเขาสองคนก็หัวเราะ
ริศขมวดคิ้วแล้วรีบเดินทำการเผาชุดและเศษซากพวกนั้น แต่ไฟที่ควรจะเป็สีแดงกลับเป็สีดำ ส่งกลิ่นเหม็นสะอิดสะเอียนพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวนในอากาศ สร้างความขนลุกแก่ภัทรอย่างมาก
“พี่ริศครับ ทำไมร่างกายพวกเขาเป็แบบนั้นล่ะครับ” ภัทรถาม
“ความจริงเธอยังไม่ควรรู้นะ แต่ว่าเธอเจอคนพวกนี้สองครั้งแล้ว ฉันว่าเธอควรรู้ไว้บ้าง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนอยู่บนรถแล้วกัน”
พวกเขาขับรถไอศกรีมกลับอย่างไม่เร็วไม่ช้า ริศก็เริ่มเล่า
“คนพวกนี้คือ ‘พวกนอกรีต’ ที่ไม่นับถือเทพทั้งแปดฝ่าย ศาสนาทั้งสาม แต่เลือกที่จะนับถือเทพนอกรีตแทน ฉันก็ไม่รู้ว่าเทพนอกรีตมีอะไรบ้างเพราะเป็ข้อมูลของเบื้องบน แต่ที่รู้ๆกันมันมีอย่างน้อยสองกลุ่ม คือ ลัทธิดาบโลหิต และ ลัทธิกุหลาบดำ คนที่เธอเพิ่งเจอไปน่าจะเป็คนของกุหลาบดำนะ ดูจากการมีขี้ผึ้งปนอยู่กับซากของพวกมัน แต่ปกติเราไม่ค่อยเจอคนพวกนี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเจอคนจากลัทธิดาบโลหิตมากกว่า เพราะพวกนั้นชอบก่อการร้าย แต่ปกติพวกกุหลาบดำไม่ค่อยออกมาทำอะไรแบบนี้เท่าไหร่นะ”
“ริศลืมไปแล้วเหรอ ก็เพราะไอ้เวรนั่นไง มันสร้าง ‘ภาชนะเทพ’ สำเร็จ มันก็เลยยิ่งได้ใจหาคนมาเป็เหยื่อเพื่อทำภาชนะเทพอีก” ชีตาห์ทำหน้าโมโห
“ชีตาห์ เงียบหน่อย! ดูสิภัทรจ๋อยไปแล้ว” เธอหันมาดุชีตาห์แล้วมองภัทรที่ดูกลุ้มใจ
ชีตาห์ตบไหล่ภัทร “นายอย่าเพิ่งหมดหวังสิ ต่อให้แฟนนายถูกทำเป็ภาชนะ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็อย่างนั้นตลอดไป ฉันเคยแอบได้ยินว่า มีวิธีสามารถ ‘กระชาก’ เทพออกจากภาชนะได้สำเร็จด้วยนะ”
“จริงเหรอครับ” ภัทรหันมาทำตาโตด้วยความหวัง “แต่มิรินไม่ใช่แฟนผมนะครับ เธอเป็รุ่นน้องที่โรงเรียนเฉยๆ”
“เหรอๆ~” ชีตาห์แสยะยิ้ม “ฉันแอบได้ยินพ่อของฉันคุยกับเ้าหน้าที่คนนั้นพูดว่า ถ้าจิตใจของร่างเดิมยังเข้มแข็ง และไม่ได้ถลำลึกเกินไป สามารถช่วยได้นะ ถ้ายังเป็ภาชนะไม่เกินสามปี”
“แล้วถ้าเกินล่ะครับ” ภัทรถามต่อ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ชีตาห์ผายมือ “คงต้องดูที่ความตั้งใจของแฟนนายแล้วล่ะ”
ภัทรพยักหน้าอย่างมีความหวัง เขาี้เีไปเถียงเื่แฟน จึงกำล็อกเกตของมิรินในมือแล้วพูดกระซิบ
“มิริน รอก่อนนะ พี่จะต้องไปช่วยเธอให้ได้”
จู่ๆ ล็อกเกตในมือก็สั่น และร้อนขึ้นมาเบาๆ จนเขาเกือบอุทานแต่ต้องเก็บอาการไว้ไม่ให้ใครรู้
พวกเขาเดินทางมาเรื่อยๆ จนถึงสำนักงานก็เป็เวลาเลิกงานพอดี จึงได้รวมกลุ่มกันไปกินข้าวที่โรงอาหารสำนักงาน
