แขกกลุ่มที่สามที่ย่างกรายข้ามธรณีประตู คือฝูงคุณชายในอาภรณ์หรูหราฟู่ฟ่า
หัวโจกของพวกมันคาดเข็มขัดหยกฝังอัญมณี สวมรองเท้าหนังกลับหกตะเข็บ สันดานหยิ่งยโสโอหังสลักลึกบนใบหน้า ยามปรายตามองผู้ใดล้วนใช้หางตาเหยียดหยามราวกับตนเป็เทพไท่ซุ่ยจุติลงมาเหยียบย่ำโลกมนุษย์ ทว่ายามนี้เค้าหน้ากลับบิดเบี้ยวด้วยโทสะ มันตวัดพัดจีบชี้หน้าบัณฑิตสะบักสะบอมที่กำลังถูกรุมกระทืบ
"ไอ้สวะสุนัข ไพร่ชั้นต่ำเยี่ยงเ้า แค่สอบเตี่ยนซื่อผ่านเข้ารับราชการ ก็ริอ่านทำตัวเป็คนใหญ่คนโตงั้นรึ กล้ามาวางก้ามต่อหน้าข้า ไม่เจียมกะลาหัว... กระทืบมันให้ตาย"[1]
ขาดคำ หางตามันพลันตวัดไปปะทะเข้ากับพวกจ้าวหนิง คุณชายจองหองชะงักงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็มืดทะมึนดุจพบพานศัตรูคู่แค้น มันกวาดตามองเศษซากจานชามที่แหลกเหลวเกลื่อนห้อง มุมปากพลันแสยะยิ้มหยามหยัน
มันแค่นเสียงดูแคลน "ที่แท้ก็สุนัขสามตัวนี่เอง นครเยี่ยนผิงออกจะกว้างใหญ่ ไร้สถานที่ให้พวกเ้าไปคุ้ยขยะกินแล้วหรือไร กว่าคุณชายอย่างข้าจะหาเวลาออกมาสำราญ กลับต้องมาแปดเปื้อนสายตากับพวกเ้า ช่างอัปมงคลเสียจริง"
เื้ัมันปรากฏคุณชายร่างแคระแกร็นผู้หนึ่ง ทันทีที่เห็นจ้าวหนิง มันก็ทำทีตื่นตูมราวกับเห็นตัวตลก ชี้หน้าเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงดัดจริต "คุณชายจ้าว สบายดีหรือไม่ ได้ข่าวว่าสตรีในดวงใจของท่าน ทอดทิ้งว่าที่ผู้นำตระกูลจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ หนีตามไอ้สวะแซ่ฟ่านที่ไร้หัวนอนปลายเท้าไปเสียนี่"
"ฮ่าฮ่าฮ่า หรือท่านป้อนความสุขให้นางไม่หนำใจ หรือว่า 'น้องชาย' ของท่านมันสิ้นน้ำยา หากมิใช่เหตุนี้ ก็คงหาข้อแก้ตัวอื่นมารองรับความอัปยศนี้ไม่ได้แล้วกระมัง"
ั์ตาของจ้าวหนิงพลันสาดประกายสังหารเยือกเย็น
ไอ้สวะที่เปิดปากเห่าหอนตัวแรกมีนามว่า สวีจือหย่วน ทายาทสายตรงของอัครเสนาบดีสวีิหล่าง ทั้งยังรั้งตำแหน่งหัวโจกกลุ่มลูกหลานขุนนางบุ๋น ส่วนไอ้แคระนั่นคือ หลิวซินเฉิง บุตรชายสายตรงของรองอัครเสนาบดีหลิวมู่จือ
พวกมันกับสายเืขุนศึกเหยียบย่ำทับเส้นกันมาเนิ่นนาน สองขั้วอำนาจมักเปิดศึกบาดหมาง ชิงดีชิงเด่น และยกพวกตะลุมบอนกลางถนนเมืองเยี่ยนผิงเป็กิจวัตร
โดยเฉพาะสามสหาย จ้าวหนิง เว่ยอู๋เซี่ยน และเฉินอันจือ ล้วนชื่อเสียงเหม็นโฉ่ในแวดวงคุณชายว่าเป็พวกคนจริงบ้าเื สองปีมานี้เดินกร่างระรานไปทั่วแทบไร้ผู้ต่อกร ทว่ากลับมักมาปะทะงัดข้อกับพวกสวีจือหย่วนและหลิวซินเฉิงอย่างสูสี
