แสงแดดอุ่นยามเช้าทอผ่านหน้าต่างกระจกบานเก่า เข้ามาในร้านหลบมุมคาเฟ่
นนท์ขยับแว่นสายตาทรงกลมพลางใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ เช็ดทำความสะอาดเคาน์เตอร์ไม้สีเข้มอย่างใส่ใจ
กลิ่นน้ำยาเช็ดกระจกจางๆ ผสมกับกลิ่นไม้เก่า ลอยอบอวลอบอุ่นในอากาศ
ร้านฝั่งโลกมนุษย์ยังคงเงียบสงบเช่นเคย
ทว่าประตูด้านหลังร้านกลับส่งเสียงแ่เบาขึ้นมา
*แกรก...*
บานประตูไม้ที่ถักทอจากกิ่งไม้โบราณเรืองแสงสีเขียวอ่อนจางๆ
มันกำลังเปิดเชื่อมโยงเข้ากับมิติป่าดึกดำบรรพ์
"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่นนท์!"
เสียงใสของเอลวิน่าดังแว่วมาจากบันไดชั้นบน
นนท์หันไปมองแล้วอมยิ้มบางๆ เมื่อเห็นเอลฟ์สาวในชุดพนักงานใหม่
เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีครีมพาสเทล สวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลอ่อน
มีกระเป๋าใส่สมุดจดออเดอร์ใบเล็กคาดอยู่ตรงเอวบาง
เรือนผมสีเงินสว่างรวบไว้อย่างเรียบร้อยใต้ผ้าโพกผมสีชมพูอ่อน ปักลายไม้เท้าเวทมนตร์อันจิ๋ว
ใบหูเรียวยาวขยับไปมาอย่างตื่นเต้น ขณะก้าวลงมาหยุดตรงหน้าเขา
"ชุดนี้สบายตัวจังเลยค่ะ แถมยังมีกลิ่นหอมของสายลมฤดูใบไม้ผลิด้วย"
เธอพูดพลางหมุนตัวโชว์อย่างกระตือรือร้น
นนท์ยิ้มรับพลางจัดผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มของตัวเองให้เข้าที่
"ชุดนี้เป็เครื่องแบบที่ระบบมอบให้พนักงานครับ มันจะปรับขนาดและอุณหภูมิให้เข้ากับผู้สวมใส่โดยอัตโนมัติ"
"สุดยอดไปเลยค่ะ! มนตราของดินแดนนี้ช่างลึกล้ำยิ่งนัก"
เอลวิน่าประนมมือไหว้เลียนแบบท่าทางของนนท์อย่างมีมารยาท
นนท์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะกวักมือเรียกเธอเข้ามาในส่วนของครัวฝั่งมนุษย์
"วันนี้เป็วันแรกที่คุณจะเริ่มงานเสิร์ฟอย่างเป็ทางการนะเอลวิน่า"
"ก่อนอื่น... พี่ต้องสอนวิธีใช้อุปกรณ์ครัวและกฎความปลอดภัยของโลกมนุษย์ก่อนครับ"
เอลวิน่าพยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจ ดวงตาสีเขียวมรกตเบิกกว้างจดจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเขา
นนท์ชี้ไปที่กล่องเหล็กสี่เหลี่ยมสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง
"นี่คือตู้เย็นครับ เป็อุปกรณ์ที่เอาไว้เก็บรักษาวัตถุดิบให้สดใหม่เสมอโดยใช้ความเย็น"
เอลวิน่าลองเอื้อมมือไปแตะบานประตูโลหะสีขาว
เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงความเย็นเยือก
"ไม่มีกระแสมานาไหลเวียนเลย... แต่มันกักเก็บความเย็นได้คงที่ขนาดนี้เชียวหรือคะ?"
"ใช่ครับ มนุษย์โลกนี้ไม่มีเวทมนตร์ เราจึงใช้พลังงานที่เรียกว่าไฟฟ้าแทน"
นนท์อธิบายอย่างเป็กันเอง ก่อนจะเปิดประตูตู้เย็นออก
ไอเย็นสีขาวแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมสะอาด
ภายในตู้เรียงรายไปด้วยกล่องใส่ไข่ไก่สด ผักสดสีเขียว และเนื้อหมูสับที่จัดเตรียมไว้อย่างเป็ระเบียบ
"ต่อไปคือเตาแก๊ส... ตัวนี้เป็จุดที่ต้องระวังที่สุดครับ"
นนท์ขยับไปที่เตาแก๊สหัวคู่ข้างอ่างล้างจาน
เขาหมุนลูกบิดเตาแก๊สทันที
*แป๊ก!*
เปลวไฟสีฟ้าครามลุกพรึบขึ้นมาเป็วงกลมล้อมรอบหัวเตา ส่งไอร้อนระอุขึ้นสู่ใบหน้า
เอลวิน่าผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว หูเรียวยาวลู่ลงด้วยความใ
"ไฟเกิดขึ้นโดยไม่ต้องร่ายมนตร์หรือใช้หินอัคคีเลยหรือคะ?"
