น้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

    117 ยึดแคว้นซาง กลับเมืองหลวง

    Chapter 117 ยึดแคว้นซาง กลับเมืองหลวง

            ทหารที่ล้อมอยู่ก็รีบวิ่งตามไป“อย่าให้นางหนีไปได้!”

            “เฮ้ย! ช่วยกันฆ่านังนี่เร็ว!”

            “ฆ่านาง!”

            พวกทหารตะโกนพลางไล่ตามไป

            ส่วนทหารที่อยู่หน้ากระโจมได้ยินเสียงดังมาจากทางด้านข้างก็ชะเง้อมองจึงเห็นสตรีคนหนึ่งกำลังวิ่งหนี มีทหารกลุ่มหนึ่งไล่ตามไปเขามองตามจนคนกลุ่มนั้นลับตาไปแล้วเขาจึงตัดสินใจเลิกประตูกระโจมขึ้นแล้วก้าวเข้าไปในกระโจม “ท่าน...อ๊า!”

            เขายังไม่ทันพูดจบก็ร้องเสียงหลงดังลั่นขึ้นมาเมื่อเห็นท่านแม่ทัพใหญ่นอนอยู่บนพื้น ศีรษะไม่ได้ตั้งอยู่อย่างที่ควรจะเป็นกลับเอียงผิดรูป มีเลือดไหลอาบเต็มไปหมด

            “มีอะ...เฮ้ย!” ทหารที่เฝ้าหน้ากระโจนพุ่งเข้าไปดูเขาถามยังไม่ทันขาดคำก็ร้องเสียงหลงออกมาเช่นกันทหารอีกคนซึ่งเฝ้ายามอยู่หน้ากระโจมคู่กันก็เห็นภาพเช่นเดียวกับเพื่อนจึงหลุดปากอย่างตกใจว่า“ท่านแม่ทัพใหญ่ตายแล้ว!”

            คำพูดนี้ดังออกไปทำให้ทหารที่เฝ้าอยู่ข้างนอกได้ยินก็พากันกรูไปดู ทุกคนล้วนเห็นภาพเหมือนกันคือท่านแม่ทัพใหญ่นอนอยู่บนพื้น ศีรษะเกือบขาดออกจากลำตัว เลือดอาบย้อมพื้น

            “ท่านแม่ทัพใหญ่ตายแล้ว!”

            “แย่แล้วๆท่านแม่ทัพใหญ่ตายแล้ว!”

            “ไอหยา!”

            วินาทีนี้เกิดความโกลาหลอลหม่านขึ้นมาทันทีเสียงตะโกนจาก 1 เสียง เพิ่มเป็น 2 เป็น 10 และเป็นร้อยๆ ขึ้นมาทันทีทำให้ทหารทั้งหลายตั้งสติกันไม่ทัน รองแม่ทัพเองก็ตกใจจนอึ้งไปชั่วขณะเหล่านายกองทันทีที่รู้ข่าวนี้ก็ตกใจกันไปหมด อีกทั้งทัพเซี่ยก็กำลังบุกตีเข้ามา

            “สู้มัน!” รองแม่ทัพตะโกนสั่งการพลางต้อนทหารให้ออกสู้กับพวกเซี่ยแต่ว่าทหารส่วนใหญ่กำลังตกใจกับข่าวการตายของท่านแม่ทัพใหญ่ทำให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบสักเท่าไหร่ดังนั้นทัพเซี่ยภายใต้การนำทัพของแม่ทัพใหญ่หยางซีถิงจึงบุกทะลวงค่ายทัพซางเหมือนผ่าลำไผ่อย่างไรอย่างนั้น

            ทหาร 2ทัพสู้รบกันจนดูสับสนอลหม่าน แต่ว่าทัพเซี่ยกำลังรุกคืบหน้าไปเรื่อยๆทัพซางถอยร่นไปเรื่อยๆ ทหารทัพซางก็ล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆรองแม่ทัพฝ่ายซางเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี เขาจึงตัดสินใจนำทัพตีฝ่าเพื่อหนีกลับแคว้น