ยามที่คลื่นความขัดแย้งระหว่างบุ๋นบู๊ในท้องพระโรงทวีความเดือดดาล พายุเืนี้ก็ลุกลามะเืถึงกลุ่มทายาทตระกูลใหญ่ ทุกคราที่สองฝั่งเผชิญหน้า ย่อมไร้ซึ่งการปั้นหน้าสวมหน้ากาก ต่างฝ่ายต่างจ้องจะสับกบาลกัน และเปิดศึกตะลุมบอนกันแทบทุกวี่วัน
"ได้ข่าวว่าคุณชายจ้าวถูกนกเป็ดน้ำคู่นั้นลอบสังหารกลางถนนจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ช่างน่าขันสิ้นดี คุณชายจ้าวเอ๋ย ขาดสตรีข้างกาย ก็ทำได้เพียงซมซานมาซื้อเศษสวาทในหอนางโลมงั้นรึ ช่างน่าสมเพชเวทนาเสียนี่กระไร"
สวีจือหย่วนผสมโรงประสานเสียงหัวเราะร่าอย่างอหังการ
ทว่าเสียงหัวเราะเพิ่งหลุดจากคอ ป้านสุราใบเขื่องก็ลอยละลิ่วแหวกอากาศพุ่งแสกหน้า มันตื่นตระหนกตวัดพัดจีบปัดทิ้ง ทว่าหยาดสุรากลับสาดกระเซ็นอาบเต็มใบหน้า ยังไม่ทันที่เพลิงโทสะจะปะทุ หมัดหลุนๆ ของเฉินอันจือก็พุ่งกระแทกเข้าสันจมูกมันเต็มแรง
"ไอ้ระยำ กล้ามาเห่าหอนปล่อยอาจมต่อหน้าปู่เฉินของแกงั้นรึ วันนี้ข้าจะสั่งสอนแกแทนโคตรเหง้าแกเอง!"
เฉินอันจือเืขึ้นหน้า มีหรือจะทนฟังคำเหยียดหยาม หมัดขวาซัดเปรี้ยงเข้ากลางดั้ง กระแทกจนเืกำเดาสาดกระเซ็นเป็สาย
"เฉินอันจือ ไอ้ชาติหมา ตกลงแกเป็สุนัขรับใช้พวกลูกทหาร หรือเป็คนตระกูลบัณฑิตกันแน่!"
สวีจือหย่วนถูกสุราสาดเข้าตาจนเสียหลัก เปิดช่องโหว่ให้เฉินอันจือซัดเข้าเป้า มันทำได้เพียงกุมจมูกเือาบถอยกรูด ความเ็ปร้าวลึกทะลวงกระดูกทำเอาน้ำตาเล็ด มันเต้นเร่าด้วยความเคียดแค้น กระทืบเท้าตะคอกสั่งสมุนด้านหลังให้พุ่งเข้ามารุมทึ้ง
"หลานรัก ปู่ของเ้ามาส่งถึงที่แล้ว!" เฉินอันจือแสยะยิ้มพุ่งทะยานเข้าคลุกวงใน
เมื่อสหายรักเป็แนวหน้าเปิดศึก จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนมีหรือจะนิ่งดูดาย สองบุรุษกระโจนพรวดข้ามโต๊ะอาหาร ถลันเข้าร่วมวงตะลุมบอนเืในชั่วพริบตา
เหตุผลเดียวที่สายเืขุนศึกทั้งสองกอดคอกับเฉินอันจือ ทายาทตระกูลปราชญ์ผู้นี้ ก็เพราะถูกใจสันดานดิบเถื่อนประเภทไม่สบอารมณ์ก็ชักดาบฟันของมัน ซ้ำท่วงท่าการต่อสู้ยังบ้าดีเดือด ยิ่งกว่าลูกเสือลูกจระเข้จากตระกูลขุนพลเสียอีก ช่างถูกสันดานพวกเขายิ่งนัก
จ้าวหนิงตะปบคว้าโต๊ะไม้ พุ่งทะยานออกไปสองก้าว ง้างแขนจนสุดล้าแล้วฟาดโต๊ะอัดแสกหน้าหลิวซินเฉิงอย่างป่าเถื่อน
