หลังจากที่ไลท์วางสายไปเขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ นายยิ้มอะไรของนาย? ” เบเรียลที่อยู่ด้านข้างถามขึ้นหลังจากที่เธอเห็นรอยยิ้มของไลท์
“ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแค่คุณสตีฟและคุณมารานบอกว่า พวกเขาจะมาอาศัยอยู่ที่เมืองรุ่งอรุณของพวกเรา ” ไลท์พูดขึ้น
เบเรียลประหลาดใจเล็กน้อยแต่เธอก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ในเมื่อหอคอยแห่งนิรันดร์กำลังจะพังทลาย พวกเขาก็ต้องหาสถานที่แห่งใหม่ในการย้ายฐานที่อยู่ของตัวเอง ซึ่งพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่เมืองรุ่งอรุณ อีกอย่างพวกเขาก็รู้จักกับพวกไลท์อยู่แล้ว
“ เอาสิฉันเองก็ไม่ได้เจอหน้าหลานรักเลย ฉันเองก็คิดถึงเหมือนกัน ” เบเรียลยิ้มขึ้น
หลานรักที่ว่าก็คือ มาควินยอส
มาควินยอสเป็นลูกชายของสตีฟและมาราน ซึ่งตอนนี้มาควินยอสอายุได้แค่สามขวบเท่านั้น นอกจากนี้มาควินยอสก็เป็นเด็กที่ฉลาดเอามากๆ เขาสามารถคิดคำนวนเลขได้ตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนี้ก็ยังมีไหวพริบในการตอบคำถามและมีความสนใจและอยากรู้ในการถามคำถาม
ไลท์ยิ้มและพยักหน้าเห็นด้วยกับเบเรียล
เขาและเบเรียลเคยอุ้มตอนที่มาควินยอสยังเป็นเพียงเด็กทารก ก่อนที่พวกเขาจะกลับมายังโลกภายนอก
สายลมอ่อนๆพัดผ่าน ทำให้บรรยากาศรอบๆเต็มไปด้วยความเย็นสบายและอบอุ่น
ไลท์มองดูท้องฟ้าอันกว้างใหญ่และสวนดอกไม้ที่อยู่รอบตัวของเขา จากนั้นเขาก็หันมามองเบเรียลที่ยืนอยู่ข้างๆ จากนั้นสายตาของเขาก็กลายเป็นอ่อนโยนและอบอุ่น
“ เป็นอะไรหรือเปล่าไลท์ ” เบเรียลถามขึ้น
“ เบเรียบฉันว่าตอนนี้มันถึงเวลาแล้วล่ะ ” ไลท์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
เบเรียลแสดงสีหน้าสงสัย เธอไม่เข้าใจว่าไลท์หมายถึงอะไร
จู่ๆเธอก็เห็นไลท์คุกเข่าต่อหน้าเธอ เธอก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่
ไลท์หยิบกล่องขนาดเล็กออกมาจากแหวนมิติและค่อยๆยื่นออกมาด้านหน้า
เบเรียลมองกล่องขนาดเล็กด้วยความประหลาดใจ
ไลท์ค่อยๆเปิดกล่องขนาดเล็กก่อนที่จะเห็นแหวนเพชรวงหนึ่งที่อยู่ตรงกลางกล่องขนาดเล็ก
แหวนเพชรวงนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตและสวยงาม
“ เบเรียลเธอจะแต่งงานกับฉันไหม? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เขามีชีวิตถึงสองชาติแต่เขาก็พึ่งจะเคยขอผู้หญิงแต่งงานเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ แม้แต่เม็ดเหงื่อก็ไหลออกมาตามใบหน้าของเขา มือของเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อเหมือนกัน
เบเรียลตกใจจากนั้นเธอก็รีบเอามือปิดปากก่อนที่สายตาของเธอจะจ้องมองไปที่ไลท์ดเวยความไม่อยากเชื่อ