ในเวลาเดียวกับที่พวกเขาไปโรงอาหารอยู่นั้น
ณ คฤหาสน์ที่ซ่อนตัวอย่างแเีในป่าคอนกรีตของสำนักงาน ชายชราในชุดเอี๊ยมขาวดำเดินเข้ามาในห้องพักสีขาวสะอาด พบหญิงสาวชุดขาวกำลังชงชาอย่างเหม่อลอย
“รายงานครับท่านหญิง… เหมือนว่าหน่วยสิบสองจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิกุหลาบดำอย่างที่คิด เพียงแต่ทราบข้อมูลมาว่ามีพวกมันแอบซ่องสุมกันแถวถนนที่สามสิบห้า ภูมิรพีที่มีความแค้นกับ คณาภัทร จึงได้ใช้เส้นสายเพื่อล่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวครับ… ส่วนนี่เป็ภาพการต่อสู้ของคุณภัทรกับลัทธิกุหลาบแดงครับ”
ชายชราวางอุปกรณ์เก็บภาพถ่ายสีเงินไว้ แล้วเปิดวิดีโอเหตุการณ์เมื่อกลางวันแบบเร่งความเร็ว หญิงสาวดูเหมือนจะไม่ได้สนใจมากนัก นั่งจิบชาต่อเงียบๆ จนคลิปจบลง เธอวางแก้วชาลงช้าๆ
“สรุปแล้ว เขาก็ยังไม่ได้จัดการพวกมันด้วยตัวเองอยู่ดี” น้ำเสียงของเธอทั้งนิ่งสงบและเด็ดขาด
“แต่ท่านครับ” ชายชราจะแย้ง
“แต่… ก็ถือว่าพอคาบเส้นการทดสอบของฉัน งั้นจะลองการทดสอบลำดับถัดไปแล้วกัน”
หญิงสาวหยิบกระดาษสีแดงแล้วใช้นิ้วเขียนอะไรบางอย่างลงไป ก่อนกระดาษนั้นจะพับตัวเองกลายเป็เครื่องบิน พุ่งออกนอกหน้าต่างไปเอง ยังไม่ทันที่เธอจะทำอะไรต่อ เธอก็ทรุดลงกับเก้าอี้ แล้วไอออกมาเป็เืสด แต่ที่น่าใคือเืนั้นกลับปนไปด้วยประกายสีทองอยู่ด้วย!!!
“ท่านหญิง!!!” ชายชรารีบเดินมาจะพยุงหญิงสาวแต่เธอใช้มือห้ามไว้
“ข้าไม่เป็ไร”
“แต่ว่า...” ชายชราลังเล
“ก็บอกว่าไม่เป็ไรอย่างไรเล่า! ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าจะต้องอยู่ถึงวันตามคำทำนายอย่างแน่นอน ว่าแต่เอ็มนายไปจัดการคนพวกนั้นหน่อย ฉันว่าพวกเขาควรได้รับบทเรียนบ้าง” หญิงสาวหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเืที่มุมปากด้วยสีหน้านิ่งเฉย
"ได้ครับ"ชายชราได้แต่ทอดถอนหายใจ มองตามเครื่องบินสีแดงนั้นที่หายลับไปจากสายตา พึมพำกับตัวเองเบาๆ 'ข้าก็หวังไว้ว่าจะเป็เ้านะ ไอ้หนู... ทำให้สำเร็จล่ะ'
พวกภัทรหลังจากทำแผลเสร็จก็กำลังกินข้าวกันอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็มีเครื่องบินลำน้อยสีแดงสดบินร่อนลงมาที่กลางโต๊ะของพวกเขา
“เอ๊ะ” ชีตาห์มองหน้าริศ
ริศขมวดคิ้วใส่ชีตาห์จนชีตาห์หุบปาก จากนั่นก็แกะเครื่องบินกระดาษขึ้นมาอ่าน คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน ก่อนมองมาที่ภัทรที่กำลังมองด้วยสายตางุนงง
“ภัทร เธอโดนทัณฑ์บน!!!”