หลิวซินเฉิงตบะระดับคุมปราณขั้นต้น ก่อนหน้านี้เคยปะทะกับจ้าวหนิงมานับครั้งไม่ถ้วน ฝีมือจัดว่าสูสีคู่คี่ ยามนี้มันเป็ฝ่ายพุ่งทะยานเข้าหา หวังจะได้ฟาดฟันแลกหมัดเฉกเช่นวันวาน ทว่าเพิ่งขยับปลายเท้า จ้าวหนิงที่เร่งเร้า 'ท่าเท้ากระจกวารี' ก็พลันเลือนหาย ทิ้งไว้เพียงเงาติดตา ส่วนร่างจริงพุ่งพรวดมาปรากฏเบื้องหน้ามันดุจภูตผี
หลิวซินเฉิงขวัญผวา คาดไม่ถึงว่าความเร็วของจ้าวหนิงจะก้าวะโถึงเพียงนี้ ทว่ามันมิใช่สวะสติทึบ มีหรือจะยอมใช้กะโหลกรับแรงกระแทก มันรีบมุดหัวโก่งหลังหลบหลีก
ทว่าหลบหัวพ้นแต่สลัดตัวไม่หลุด โต๊ะไม้ในมือจ้าวหนิงฟาดเปรี้ยงเข้ากลางหลังมันจนแตกกระจายเป็เสี่ยง หลิวซินเฉิงกระอักลมหายใจ ร่างทรุดฮวบหน้าคะมำกระแทกพื้น
ยังไม่ทันตะเกียกตะกายลุก ร่างอ้วนฉุดุจขุนเขาของเว่ยอู๋เซี่ยนก็กระโจนทิ้งน้ำหนักกดทับลงมาเต็มแรง เสียงกระดูกซี่โครงลั่นกร๊อบหักสะบั้นไปสองซี่ ความเ็ปเจาะทะลวงไขสันหลังบีบให้มันแหกปากร้องโหยหวนดุจสุกรถูกเชือด ร่างกายสิ้นสูญเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นยืน
ตบะญาณของคนหนุ่มกลุ่มนี้ล้วนทัดเทียม ไม่มีผู้ใดทะลวงผ่านระดับคุมปราณขั้นต้น ยามที่ไม่ได้ปลดปล่อยอานุภาพศาสตราปราณ จึงไม่ต้องพะวงว่าจะถล่มหอเยี่ยนไหลพินาศเป็จุล
เฉินอันจือเบิกฤกษ์เปิดฉาก แม้จะฝังหมัดหลุนๆ บดขยี้ดั้งสวีจือหย่วนได้สำเร็จ ทว่าคล้อยหลังกลับถูกคุณชายสองคนพุ่งเข้ารุมกินโต๊ะ จนไม่อาจแหวกวงล้อมไปเก็บงานสวีจือหย่วนได้อีก
เพียงครู่เดียว เรือนร่างผอมบางของเฉินอันจือก็รองรับทั้งหมัดและฝ่าเท้าไปนับไม่ถ้วน ทว่ามันหาได้ย่อท้อหรือตั้งการ์ดป้องกัน ศัตรูซัดมาหนึ่งหมัด มันถีบสวนกระเด็นไปหนึ่งตีน โดนศอกถองเข้าลิ้นปี่ มันก็กระชากหูอีกฝ่ายแล้วใช้หน้าผากโขกอัดดั้งจมูกคืนอย่างป่าเถื่อน
นี่คือการตะลุมบอนที่แลกเืด้วยเื แม้ตกเป็รอง ทว่ากลับข่มขวัญศัตรูด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่งไร้ขีดจำกัด
จังหวะที่เฉินอันจือโดนถีบอัดบั้นเอว และแจกันใบเขื่องกำลังจะฟาดกะโหลก จ้าวหนิงก็พุ่งทะลวงวงล้อมเข้ามา คว้าคอเสื้อพยุงสหายให้ตั้งมั่น ก่อนจะอาศัยแรงส่งกระแทกไหล่อัดกระเด็นสวะที่ถือแจกันจนหงายเก๋ง
จ้าวหนิงกระทืบซ้ำลงบนยอดอกคุณชายสวะบนพื้น เมินเสียงร้องโหยหวน พุ่งทะยานเข้าหาสวีจือหย่วนที่เพิ่งยัดก้อนสำลีอุดโพรงจมูกเืสาด และกำลังจะหันกลับมาร่วมวง
"จ้าวหนิง ไอ้เด็กเมื่อวานซืน อยู่ไต้โจวคงโดนขู่จนเยี่ยวราดกางเกงสิท่า ฮ่าฮ่า..."