            ส่วนหยางถิงเฟิงที่บุกฝ่าหนีไปยามนี้พวกทหารทัพซางไม่ได้สนใจจะไล่ตามเขามาแล้วทำให้เขามีเวลาพอจะพักหายใจหายคอชั่วขณะหนึ่งอีกทั้งทัพใหญ่ของท่านพ่อก็กำลังบุกตีเข้ามาทำให้พวกซางรีบเร่งไปต้านศึกก่อนไม่สนใจที่จะไล่ตาม ‘สตรี’ อย่างเขาขณะที่เขากำลังยืนหลบแอบอยู่ข้างกองไม้ พลันมีทหารฝ่ายซางคนหนึ่งเดินมาทางเขาเขาจึงเงื้อดาบขึ้น

            “อย่าซื่อ...นี่ข้าเอง” ทหารคนนั้นรีบบอก หยางถิงเฟิงจำเสียงได้จึงลดดาบลงทหารคนนั้นรีบเดินไปหาซื่อจื่อหยางทันที เขาก็คือเต๋อผิงนั่นเองเขาปลอมตัวเป็นทหารฝ่ายซางแล้วเข้ามาในค่ายทัพซางเพื่อคุ้มครองซื่อจื่อตามคำสั่งท่านแม่ทัพใหญ่

            “เจ้าคนเดียวรึ?”หยางถิงเฟิงถาม เต๋อผิงจึงตอบ “ไม่ใช่ขอรับ”

            พอเขาพูดจบก็มีทหารฝ่ายซางราว 10 กว่าคนค่อยๆ ล้อมวงเข้ามา หยางถิงเฟิงกำลังจะตั้งท่าสู้แต่พอเห็นหน้าตาของทหาร 10 กว่าคนพวกนั้น เขาก็ลดท่าทีลง เพราะ 10กว่าคนนั้นล้วนเป็นลูกน้องของเต๋อผิงทั้งหมดพวกเขาปลอมเป็นทหารฝ่ายซางแล้วแอบเข้ามาในค่ายทัพซางตามแผนการที่กุนซือวางแผนเอาไว้ แน่นอนว่า 10กว่าคนนี้ถูกใช้ให้มาคุ้มครองซื่อจื่อส่วนคนอื่นที่ปลอมตัวปะปนเข้ามาก็ถูกสั่งให้ไปเผาเสบียงหรือไม่ก็เผาค่ายให้ได้คนพวกนั้นล้วนแยกย้ายกันไปลงมือแล้ว

            ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวก“ไฟไหม้!”

            หยางถิงเฟิงมองไปทางที่ได้ยินเสียงตะโกนดังมาเขาเห็นควันไฟพวยพุ่งขึ้นมา

            “ไปกันเถอะขอรับ”เต๋อผิงเอ่ยขึ้นมา หยางถิงเฟิงพยักหน้า “อืม”

            พวกเขาจึงเดินไปจากที่ตรงนั้นพวกเต๋อผิงล้อมรอบตัวซื่อจื่อเอาไว้พอเจอพวกทหารทัพซางตัวจริงพวกเขาก็ฆ่าฟันบุกฝ่าออกไป

            ทัพซางถูกกำหนดให้พ่ายแพ้ตั้งแต่ที่แม่ทัพใหญ่กังห้าวตายแล้วนั่นแหละดังนั้นหลังจากสู้รบกันไประยะหนึ่งทัพซางก็แตกพ่าย ทหารล้มตายไปมากมายบางส่วนก็ยอมจำนน ทิ้งดาบทิ้งทวนไม่สู้ต่อ ร้องขอชีวิตด้วยความหวังสุดท้ายคนที่ยอมแพ้จึงถูกจับมัดล่ามมือเท้าผูกโยงกันเป็นแถวๆ เอาไว้คนที่พยายามหนีก็หนีอย่างจนตรอก ฮึดสู้เฮือกสุดท้าย

            เวลาผ่านไป ในที่สุดทัพเซี่ยก็เอาชนะทัพซางได้ทัพซางมีบางคนบางกลุ่มที่หนีรอดไปได้บางส่วน ทำให้ทหารทัพเซี่ยโห่ร้องอย่างยินดี“เฮ้! ชนะแล้วๆ”

            “ฮ่าๆๆๆ ดูซิพวกมันวิ่งหนีหางจุกตูดไปเลย”

            หยางซีถิงมองดูชัยชนะครั้งนี้อย่างยินดีพอเห็นกุนซือควบม้ามาใกล้ เขาจึงถามว่า “เจ้าบาดเจ็บไหม?”