"ใช่ครับ แค่เปิดแก๊สแล้วให้ประกายไฟจุดชนวนก็เรียบร้อย"
นนท์อธิบายพลางหมุนปิดวาล์ว เปลวไฟสีฟ้าพลันดับวูบลงในพริบตา
"ควบคุมง่ายกว่าเวทมนตร์ไฟเยอะเลยใช่ไหมครับ"
เอลวิน่าเอียงคอพยักหน้าช้าๆ สายตาเต็มไปด้วยความนับถือในปัญญาของมนุษย์ไร้เวทมนตร์
"เอาล่ะ... ทีนี้มาลองทำอาหารเช้ากัน เมนูวันนี้คือข้าวผัดไข่ระดับเริ่มต้นครับ"
นนท์หยิบกระทะเหล็กก้นลึกใบเขื่องขึ้นมาตั้งบนเตาแก๊ส
เขาเปิดไฟกลางค่อนไปทางแรง รอจนกระทะเริ่มส่งไอร้อนจางๆ ออกมา
นนท์เทน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย จากนั้นตอกไข่ไก่สดสองฟองลงในชามใบเล็ก
*ตอก!*
ไข่แดงและไข่ขาวไหลลงสู่ถ้วยกระเบื้องอย่างงดงาม
นนท์ใช้ตะเกียบตีไข่อย่างรวดเร็วจนเข้ากันเป็เนื้อเดียว
*ซ่า!*
เมื่อเทไข่ลงในกระทะเหล็กที่มีน้ำมันร้อนได้ที่ เนื้อไข่ฟูตัวขึ้นในทันทีพร้อมส่งกลิ่นหอมมันฟุ้งกระจาย
นนท์ใช้ตะหลิวไม้ผัดยีไข่พอนุ่ม ไม่ยอมให้สุกจนเกินไป
จากนั้นเขาเทข้าวสวยแช่เย็นที่หุงจากข้าวหอมมะลิไทยลงไปในกระทะ
*ฉ่า!*
เสียงข้าวสวยกระทบกับกระทะร้อนดังระงม นนท์สะบัดกระทะเหล็กด้วยข้อมือที่คล่องแคล่ว
เมล็ดข้าวสีขาวร่วนซุยกลิ้งคลุกเคล้าไปกับไข่สีเหลืองทองอย่างทั่วถึง
เขากระดกกระทะขึ้นลงอย่างเป็จังหวะ
เมล็ดข้าวดีดตัวลอยเด่นในอากาศ ก่อนจะตกลงมาในกระทะอย่างแม่นยำ
นนท์เหยาะซีอิ๊วขาวลงไปรอบๆ ขอบกระทะเหล็กร้อนๆ
*ซ่า!*
กลิ่นซีอิ๊วขาวที่ััขอบกระทะร้อนจัด ส่งกลิ่นหอมกระทะไหม้จางๆ โชยเตะจมูกชวนน้ำลายสอ
เขาสาดต้นหอมซอยสีเขียวสดลงไปปิดท้าย แล้วสะบัดกระทะอีกสองสามครั้งเพื่อผสมให้เข้ากัน
กลิ่นหอมของกระทะเหล็กและไข่ทอดเคลือบเมล็ดข้าวลอยอบอวลไปทั่วห้องครัว
มันเป็กลิ่นที่เรียบง่าย แต่กลับชวนให้รู้สึกโหยหาอย่างน่าประหลาด
นนท์ตักข้าวผัดไข่สีเหลืองทองอร่ามลงในจานกระเบื้องสีขาวสะอาด
เมล็ดข้าวทุกเม็ดถูกเคลือบด้วยไข่สีเหลืองวาววับ มีสีเขียวของต้นหอมตัดกันอย่างงดงาม
"เสร็จแล้วครับ ข้าวผัดไข่ระดับเริ่มต้น"
นนท์ยื่นจานข้าวผัดให้เอลวิน่าที่กำลังยืนกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่
"หอมมากเลยค่ะ... กลิ่นนี้มันอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูกเลย"
เธอมองข้าวผัดไข่ตรงหน้าด้วยดวงตาเป็ประกาย
ทว่า ก่อนที่เอลวิน่าจะได้กิน ประตูด้านหลังร้านที่เชื่อมกับป่าเอลฟ์พลันขยับส่งเสียง
*กริ๊ง...*
กระดิ่งลมสีทองเหลืองเหนือขอบประตูส่งเสียงกังวานใส
บานประตูไม้เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
เขาเป็ชายหนุ่มสวมผ้าคลุมสีใบไม้แห้ง เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเศษดินและรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้
หูที่เรียวยาวและคันธนูไม้ที่สะพายอยู่บนหลัง บ่งบอกชัดเจนว่าเขาเป็เอลฟ์นักเดินทาง
ใบหน้าของเขาซีดเซียว ดวงตาเหนื่อยล้าจนแทบจะปิด ร่างโงนเงนคล้ายจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
เอลฟ์หนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นเอลวิน่าและนนท์ มือของเขาขยับไปแตะคันธนูโดยสัญชาตญาณ
ทว่า ทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา ร่างกายของเขากลับเบาหวิว
ความตึงเครียดและความเหนื่อยล้าสะสมพลันเลือนหายไปจนหมดสิ้น ด้วยพลังวิเศษของเขตปลอดความรุนแรงภายในร้าน
เขาลดมือลงจากคันธนู พลางมองไปรอบๆ ร้านไม้สีอบอุ่นด้วยความฉงน
"ที่นี่... คือที่ไหนกัน? ข้าแค่เดินตามกลิ่นหอมประหลาดนี้มาจากกลางป่าหมอก..."