สวีจือหย่วนเอี้ยวตัวหลบลูกเตะของจ้าวหนิงได้อย่างฉิวเฉียด ทว่าเพิ่งจะแสยะยิ้มหยัน ปลายเท้าของจ้าวหนิงกลับตวัดกลับมาเตะก้านคอฟาดเปรี้ยงเข้ากกหูเต็มรัก กะโหลกมันสะบัดกระแทกบานประตูไม้จนแตกทะลุเป็รูโหว่
ใจมันกระตุกวูบ สมองอื้ออึงขาวโพลน 'ลูกเตะวิปริตนี่มันตวัดกลับมาได้ยังไงวะ'
ในฐานะคู่แค้นที่ฟาดฟันกันมาเนิ่นนาน สวีจือหย่วนมั่นใจว่ามันอ่านวิชาของจ้าวหนิงทะลุปรุโปร่ง ศึกสายเืที่ผ่านมา มันอาศัยเชิงยุทธ์ที่เหนือกว่าคอยตลบหลังอยู่เสมอ ทว่าครานี้มันกลับมองไม่เห็นแม้แต่เงาฝ่าเท้า ก็ถูกตอกหน้าจนาเ็สาหัส
ด้วยแรงกระแทกมหาศาล สำลีอุดจมูกพลันกระเด็นหลุด เืข้นคลั่กทะลักทะลวงออกมาเป็สาย
ยังไม่ทันที่สติสัมปชัญญะจะฟื้นคืน เงาหมัดของจ้าวหนิงก็สาดกระหน่ำดุจห่าฝน มันขวัญผวาจนิญญาแทบหลุดจากร่าง รีบยกสองแขนตั้งการ์ดพิทักษ์ศีรษะ
ทว่ากลับทิ้งช่องโหว่ที่ท้องน้อยให้ถูกกระทืบเต็มแรง มันแผดเสียงร้องเสียงหลง ทรุดกายลดมือหมายจะกุมลิ้นปี่ ทว่าหมัดเหล็กกลับสอยเสยเข้าดั้งจมูกอีกคำรบ คราวนี้มันได้ยินเสียงกระดูกดั้งแตกละเอียดคาหู หน้ามืดทะมึน ความเ็ปแล่นพล่านจนแทบสลบเหมือด
ไร้ปัญญาต่อกร สวีจือหย่วนทำได้เพียงกุมหัวขดตัว ปล่อยให้จ้าวหนิงประเคนพายุหมัดและส้นเท้ากระทืบซ้ำ ไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้ มันรู้สึกราวกับกระดูกทุกซี่ถูกบดขยี้ น้ำตาแหยพาลจะรินไหล
ครั้นเหลือบเห็นตั่งไม้กลมง้างอยู่ในมือจ้าวหนิงั้แ่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบ สวีจือหย่วนก็ขวัญหนีดีฝ่อ แหกปากร้องโหยหวนเรียกสุนัขรับใช้ให้มาช่วยชีวิตอุตลุด
'ไอ้เวรนี่แค่รอดตายกลับมาจากไต้โจว ไฉนทักษะสังหารมันถึงได้เหี้ยมเกรียมขึ้นปานนี้' ยามถูกบ่าวไพร่ฉุดลากตัวหนี ภายในใจสวีจือหย่วนยังคงสั่นสะท้าน
มันเบิกตาเห็นคุณชายสวะคนหนึ่งที่ถลาเข้ามาคุ้มกัน ถูกกระบวนท่าสังหารต่อเนื่องของจ้าวหนิงบดขยี้จนร่วงไปกองกับพื้นในพริบตา ไม่อาจยืนหยัดต้านทานได้แม้แต่ครึ่งกระบวนท่า
ขุมกำลังฝั่งสวีจือหย่วนเดิมมีหกชีวิต ล้วนเป็ทายาทตระกูลที่พอมีฝีมือ ผนวกกับสุนัขรับใช้สันดานนักเลงอีกสองคน ทว่าฟาดฟันกันไปมา บทสรุปกลับกลายเป็พวกมันทั้งหมดยกโขยงไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มบนพื้น ขณะที่สามสหายฝั่งจ้าวหนิงยังคงหยัดยืนตระหง่าน แม้สภาพจะโอนเอนสะบักสะบอม ทว่าผลแพ้ชนะนั้นประจักษ์แจ้งต่อสายตา
