ยามสายลมเย็นชื่นพาดผ่าน ภายในป่าอสูรกว้างใหญ่มีหลุมศพใหม่ก่อขึ้นอีกแห่งสลักนามไว้ว่าหลันซี บุรุษหนุ่มมองไปยังป้ายด้วยความชินชาเพียงแฝงความอาดูรไว้ การพลักพรากจากลาด้วยการตายเป็เื่ปรกติของชาวยุทธ์และก็ยังจะเป็เช่นนี้เรื่อยไปอย่างไม่อาจเปลี่ยนแปลง
หลังจากเสร็จสิ้นทุกสิ่งอย่าง ก็โผนร่างลาจากอย่างรวดเร็วตามทิศทางที่บุรุษหนุ่มสำนักเหนือเมฆาไป ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่ากำลังภายในนั้นแข็งกร้าวไม่ต่างอันใดจากปราณนักสู้ขั้นกลาง แม้จะอยู่เพียงขอบเขตรวมดารา ทั้งยังรับรู้ได้ว่าร่างกายนั้นบริสุทธ์ไม่มีสิ่งใดเจือปนเช่นหยก
“ด้วยรากฐานเช่นนี้ ทำให้ข้ามองเห็นหนทางสู่ขอบเขตเซียน”วาจานั้นนุ่มนวลละไมเปี่ยมไปด้วยความยินดี เวลานี้แสงแดดสาดส่องประกาย เพียงแต่ป่ารกทึบกลับชุ่มชื่นเย็นยิ่งนัก ระหว่างทางก็เก็บสมุนไพรอยู่เนืองเนื่อง
ครั้นเดินทางด้วยความโดดเดี่ยวอยู่หลายวันก็พบผู้คนธรรมดาสามัญ ในใจก็หายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง กลิ่นของเกลือทะเลลอยโชยมาให้ซึมซับ กำแพงเมืองนั้นโอ่อ่าหรูหรากว่าเมืองที่แล้วนัก ป้ายชื่อเมืองนั้นเขียนไว้ เพลิงมรกต อักษรแต่ละตัวเปี่ยมด้วยความทรงพลังเช่นกาลเก่าก่อน
เพลิงมรกตชื่อนี้แม้แต่ในยุคก่อนก็ยังเลื่องลือนาม เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปปักษาสีเพลิง มีผู้แวะเวียนมาใช้งานอย่างไม่ขาดสาย จอมยุทธ์น้อยใหญ่ แข็งแกร่งอ่อนแอล้วนมาอยู่ในที่เดียวกัน ทว่ากลับก่อเื่สร้างราวกันน้อยนิดเนื่องจากไม่มีผู้ใดท้าทายจวนเ้าเมือง
สินค้าอันนิยมก็คงเป็โอสถและการแพทย์ ยามนี้อาจตกต่ำไปเพียงว่าสกุลจูเชว่ก็ยังนำหน้าผู้อื่นอยู่เสมอในด้านการรักษา ข่าวลือที่ว่าแพทย์เทวะคนแรก จูเชว่หลินหลานนั้นสามารถผ่าตัดช่วยเหลือผู้คนนั้นนับว่าไม่เกินจริงเลย
ยามรัตติกาลผันผ่าน มวลสรรพสิ่งจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ทว่าด่านตรวจคนเข้าเมืองยังเนืองแน่นด้วยผู้คนสัญจร เสียงดังโหวกเหวกไม่ต่างอันใดจากตลาดเช้าแม้แต่น้อยครั้นบุรุษหนุ่มยืนรอนับหลายชั่วยาม สุดท้ายก็ถึงตน เบื้องหน้าคือทหารยามสองคนที่มีใบหน้าอิดโรยดิ่งขอทาน ขอบตาคล้ำไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว
“พบเจอกันอีกคราพี่ชายทุกท่าน ข้าหวังว่าจะปล่อยข้าเข้าเมืองโดยเร็ว” ชายหนุ่มกล่าววาจาละมุนละม่อม สืบเท้าเข้าไปใกล้แล้วจึงมอบสินบนให้หนึ่งผลึกปราณ ทหารผู้นั้นยิ้มอย่างยินดีแล้วจึงถอยหลังเปิดทางให้