            “ข้ายังสบายดีท่านแม่ทัพไม่ต้องห่วงข้าหรอก” กุนซือตอบแล้วเสนอว่า“ครั้งนี้พวกเราชนะพวกมันได้แล้ว ท่านควรยกทัพไปยึดแคว้นซางเถอะ ขืนตีงูให้หลังหักวันหน้าพวกมันก็จะกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราอีก”

            “ข้าคิดไว้แล้วคราวนี้จะต้องยึดแคว้นพวกมันให้ได้” หยางซีถิงบอก กุนซือจึงเสนอแผนการว่า “ดี! เช่นนั้นก็........”

            หยางซีถิงฟังแผนการของกุนซือแล้วเห็นดีด้วยจึงสั่งทหารให้ไปทำตามแผนการทันทีทหารก็แยกย้ายกันไปทำตามแผน บางส่วนก็กวาดต้อนเชลยศึกไปไว้ทางหนึ่งบางส่วนก็เร่งเก็บศพไปกองสุมเพื่อเผากำจัดโรคตามที่ท่านหมอแนะนำบางส่วนก็เก็บข้าวของเตรียมตัวเคลื่อนทัพ

            หยางถิงเฟิงซึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาสวมชุดทหารแล้วจึงไปหาท่านพ่อ“ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ”

            หยางซีถิงมองลูกชายขึ้นๆลงๆ พักหนึ่ง เห็นว่าไม่ได้รับบาดเจ็บหนักอะไรก็เบาใจ

            “หัวของไอ้คนแซ่กังข้าจะให้คนนำไปถวายฝ่าบาท นี่เป็นผลงานของซื่อจื่อเชียวนะขอรับคิดว่าฝ่าบาทคงพระราชทานรางวัลให้ซื่อจื่อมากทีเดียว” กุนซือเอ่ยขึ้นมา

            หยางซีถิงรีบขยับม้าไปข้างๆกุนซือแล้วกระซิบกระซาบว่า “บอกว่าเป็นผลงานของเขาก็ดีอยู่หรอกแต่ว่าถ้าใครรู้ว่าเขาได้ผลงานนี้มาอย่างไร ข้าจะเอาหน้าไปสู้ใครได้อีกล่ะ”

            “เรื่องนี้ท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็นห่วงไปเรื่องนี้ข้าจะกำชับคนอื่นๆ ให้ปิดปากให้สนิทเชียวแผนสาวงามนี้ซื่อจื่อปลอมเป็นนักดนตรีไปกับสาวงามจึงเด็ดหัวไอ้คนแซ่กังได้ท่านว่าเป็นอย่างไร?”

            “อื้ม! ดีๆ” หยางซีถิงฟังแล้วเห็นดีเห็นงามด้วยทันที ปลอมเป็นนักดนตรีอย่างน้อยก็ยังฟังแล้วไม่ขายขี้หน้าเหมือนปลอมเป็นสาวงาม

            2คนมองตากันไปมาอย่างรู้ใจครู่หนึ่งแล้วจึงขยับออกห่างหยางซีถิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่นายกองคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า“นี่เป็นเพราะซื่อจื่อทีเดียว พวกเราจึงเอาชนะไอ้พวกซางได้อย่างนี้”

            “ใช่ๆ”นายกองอีกคนพยักเพยิดด้วย สายตาก็มองซื่อจื่อหยางด้วยความเคารพนบนอบ ทหารคนอื่นๆก็มองซื่อจื่อหยางด้วยสายตาเทิดทูน, ชื่นชม, เคารพนบนอบ, ฯลฯ