ท่ามกลางซากปรักหักพัง มีคุณชายสองคนนอนกุมเป้ากลิ้งเกลือกทุรนทุราย ร้องโหยหวนอย่างอเนจอนาถ
นั่นคือผลงานชิ้นโบแดงของเว่ยอู๋เซี่ยน วิถีตะลุมบอนของมันบัดซบต่ำทรามถึงขีดสุด หากไม่ใช้วิชา 'พยัคฆ์ดำควักใจ' ก็งัด 'วานรเด็ดลูกท้อ' เน้นบดขยี้จุดยุทธศาสตร์เบื้องล่างเป็หลัก นับเป็ที่รังเกียจเดียดฉันท์ในหมู่ลูกผู้ชายยิ่งนัก
"จ้าวหนิง ฝากแค้นนี้ไว้ก่อน งานล่าสัตว์ฤดูสารทเมื่อใด หากแกกล้าก็มาเจอกัน คอยดูว่าข้าจะกระทืบแกให้ร้องไห้หาบิดามารดาได้หรือไม่!" สวีจือหย่วนเห็นท่าไม่ดี รีบกุมจมูกเืสาด ตะเกียกตะกายวิ่งหางจุกตูดหนีเอาตัวรอดเป็คนแรก
คำรามขู่ทิ้งท้ายหาได้มีอานุภาพอันใด เสียงโห่ฮาเย้ยหยันจากคณิกาและแเื่ที่มุงดูริมระเบียง กลับกลายเป็แส้เฆี่ยนตีให้พวกมันวิ่งเตลิดเร็วยิ่งขึ้น
"ศึกคืนนี้ช่างสะใจโว้ย" เฉินอันจือะเิเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ไล่เตะโด่งส่งสวะพวกนั้นให้พ้นประตู ครั้นเห็นพวกมันหนีตายหัวซุกหัวซุน ก็ยิ่งหัวเราะก้องกังวานดุจขุนพลกำชัย
"เชิงยุทธ์ของหนิงเกอก้าวะโผิดมนุษย์มนา ราวกับจุติใหม่เป็คนละคน ทุกกระบวนท่าล้วนสกัดจุดตาย" ั์ตาของเว่ยอู๋เซี่ยนที่ถูกชั้นไขมันเบียดจนหยี สาดประกายเฉียบแหลมมองทะลุแก่นแท้
ศาสตร์แห่งการเข่นฆ่าจำต้องถูกเคี่ยวกรำผ่านเืและซากศพวันแล้ววันเล่า การที่พวกเขาใช้กำลังพลน้อยกว่าบดขยี้ศัตรูในคืนนี้ หาใช่เพราะตบะเหนือกว่า ทว่าเพราะทักษะสังหารของจ้าวหนิงทิ้งห่างพวกมันไปไกลลับสายตาต่างหาก
อย่างไรเสีย นี่ก็เป็เพียงศึกวิวาทของทายาทขุนนาง หาใช่สมรภูมิชี้เป็ชี้ตาย ย่อมไม่มีผู้ใดลงมือเหี้ยมโหดถึงขั้นเอาชีวิต ล้วนมาจากตระกูลมีสี หากพลั้งมือพรากชีวิตหรือทำลายวรยุทธ์จนพิการ หายนะย่อมตามติด และไร้ซึ่งความจำเป็ต้องทำเช่นนั้น ในสถานการณ์เยี่ยงนี้ ความเหลื่อมล้ำทางทักษะการต่อสู้จึงเผยให้เห็นผลลัพธ์ที่เด็ดขาด
"พวกเ้าคิดว่าที่ข้ากักตัวบำเพ็ญเพียรเป็การสูดอากาศเล่นหรือไร" จ้าวหนิงย่อมไม่อาจแพร่งพรายว่า นี่คือสัญชาตญาณสังหารที่ถูกหล่อหลอมจากกองซากศพและกลิ่นคาวเื ตลอดสิบปีในสมรภูมิของอดีตชาติ