“พบกันอีกแล้ว…เชิญน้องชาย” พวกมันทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงไม่ได้จดจำว่าเฟยหลางเคยเข้าเมืองมากี่ครั้งแล้วจดจำเพียงว่าเงินตราที่บุรุษผู้นั้นมอบให้มันมากกว่าเงินเดือนเสียอีก
เฟยหลางพยักหน้าหน้าให้แล้วจึงเดินเข้าเมืองไป นกพิราบจำนวนนึงบินว่อนทั่วฟ้า เดินไปเรื่อยก็พบว่าชาวบ้านเริ่มปิดไฟดับตระเกียงหนีบัดนี้เมืองเงียบอยู่หลายส่วน บุรุษหนุ่มรู้เพียงว่ายามมืดมิดมีสายตามากมายจับจ้องมาที่ตนทีสุดแล้วก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
“สายข่าวของสกุลจิวช่างน่าเกรงขามด้านความขยันนัก แม้เวลาจะผ่านมานานถึงเพียงนี้แล้วก็ยังไม่ยอมถอดใจ” บุรุษอาภรณ์สึหมึกกล่าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแฝงความชื่นชม ครั้นเห็นชาวยุทธ์สามคนเดินเข้ามาพร้อมศาตราครบมือก็หาได้มีความกลัวมากนัก
“เป็มัน! ที่ค่าหัวพันผลึกปราณ” ชายในชุดคล้ายวานิชย์กล่าวออกมา ดวงตามีเค้าความยินดีเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถจัดการบุรุษตรงหน้าได้ และไปรับเงินรางวัลก้อนใหญ่จากสกุลจิว
“สมกับเป็ตาแก่เฟิ่ง เื่เงินตราจำไม่เคยพลาด ว่าแต่เ้าเถอะเห็นแก่ว่าเป็ผู้เยาว์ข้าจะมอบโอกาสให้ยอมจำนน อย่างไรเสียการมีชีวิตอยู่ก็ดีกว่าตายมิใช่รึ” บุรุษอาภรณ์ทมิฬยกปลายดาบชี้มาทางเฟยหลาง สัญลักษณ์บนอกเสื้อของเขาสกุลเฟยคุ้นเคนดี ตำหนักเงา
ชายสกุลเฟยยิ้มแล้วจึงเอ่ยตอบ “สังหารข้าไปก็รังแต่จะเพิ่มกรรมชั่ว ไฉนเราถึงไม่แยกทางกันเสียตรงนี้” ที่เขากลัวไม่ใช่สองคนเบื้องหน้า แต่เป็สตรีชุดดำที่อยู่ด้านหลัง นางนิ่งเงียบจนน่ากลัว
ขอบเขตปราณฟ้าแท้จริง!
หากต้องสู้กันตอนนี้แล้ว ก็คงมีแต่เสียกับเสีย ไม่มีประโยชน์อันใด ไม้ตายก้นหีบเช่นผลาญแก่นชีวิตก็ใช้ไปกับเสือโคร่งครามอัสนีไปแล้ว หากใช้อีกครั้งชีวิตยามนี้คงจบสิ้นได้ไปทัศนาปรภพสมใจอยาก นึกไม่ถึงเลยว่าตระกูลจิวจะเล่นใหญ่ถึงขนาดส่งขอบเขตปราณฟ้าออกมาประจำอยู่ที่เมืองท่าเรือ
บุรุษวานิชย์หัวเราะออกมาเริงร่า แววตาขำขันมิใช่น้อย มันชักดาบออกมาคล้ายว่าหมดสิ้นความอดทนแล้ว สะกิดปลายเท้าโผนร่างเข้าหาเฟยหลางอย่างรวดเร็ว มันกำชับดาบแน่นพลิกมือฟาดฟันออก ตั้งมั่นจะสังหารผู้เยาว์ตรงหน้าในดาบเดียว
เฟยหลางเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ใกลัว เขาะโหลบวิถีดาบอย่างพอดี จากนั้นก็เหวี่ยงเท้าเตะไปที่ใบหน้าของวานิชย์หนุ่มจนร่างของมันลอยกระเด็นออกไปใกลสิ้นใจตายอย่างอนาจในทันที