“ ไลท์…ฉันตกลง ” เบเรียลตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้น้ำเสียงของเธอก็ยังสั่นเทา แสดงให้เห็นว่าเธอตื่นเต้นมากแค่ไหน
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอยื่นมือซ้ายออกมาข้างหน้า
ไลท์หยิบแหวนเพชรและสวมเข้าไปที่นิ้วนางของเบเรียล
“ ขอบคุณนะเบเรียล ” ไลท์พูดก่อนที่จะลุกขึ้นมากอดเบเรียลด้วยความโล่งใจ
“ คนบ้า ” เบเรียลได้แต่พึมพำออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินด้วยความยินดี
เธอเองก็มีความคิดที่จะแต่งงานกับไลท์เหมือนกัน แต่เพราะว่าช่วงนี้คือช่วงที่เมืองรุ่งอรุณกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดีทำให้เธอเอาแต่ดูแลเมืองอยู่ตลอดเวลาจนลืมคิดเรื่องแต่งงานไปเสียสนิท
แต่ตอนนี้จู่ๆไลท์ก็มาขอแต่งงานก็ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้น
เบเรียลเอาแต่ดูแหวนเพชรในมือของเธอด้วยความหลงใหล
เธอคิดกับตัสเองว่าเธอจะไม่มีวันลืมเรื่องราวในวันนี้โดยเด็ดขาดต่อให้มันจะผ่านไปนานกว่าหลายพันปีก็ตาม
ความจริงแล้วไลท์เองก็วางแผนที่จะแต่งงานกับเบเรียลมาสักพักใหญ่ๆแล้ว แต่โชคร้ายที่เบเรียลเอาแต่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาไม่อยากที่จะรบกวนการทำงานของเธอ
แต่ในตอนนี้พวกเขาก็จะให้ยูเทียเป็นผู้ช่วยดูแลเมือง ทำให้เบเรียลไม่ต้องทำงานหนักเหมือนกับอดีต ทำให้ไลท์ตัดสินใจที่จะขอเบเรียลแต่งงาน
ส่วนแหวนเพชรนั้นเขาก็ได้เตรียมเอาไว้นานแล้วและเขาก็ให้ช่างทำแหวนที่มีฝีมือดีที่สุดในเมืองรุ่งอรุณเป็นคนสร้างขึ้นมา ซึ่งนับว่าไม่เสียแรงที่เป็นช่างฝีมือในการสร้างแหวนอันดับหนึ่ง
ความจริงแล้วพิธีแต่งงานในโลกแห่งนี้มันไม่ได้มีความยุ่งยากมากมายอะไรเลย ถ้าหากผู้ชายจะขอผู้หญิงแต่งงานก็แค่ขอด้วยคำพูด ถ้าหากผู้หญิงตกลง ผู้ชายก็จะไปพบกับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงก่อนที่จะขอแต่งงานต่อหน้าของครอบครัวฝ่ายหญิง
หลังจากนั้นก็เป็นการจัดงานเลี้ยงเล็กๆที่จะเชิญแขกที่สนิทมาร่วมเป็นพยานในการแต่งงานของทั้งสอง แค่นี้ก็จบแล้ว ซึ่งงานแต่งไม่มีทั้งการสวมแหวนหรือการคุกเข่าขอแต่งงานแบบนี้
“ ฉันคิดว่า หลังจากที่เรากลับไปที่เมืองรุ่งอรุณ ฉันจะจัดพิธีแต่งงานของเราให้ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ” ไลท์พูดขึ้น
เบเรียลส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า “ ความจริงแล้วนายไม่ต้องจัดงานแต่งแบบยิ่งใหญ่ก็ได้ เอาแค่เรียบง่ายก็พอ ”
“ ไม่เอาด้วยหรอก ฉันจะจัดให้มันสวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด ฉันจะทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่ทุกคนต่างอิจฉา ” ไลท์หัวเราะ