เขาล้วงป้านสุราสองใบที่ยังรอดพ้นหายนะหลังโต๊ะ โยนกระแทกอกเฉินอันจือและเว่ยอู๋เซี่ยนคนละใบ สองมือว่างเปล่า จึงแหกปากเรียกแม่เล้าให้ลำเลียงสุรามาสังเวยเพิ่ม
ห้องหรูหราแห่งนี้ผ่านการย่ำยีจากสามเดนมนุษย์ ซ้ำยังเพิ่งรอดพ้นจากศึกตะลุมบอน ข้าวของแหลกเหลว สภาพอุจาดตาเกินทน ภายใต้คำสั่งของเฉินอันจือ ทั้งสามจึงย้ายสำมะโนครัวเปลี่ยนห้องใหม่ในทันที
ก่อนย้ายฐานทัพ ในฐานะผู้กำชัยชนะ พวกจ้าวหนิงย่อมต้องชำระค่าเสียหายให้แก่หอเยี่ยนไหลอย่างตามธรรมเนียมนักเลง
ราคาชดใช้ย่อมถูกบวกเพิ่มมหาศาล แม้แม่เล้าจะตีหน้าซื่ออ้างว่าเป็ราคาต้นทุน ทว่ารอยยิ้มประจบประแจงจนตาหยีก็ฟ้องชัดว่านางฟันกำไรไปบานเบอะ ทว่าพวกจ้าวหนิงก็คร้านจะลดตัวไปต่อล้อต่อเถียง
ในฐานะทายาทสายตรงแห่งตระกูลทรงอิทธิพลระดับประเทศ ที่ถูกฟูมฟักหมายมั่นปั้นมือ เศษเงินแค่นี้ย่อมไม่ระคายเคืองขนหน้าแข้ง
สองบัณฑิตหนุ่มที่โดนหมาหมู่รุมกระทืบ รีบโค้งคำนับกล่าวขอบคุณพวกจ้าวหนิงที่ 'เห็นความอยุติธรรม ชักดาบเข้าอุ้มชู'
ความจริงคือทันทีที่สวีจือหย่วนเหลือบเห็นจ้าวหนิง สองบัณฑิตนี่ก็ถูกเตะส่งกลายเป็อากาศธาตุในทันที
ตามสันดานเฉินอันจือ ครั้นรู้ว่าอีกฝ่ายเป็เพียงบัณฑิตยาจก มันก็หมดอารมณ์เสวนา ทำเพียงแค่นเสียงรับคำส่งเดชสองสามคำ เตรียมจะโบกมือไล่ให้ไสหัวไป
ช่องว่างชนชั้นห่างไกลดุจฟ้ากับเหว ไร้เหตุผลต้องลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว ผนวกกับเพลิงแค้นระหว่างบุ๋นบู๊แห่งต้าฉีกำลังปะทุเดือด จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนคือสายเืขุนศึก ย่อมไร้เื่เสวนากับพวกบัณฑิต
ทว่าเหนือความคาดหมาย จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนกลับเอ่ยปากรั้งสองยาจกไว้โดยพร้อมเพรียง ซ้ำยังเชื้อเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะ รินสุราคารวะ และเปิดฉากสนทนาด้วยท่าทีสนิทสนมเป็กันเองยิ่งนัก
____
[1] สอบเตี่ยนซื่อ : การสอบเข้ารับราชการระดับสูงสุด หรือ "การสอบหน้าพระที่นั่ง" เป็ด่านสุดท้ายที่จัดขึ้นในพระราชวัง โดยฮ่องเต้จะเป็ผู้ตั้งโจทย์ (มักเป็การบริหารบ้านเมือง) และคัดเลือกผู้ที่สอบผ่านเพื่อจัดอันดับด้วยพระองค์เอง