            “หากไม่ใช่เพราะพวกเราร่วมแรงร่วมใจกันข้าคนเดียวจะเอาชนะพวกมันได้อย่างไร นี่ล้วนเป็นผลงานของพวกเราทุกคนต่างหาก”หยางถิงเฟิงบอกพลางมองคนอื่นๆ ด้วยความถ่อมตัวทำให้พวกทหารยิ่งรู้สึกเทิดทูนซื่อจื่อมากขึ้นอีก

            “สมแล้วที่เป็นลูกชายของท่านแม่ทัพใหญ่คนแบบนี้แหละที่ข้าจะสู้ตายไปกับเขา” ทหารบางคนกระซิบกระซาบกับเพื่อนข้างๆ

            “ใช่ๆ” ทหารข้างๆพยักเพยิดเห็นด้วย

            “เอาล่ะวันนี้เปิดเหล้าฉลอง” หยางซีถิงตะโกนบอก ทำให้พวกทหารเฮลั่น “ดีๆ”

            “พวกเราจะกินให้หนำใจเลย”พวกทหารเอ่ยอย่างดีใจ จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง

            หยางซีถิงมองพวกทหารแยกย้ายกันไปเขาจึงเบนสายตาไปมองลูกชายแล้วหลิวตาจากนั้นก็ชักม้ากลับไปที่กระโจม

            หยางถิงเฟิงจึงตามท่านพ่อไปส่วนกุนซือก็สั่งทหารให้นำหัวแม่ทัพใหญ่ของศัตรูนำไปถวายฝ่าบาท

            คืนนั้นทัพเซี่ยฉลองชัยกันจนดึกดื่นค่อนคืนแล้วจึงพักผ่อนนอนหลับ

            วันต่อมา ทัพเซี่ยก็เคลื่อนพลมุ่งหน้าไปยังแคว้นซาง หมายยึดแคว้นมาให้ได้

            ครั้นกองทัพยกทัพไปถึงเมืองชายแดนแคว้นซางเจ้าเมืองรู้ข่าวว่ากองทัพแคว้นตัวเองพ่ายแพ้ย่อยยับก็ไม่คิดจะสู้แม้แต่น้อยรีบเปิดประตูเมืองออกไปสวามิภักดิ์ทันที ทำให้กองทัพเซี่ยไม่ต้องเหนื่อยสู้รบเลย

            3 วันต่อมา กองทัพแคว้นเซี่ยก็ยกทัพออกจากเมืองชายแดน มุ่งหน้าไปยังเมืองถัดไปส่วนเมืองชายแดนก็ให้นายกองและทหารจำนวนหนึ่งอยู่คุมสถานการณ์เอาไว้

            10 วันต่อมา กองทัพแคว้นเซี่ยก็ยกทัพไปถึงเมืองหลินอันเจ้าเมืองหลินอันเห็นทัพเซี่ยก็ไม่สู้ ยอมสวามิภักดิ์โดยดีโดยมีข้อแลกเปลี่ยนกับแม่ทัพใหญ่หยางว่าเขาจะยังได้เป็นเจ้าเมืองดังเดิมหลังจากสวามิภักดิ์ต่อแคว้นเซี่ยแล้วกุนซือเห็นว่าข้อเสนอนี้ยอมรับได้จึงได้ตกลงด้วย ทำให้ทัพเซี่ยชนะศึกโดยไม่ต้องต่อสู้อีกครั้ง

            2 วันต่อมา กองทัพแคว้นเซี่ยก็ยกทัพออกจากเมืองหลินอันมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงแคว้นซางส่วนเมืองหลินอันก็ให้รองแม่ทัพและทหารจำนวนหนึ่งอยู่คุมสถานการณ์เอาไว้