เบเรียลได้แต่ถอนหายใจ เธอรู้ดีว่าถ้าหากไลท์ตัดสินใจไปแล้วก็ไม่มีใครที่จะเปลื่ยนความคิดของเขาได้ นอกจากนี้ความคิดของไลท์นั้นเหมือนจะถูกต้องทุกอย่างอีกด้วย
“ จริงสิไลท์ ทำไมถึงต้องสวมแหวนด้วยล่ะ? ” เบเรียลสงสัย นอกจากนี้เธอยังสัมผัสได้ว่าแหวนวงนี้ไม่ธรรมดาอีกด้วย
“ นี้เป็นพิธีการขอแต่งงานในโลกเก่าของฉันน่ะ นอกจากนี้มีคำกล่าวจากโลกเก่าของฉันว่านิ้วนางข้างซ้ายนั้นใกล้กับหัวใจมากที่สุด เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงนิยมที่จะสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายเป็นการขอแต่งงาน ” ไลท์พูดด้วยน้ำเสียงคิดถึง
“ โลกเก่าของนาย? ” เบเรียลสงสัยและสนใจขึ้นมา
ไลท์ยิ้มก่อนที่เขาจะสร้างม่านพลังขึ้นมาป้องกันไม่ให้ใครสามารถดักฟังได้ จากนั้นเขาก็นั่งลงที่พื้นหญ้า เบเรียลเองก็นั่งตามด้วยเหมือนกัน
“ เบเรียล เรื่องที่ฉันจะบอกกับเธอต่อไปนี้เป็นความลับที่สุดของฉัน ความลับนี้ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน นอกจากนี้มันก็ยังเป็นความลับที่ว่าทำไมฉันถึงได้แข็งแกร่งและมีความรู้เรื่องของผู้ฝึกตนมากนัก ” ไลท์พูดขึ้น จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปยังท้องฟ้าสีคราม
เบเรียลที่ได้ยินดังนั้นเธอก็ตั้งใจฟังขึ้นมา
ความจริงแล้วที่เธอหรือสมาชิกเดธปาร์ตี้รู้ว่าไลท์แข็งแกร่งแค่ไหนและทำไมถึงมีความรู้มากมานนักก็มีแค่ตำพูดของไลท์ที่บอกว่า เขาเคยไปที่โลกอีกใบ ซึ่งโลกใบนั้นไม่มีพลังเวทย์แต่มีพลังอย่างอื่นที่แข็งแกร่งกว่า ที่เรียกว่า ‘ ลมปราณ’ แทน เท่านั้น นอกจากนั้นพวกเธอก็ไม่รู้อะไรอีกเลย จะมีก็แต่เรื่องที่ไลท์อยากจะเล่าให้ฟัง เช่น สิบสองกายาศักดิ์สิทธิ์หรือค่ายกลต่างๆที่ไลท์สร้างขึ้น รวมไปถึงทักษะบ่มเพาะ เป็นต้น
ในตอนแรกทุกคนคิดว่าไลท์แต่งเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะได้ปกปิดความลับที่เขารู้เรื่องทักษะบ่มเพาะเหล่านี้ แต่พอทุกๆคนผจญภัยร่วมกันหลายปี เจอเรื่องราวต่างๆมากมาย ทุกคนก็เชื่อแล้วว่าเรื่องที่ไลท์บอกว่าเคยไปโลกอีกใบที่เป็นโลกผู้ฝึกตนเป็นเรื่องจริง
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ฝึกตนอย่าง เปิ่นซานไห่หรือหลัวจี๋ ที่ปรากฏตัวขึ้นเพราะเดซี่และเวโรนิก้าที่บ่มเพาะไปถึงระดับหนึ่ง และดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะรู้จักกับไลท์อีกด้วย ทำให้พวกเขาเชื่อแล้วว่าไลท์เคยไปที่โลกผู้ฝึกตนมาจริงๆ
แต่พวกเขาก็รู้สึกสงสัยว่าทำไมบางคนอย่างไลก้า เบเรียล คอลรุย ที่ทะลวงผ่านระดับSSแต่ก็ไม่มีใครโผล่ออกมาเหมือนกับเดซี่และเวโรนิก้า ซึ่งเรื่องนี้ไลท์เองก็ไม่สามารถตอบได้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีพวกสหายของเขาโผล่ออกมาเหมือนกับเปิ่นซานไห่หรือหลัวจี๋