“ห๊ะ! ภัทรโดนทัณฑ์บนเหรอ!” ชีตาห์ลุกพรวดด้วยความโมโหมากเป็พิเศษ แต่ภัทรสังเกตเห็นว่าชีตาห์แอบขยิบตาหลายครั้งกับพี่ริศ แต่ไม่รู้ว่าพยายามจะสื่ออะไร
“ใช่แล้ว… ฉันจะอ่านคำสั่งให้ฟังนะ” ริศทำหน้าเครียด “เนื่องด้วยความประมาทเลินเล่อของเ้าหน้าที่ฝึกหัด เด็กชายคณาภัทร จนทำให้อุปกรณ์ของรัฐได้รับความเสียหายอย่างมาก เราจึงได้คาดโทษแก่เขาโดย เ้าหน้าที่คณาภัทรจะต้องไปทำการประกอบพลั่วยุทธวิธี และชุบเคลือบน้ำยาต้านทานเวทมนตร์ เป็เวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้เรียนรู้ถึงความสำคัญของอุปกรณ์ของหน่วยงาน และจะต้องประกอบให้แล้วเสร็จไม่ต่ำกว่าห้าสิบชิ้น หาไม่แล้วจะถูกลดเงินจ้างลงกึ่งหนึ่งเพื่อชดเชยค่าเสียหายแก่หน่วยงาน โดยให้ไปรายงานตัวที่ โกดังอุปกรณ์เวทมนตร์เก่าหมายเลขสี่ ในวันพรุ่งนี้” ริศแอบมองสีหน้าภัทร
“ไม่ยุติธรรมเลย!” ชีตาห์ทุบโต๊ะแรงๆ “ภัทรอุตส่าห์จัดการคนของลัทธิได้ แต่กลับโดนทำโทษเนี่ยนะ!” แต่ภัทรกลับรู้สึกว่าชีตาห์เล่นละครได้ห่วยแตกมาก
“นั่นนะสิ” ริศเสริมด้วยสีหน้าเป็ห่วง “ที่โกดังสี่ก็แทบไม่มีเ้าหน้าที่ทำงานแล้ว มีแต่ ‘หนูภารโรง’ ที่คอยคัดแยกอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เธอจะไม่เป็ไรใช่มั้ยภัทร?”
“ผมไม่เป็ไรครับ ถือซะว่าได้ประสบการณ์แล้วกันครับ” ภัทรยิ้มตอบ “ว่าแต่หนูภารโรงคืออะไรเหรอครับ”
“หนูภารโรงคือ สัตว์เวทมนตร์ที่ถูกฝึกให้ทำงานบ้านหรือทำตามคำสั่ง ปกติจะไม่ค่อยโผล่ออกมาเพราะจะทำให้คนกลัว และพวกมันก็ขี้อายมากด้วย แต่พวกเขานิสัยดีนะ ถึงจะพูดไม่ได้ก็เถอะ”
“โอเคครับ” ภัทรพยักหน้า “ผมอิ่มแล้วขอกลับไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนนะครับ ขอบคุณที่มาช่วยนะครับ พี่ริศ พี่ชีตาห์”
ภัทรลุกขึ้นแล้วเอาถาดอาหารไปเก็บด้วยสีหน้าครุ่นคิด เมื่อภัทรเดินออกไปแล้ว ริศรีบตีไหล่ของชีตาห์
เพียะ!!!
“โอ๊ย! เจ๊ตีผมทำไมเนี่ย”
“ก็นายแสดงได้ห่วยแตกมาก จนเกือบถูกจับได้แล้วมั้ยล่ะ”
“ไม่หรอกน่า…. ภัทรซื่อจะตายไป” ชีตาห์ลูบไหล่ป้อยๆ
“แต่ภัทรก็ไม่ได้โง่ โชคดีแค่ไหนที่ภัทรชอบประดิษฐ์อะไรพวกนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีอะไรดึงความสนใจเขาออกจากเื่เครียดๆ พวกนี้ได้” ริศถอนหายใจ
“ก็จริง... ว่าแต่เจ๊ จดหมายมาจาก...”
“ใช่ จากท่านหญิง ท่านคงมีแผนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับภัทรแน่ จึงให้เขาไปทำงานที่นั่น”
“แต่ท่านหญิงดุจะตาย ภัทรจะไหวเหรอ?”
“อย่างน้อยที่สุด… ก็ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับภัทรไปอีกพักใหญ่ นั่นก็เป็เื่ดีที่สุดแล้ว” ริศตอบพลางมองตามเงาภัทรที่หายไปอย่างเป็ห่วง