            ครึ่งเดือนผ่านไป กองทัพแคว้นเซี่ยยกทัพไปถึงเมืองหลวงแคว้นซาง ชื่อว่าเมืองซางชิวซึ่งสถานการณ์ภายในเมืองซางชิวไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะว่ากองทัพซางที่หนีตายกลับมาได้นำโรคระบาดมาแพร่สู่เมืองหลวงทำให้ผู้คนจำนวนมากติดโรคระบาดไปด้วยมีคนเจ็บป่วยจำนวนมากที่ป่วยจนเคลื่อนไหวไม่ค่อยไหวเมืองทั้งเมืองตกอยู่ภายใต้สถานการณ์วุ่นวาย เกิดการรวมกลุ่มปล้นชิงไปทั่วเมืองฮ่องเต้ซางหนานพอรู้ว่าทัพเซี่ยยกมาประชิดเมืองแล้วก็รีบยอมแพ้ทันทีโดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไว้ชีวิตเขาและครอบครัวทั้งยังต้องมอบจวนหลังใหญ่และเหลือเงินทองครึ่งหนึ่งในคลังไว้ให้พวกเขาด้วยกุนซือจึงเจรจาต่อรองจนฮ่องเต้ซางหนานยอมรับข้อเสนอเรื่องเงินทองในคลัง 1 ส่วน 4ไม่เช่นนั้นกองทัพเซี่ยก็พร้อมจะสู้รบด้วยฮ่องเต้ซางหนานจึงยอมรับข้อเสนอเรื่องเงินทอง 1 ส่วน 4แล้วย้ายครอบครัวออกจากวังหลวงไปอยู่ที่จวนใหญ่ทางทิศเหนือส่วนองค์หญิงองค์ชายทั้งหลายจะต้องไปเป็นตัวประกันที่แคว้นเซี่ยซึ่งฮ่องเต้ซางหนานก็ยินยอมโดยดี

            อันที่จริงก่อนที่ทัพเซี่ยจะยกทัพมาฮ่องเต้ซางหนานก็แอบขนย้ายสมบัติและเงินทองส่วนใหญ่ไปซ่อนไว้ก่อนแล้วที่หลงเหลืออยู่ในคลังและในวังคือ 1 ส่วน 10 เท่านั้น ส่วนเรื่องที่ลูกๆของเขาจะถูกพาไปแคว้นเซี่ย เขาก็แอบวางแผนให้ลูกๆทั้งหลายหาทางรวบหัวรวบหางองค์ชายองค์หญิงของแคว้นเซี่ยเสีย นี่คือแผนการกลืนกินแว่นแคว้นนั่นเองเมื่อลูกๆ ของเขามีหลานๆ ออกมา หลานๆของเขาย่อมมีสักคนที่ได้ครองบัลลังก์แคว้นเซี่ยอย่างแน่นอน

            ทัพเซี่ยพักกองทัพอยู่ที่เมืองซางชิวราว 1 เดือน ในระหว่าง 1เดือนนี้กุนซือก็วิ่งวุ่นจนหัวหมุนจัดการเรื่องราวต่างๆ จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนดีๆเลย เหตุที่เขาต้องเร่งรีบจัดการเรื่องราวต่างๆสาเหตุหลักก็เป็นเพราะท่านแม่ทัพใหญ่อยากจะกลับเมืองหลวงเต็มที

            อีกทั้งเรื่องโรคระบาดก็ต้องจัดการควบคุมและรักษาโรคด้วยไม่เช่นนั้นหากว่าพาผู้คนที่ยังเป็นโรคกลับไปก็จะกลายเป็นนำพาโรคระบาดไปแพร่ที่แคว้นเซี่ยนั่นเองดังนั้นเรื่องนี้ท่านหมอจึงยุ่งวุ่นวายหัวหมุนยิ่งกว่ากุนซือเสียอีก

            หลังจากพักทัพอยู่ 1เดือนกว่าๆ กองทัพแคว้นเซี่ยก็ยกทัพกลับแคว้นพลางกวาดต้อนเชลยหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรงกลับไปด้วยทำให้การเดินทางล่าช้ากว่าขาไปมากนัก

            เวลาผ่านไป ในที่สุดกองทัพแคว้นเซี่ยก็เดินทัพกลับถึงเมืองหลวงหยางซีถิงและหยางถิงเฟิงแทบอยากจะรีบกลับจวนยิ่งนักแต่ติดขัดที่พวกเขายังต้องเข้าวังไปรายงานการศึกเสียก่อน