“ เบเรียล ความจริงแล้วฉันไม่ใช่คนของโลกใบนี้และยังไม่ใช่คนของโลกผู้ฝึกตนอีกด้วย ” ไลท์พูดขึ้น
เบเรียลที่ได้ยินก็แสดงสีหน้าตกใจและไม่อยากเชื่อ
“ นายหมายความว่ายังไงไลท์ อะไรคือไม่ใช่คนของโลกใบนี้? ” เบเรียลแสดงสีหน้าจริงจัง
“ ก็ฉันมาจากโลกใบอื่น โลกที่ไม่มีทั้งเวทย์มนต์และผู้ฝึกตน เป็นโลกที่มีแต่วิทยาศาสตร์เท่านั้น ” ไลท์พูดขึ้น
“ อะไรคือวิทยาศาสตร์งั้นหรอ? ” เบเรียลถามขึ้นด้วยความสงสัยและอยากรู้
“ ก็อย่างเรื่องที่ทำไมมนุษย์เราถึงไม่ลอยขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งมันคือแรงโน้มถ่วงที่ทำให้เราไม่สามารถลอยได้ … ” ไลท์ได้เล่าเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ให้กับเบเรียลฟังอยู่นาน
เบเรียลที่ได้ยินเรื่องวิทยาศาสตร์ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์มันช่างล้ำลึกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่เครื่องบินสามารถบินบนท้องฟ้าได้ทั้งๆที่ไม่ต้องใช้แกนพลังเวทย์ รถไฟฟ้าที่วิ่งด้วยความเร็วสูงเพื่อขนส่งผู้โดยสาร ไม่เหมือนกับรถไฟในโลกใบนี้ที่วิ่งได้ช้ามากๆ นอกจากนี้ยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างที่ไม่ต้องใช้พลังเวทย์แต่พวกเขาก็มีชีวิตที่หรูหราเหมือนกัน
“ เป็นโลกที่น่าสนใจมากๆเลยนะนั้นน่ะ ” เบเรียลพูดขึ้น
“ ตอนที่ฉันตายจากโลกใบนั้นแล้วมาโผล่ที่โลกนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวฉันอาจจะตายได้ทุกเมื่อเพราะโลกใบนี้คือโลกที่มีเวทย์มนต์และสามารสังหารกันได้ทุกเมื่อ ผิดกับโลกเก่าของฉันที่การจะฆ่าคนเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ” ไลท์พูดขึ้นและถอนหายใจออกมา
" จนกระทั้งวันหนึ่งในตอนที่ฉันอายุสิบห้า ยามค่ำคืนที่ฉันกำลังนอนหลับอยู่ จู่ๆจิตวิญญาณของฉันก็ไปโผล่ที่โลกผู้ฝึกตน จิตวิญญาณของฉันได้ผูกติดกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่าเทียนตี้อู่หลง
หลังจากนั้นฉันและเทียนตี้อู่หลงก็ช่วยกันผลักดันกันและกัน จนในที่สุดหลายร้อยปีผ่านไป เทียนตี้อู่หลงก็กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และฉันก็อยู่กับเขามานานหลายหมื่นปีจนกระทั้งจิตของฉันก็กลับมายังโลกใบนี้อีกครั้งหนึ่ง
และหลังจากนั้นฉันก็สามารถใช้ทักษะบ่มเพาะจากโลกผู้ฝึกตนมาบ่มเพาะในโลกเวทย์มนต์แห่งนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงมีทักษะบ่มเพาะมากมายรวมไปถึงการสร้างค่ายกลต่างๆที่ฉันสามารถสร้างได้เพราะฉันได้เรียนรู้มานานหลายพันปีแล้ว " ไลท์พูดขึ้นและมองไปที่เบเรียล
“ นึกไม่ถึงเลยว่านายจะผ่านอะไรมาเยอะขนาดนี้ นี้ฉันควรเรียกนายว่าปู่ทวดของปู่ทวดดีไหม? ” เบเรียลแกล้งหยอก เพราะไลท์บอกว่าเขามีชีวิตนานหลายหมื่นปี
ไลท์ที่ได้ยินก็หัวเราะขึ้นเบาๆ
“ ตอนนี้ฉันเป็นเพียงชายหนุ่มอายุยี่สิบแปดปีเท่านั้นแหละ ” ไลท์หัวเราะออกมา
ตอนนี้เบเรียลเข้าใจแล้วว่าทำไมไลท์ถึงดูมั่นใจในตัวเองรวมไปถึงเวลาเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากเขาก็มักจะแสดงสีหน้าผ่อนคลายและไม่ได้แยแสต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เนื่องจากประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่าหลายหมื่นปีมันก็เพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นคนที่เจนโลกคนหนึ่งแล้ว เขาสามารถคิดและวิเคราห์สถานการได้อย่างรวดเร็วจากประสบการณ์ของเขา นอกจากนี้เขายังเก่งในเรื่องของการมองคนออกอีกด้วย
หลังจากนั้นไลท์และเบเรียลก็พูดคุยกันอีกสักพักหนึ่งก่อนที่จะไปกินข้าวเย็น
“ แล้วนายคิดว่างานแต่งของเราจะจัดขึ้นช่วงไหนดี? ” เบเรียลถามขึ้นด้วยความสนใจ
“ เรื่องนั้นเดี๋ยวฉันจะดูวันให้อีกทีเพราะฉันเองก็มีศาสตร์ในการทำนายอยู่เหมือนกัน ฉันจะหาวันที่ฤกษ์ดีๆจัดงานแต่งของเราเอง ” ไลท์ยิ้มขึ้น
“ นายมีศาสตร์ในการทำนายด้วยด้วยงั้นหรอ ” เบเรียลพูดด้วยความแปลกใจ
“ ใช่สิ แต่ศาสตร์ในการทำนายของฉันก็พอที่จะทำนายอนาคตได้หลายปีเลยทีเดียว ” ไลท์ยิ้มขึ้น
“ แล้วนายสามารถทำนายล่วงหน้าได้กี่ปีงั้นหรอ? ” เบเรียลอยากรู้
“ ก็อย่างต่ำๆก็ประมาณร้อยปีได้มั้ง ” ไลท์ครุ่นคิดพร้อมกับพูดออกมา
“ แล้วทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นนายทำนายอะไรเลยล่ะ? ” เบเรียลสงสัย
“ ก็เพราะฉันไม่ค่อยชอบที่จะทำนายอะไรล่วงหน้า อีกอย่างการทำนายก็เหมือนกับการแอบดูสวรรค์ เพราะฉะนั้นการทำนายจะต้องเตรียมตัวให้สมบูรณ์ที่สุด มันจึงต้องใช้เวลานานในการทำนายแต่ละครั้ง และอีกอย่างฉันเป็นพวกขี้เกียจด้วยแหละจึงไม่ค่อยได้ทำนายอะไร การปล่อยให้โชคชะตานำพาไปเรื่อยๆนั้นก็เป็นความสนุกอย่างหนึ่งของชีวิต ” ไลท์พูดขึ้น
เบเรียลยิ้มและพยักหน้ารับ สำหรับเธอ ไม่ว่าไลท์จะเป็นอย่างไร เธอก็ยังคงรักไลท์อยู่เหมือนเดิม
หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ทั้งสองก็กลับไปยังที่พักของตัวเอง
หลายวันผ่านไป
สมาชิกเดธปาร์ตี้รวมไปถึงคนที่รู้จักพวกเขาทั้งหมดก็รู้เรื่องที่ไลท์ขอเบเรียลแต่งงานแล้ว พวกเขาก็พากันมาแสดงความยินดี พร้อมกับบอกว่าถ้าหากจัดงานแต่งก็ส่งบัตรเชิญมาด้วย
ตอนนี้ไลท์ก็รับสายจำนวนมากที่โทรเข้ามาแสดงความยินดีไม่ว่าจะเป็นคนของสภาจอมเวทย์หรือคนของสมาคมนักผจญภัยรวมไปถึงห้าตระกูลผู้พิทักษ์อีกด้วย ทำให้ไลท์ต้องรับสายอยู่ทั้งวันเลยทีเดียวกว่าจะได้พัก
*** วันนี้มีตอนเดียวนะครับ ***