            หลังจากรายงานการศึกและส่งมอบเชลยศึกเรียบร้อยแล้วหยางซีถิงและหยางถิงเฟิงจึงเร่งรีบกลับจวนทันทีฮ่องเต้อยากจะรั้งสหายไว้ดื่มกินสักมื้อแต่พอเห็นหยางซีถิงแอบถลึงตาใส่เขาจึงโบกมือไล่สหายไปเสียทั้งยังบอกให้พวกเขาเข้าวังอีก 3 วันเพื่อมาร่วมงานเลี้ยงที่พระราชทานให้เหล่าทหารทั้งหลาย

            ทันทีที่กลับถึงจวน ทุกคนในจวนล้วนรอคอยอยู่ในลานโถงด้านหน้าหยางซีถิงรีบก้าวไปคารวะท่านแม่ทันที “ท่านแม่”

            “ท่านย่า”หยางถิงเฟิงก็คารวะท่านย่า จูลี่ถิงโผไปกอดหลานชาย “เฟิงเอ๋อร์”

            หยางซีถิงถูกเมินไปโดยปริยายเขาจึงมองไปทางฮูหยิน เห็นนางยืนอยู่ข้างหลังท่านแม่ เขาจึงก้าวไปหานางแล้วกอดหมับ“อิ่งเอ๋อร์”

            “ท่านพี่”หลิวฟางอิ่งเองก็กอดเขาน้ำตาคลออยู่ในดวงตา นางคิดถึงเขาเหลือเกิน...

            “อ่า...”ภาพฉากนี้ทำให้ทุกคนมองทั้งคู่เป็นตาเดียว บางคนถึงกับปากอ้าตาค้างไป

            หยางถิงเฟิงกอดท่านย่าอยู่แต่สายตาเขากลับมองหาเฟิ่งหวง แต่เขาไม่เห็นนางเลย เขาอยากจะไปหานางที่บ้านเสียเดี๋ยวนี้แต่ว่าเขาก็ไม่อาจทำได้ ด้วยติดขัดที่อยู่ท่ามกลางผู้คนทั้งหลายเขาจึงได้แต่ข่มความปรารถนาเอาไว้

            จูลี่ถิงได้ยินเสียงสาวใช้ข้างกายนางจึงหันไปมองสาวใช้จึงเห็นสาวใช้บ่าวไพร่พากันมองไปทางหนึ่งเป็นตาเดียว นางจึงมองไปบ้างแล้วก็เห็นลูกชายกำลังกอดลูกสะใภ้อย่างไม่สนสายตาใครๆนางจึงผละจากหลานชายแล้วกระแอมดุว่า “อะแฮ่มๆ ถิงเอ๋อร์เจ้าอย่ามาทำบัดสีแถวนี้ซิ”

            หยางซีถิงจึงยอมผละจากฮูหยินอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักหลิวฟางอิ่งรีบเช็ดๆ น้ำตาแล้วหันไปข้างหลัง รุ่ยหลินจึงดันคุณหนูสี่ที่อยู่เบื้องหน้าไปให้หลิวฟางอิ่งจับข้อมือลูกสาวจูงมาพลางบอก “ท่านพี่เจ้าคะ ผิงเอ๋อร์ก็คิดถึงท่านพี่เจ้าค่ะไปซิผิงเอ๋อร์ ไปหาท่านพ่อซิ”

            หยางซีถิงมองลูกสาวคนเล็กเขาก้มลงไปอุ้มนางขึ้นมา เขาไปรบเสียหลายปี กลับมาอีกทีลูกสาวก็โตจนเกือบจะจำไม่ได้แล้ว

            หยางผิงยกมือขึ้นจับเคราท่านพ่อเล่นพลางยิ้มร่า“ท่านพ่อ”

            หยางซีถิงจึงเอ่ยว่า“ผิงเอ๋อร์ ข้าก็คิดถึงเจ้าเหลือเกิน”

            “ท่านพ่อ”หยางผิงกอดคอท่านพ่อเอาไว้ ซุกหน้าถูไถออดอ้อนราวกับลูกแมวน้อยหยางซีถิงจึงถามท่านแม่ว่า “ท่านแม่สบายดีนะขอรับ?”

            “ฮึ!” จูลี่ถิงแค่นเสียงอย่างหมั่นไส้คำหนึ่งแล้วหันไปมองหลานชายสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ไหนๆ ให้ย่าดูซิเจ้าบาดเจ็บไหม?”

            หยางซีถิงเห็นท่านแม่หันไปสนใจหลานชายเขาจึงรีบบอกว่า “เช่นนั้นข้าขอไปคุยกับฮูหยินก่อนนะขอรับท่านแม่”

            “ไปๆ”จูลี่ถิงโบกมือไล่ หยางซีถิงส่งตัวลูกสาวให้สาวใช้แล้วจึงจูงมือฮูหยินกลับเรือนนอนทันทีหลิวฟางอิ่งเดินตามไป รุ่ยหลินรับตัวคุณหนูหยางผิงมาคอยดูแลดังเดิมนางไม่ได้พาคุณหนูหยางผิงตามไปด้วยเพราะคาดเดาว่านายท่านอยากจะอยู่ตามลำพังกับฮูหยินนางจึงไม่ตามไปเป็นก้างขวางคอ ส่วนบ่าวไพร่คนอื่นๆ ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งๆที่พวกเขารู้ดีว่านายท่านอยากจะคุยอะไรกับฮูหยิน

            จากเดินจูงมือก้าวเดินอย่างปกติในทีแรกพอพ้นลานเรือนไปแล้วหยางซีถิงก็เดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ หลิวฟางอิ่งแทบจะวิ่งตามไปแล้วแต่นางก็ไม่ได้ประท้วงใดๆ ด้วยรู้ดีว่าสามีต้องการอะไร

            หยางถิงเฟิงมองท่านพ่ออย่างอิจฉาอยู่ในใจเขาเองก็อยากจะจูงหวงเอ๋อร์ไปอย่างนั้นบ้าง แต่ว่าเขาก็ทำไม่ได้เขากับหวงเอ๋อร์ยังไม่ได้แต่งงานกัน อีกทั้งความสัมพันธ์ของเขากับนางก็ยังไม่ลงเอยกันเสียทีเขาได้แต่มองท่านพ่ออย่างอิจฉาแล้วแสร้งถามน้องชายทั้งสองว่า“พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ขยันฝึกปรือหรือไม่?”

            “ขยันขอรับพวกเราไม่กล้าขี้เกียจเลยขอรับ” หยางจุนรีบตอบ หยางจื้อเองก็รีบตอบเช่นกัน“ข้าฝึกทุกวันขอรับ ไม่กล้าละเลยสักวัน ท่านพี่ถามท่านย่าดูก็ได้”

            “ต้องถามท่านย่าทำไมเอาไว้ประมือกับพวกเจ้าก็รู้แล้ว” หยางถิงเฟิงบอกแล้วจ้องน้องชายทั้งสองเขม็งทำให้หยางจุนกับหยางจื้อลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆ หมดกันๆ คืนวันดีๆ ของพวกเขาจบสิ้นแล้วต่อไปพวกเขาต้องถูกพี่ชายทุบตีทุกวันอีกแล้ว แง้!

            “เอาล่ะๆเจ้าก็ไปอาบน้ำแล้วนอนเสียก่อนเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ ดูซิเจ้าผอมไปมากเหลือเกิน”จูลี่ถิงบอกคล้ายเสียงระฆังที่ช่วยชีวิตน้อยๆ ของหลานชายทั้งสองอย่างไรอย่างนั้น

    Donate

    เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย

    เลขบัญชี 084-3-79715-6

    ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย

    หรือทาง True Money wallet :098-651-1489

    จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ

     

    ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง

    เพจ readfree.in ค่ะ

    https://www.facebook.com/readfree.in/

    ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ

    และทาง Line Official Account : @www.readclub.in

    ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

    คล้ายกับเรื่องน้องสาวเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก ที่คุณอ่าน