น้ำเสียงของเขาแหบแห้งและเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
เอลวิน่าเห็นดังนั้นจึงรีบสลัดความตื่นเต้นทิ้ง แล้วสวมบทบาทพนักงานเสิร์ฟทันที
"ยินดีต้อนรับสู่ร้านหลบมุมค่ะ! ที่นี่เป็สถานที่พักผ่อนที่ปลอดภัยที่สุดในมิติ"
เธอพูดพลางเดินเข้าไปเชื้อเชิญลูกค้าอย่างสุภาพ
"เชิญนั่งที่โต๊ะก่อนนะคะ ดูท่าทางคุณคงเดินทางมาเหนื่อยมากทีเดียว"
เอลฟ์หนุ่มพยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย เขาขยับไปนั่งที่โต๊ะไม้ตัวที่ใกล้ที่สุด
เขาวางธนูลงบนเก้าอี้ข้างตัวอย่างผ่อนคลาย รู้สึกแปลกใจที่ความตึงเครียดตลอดสามวันในป่าอันตรธานหายไปสิ้น
"ข้า... ข้าเหนื่อยเหลือเกิน เดินทางตามล่าสัตว์อสูรในป่าหมอกมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พัก"
เขาพึมพำพลางสูดดมกลิ่นหอมในร้าน
ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังจานข้าวผัดไข่สีเหลืองทองในมือของเอลวิน่าอย่างไม่อาจละสายตาได้
"กลิ่นหอมนี่มัน... คืออาหารชนิดใดกัน? ข้าขอสั่งสิ่งนี้ได้หรือไม่?"
นนท์ที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ยิ้มรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ยินดีครับ นั่นคือข้าวผัดไข่ครับ รอสักครู่นะครับผมจะปรุงจานใหม่ให้ทันที"
นนท์หันกลับไปที่เตาแก๊ส เริ่มต้นกระบวนการผัดข้าวอีกครั้งอย่างพิถีพิถัน
เสียงกระทะเหล็กและเสียงน้ำมันส่งเสียงฉ่าดังขึ้นอีกครั้ง เติมเต็มบรรยากาศในร้านให้อบอุ่นยิ่งขึ้น
ไม่นาน ข้าวผัดไข่จานใหม่ที่ร้อนกรุ่นจนส่งควันฉุยลอยละล่อง ก็ถูกจัดวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเอลฟ์หนุ่ม
"ข้าวผัดไข่ร้อนๆ ได้แล้วครับ ทานให้อร่อยนะครับ"
นนท์เสิร์ฟพร้อมช้อนส้อมโลหะขัดเงา
เอลฟ์หนุ่มมองช้อนโลหะด้วยความไม่คุ้นเคย ก่อนจะลองหยิบขึ้นมาตักข้าวผัดเข้าปากคำแรก
เมล็ดข้าวนุ่มนวลที่เคลือบไข่จนชุ่มฉ่ำกระจายตัวอยู่ในปาก
รสััหอมเค็มกลมกล่อมจากซีอิ๊วขาว และกลิ่นไหม้จางๆ ของกระทะเหล็กแผ่ซ่านทั่วลิ้น
*อึก...*
เขากลืนข้าวผัดคำแรกลงคอไป
ทันใดนั้น ดวงตาที่เคยเหนื่อยล้าของเอลฟ์หนุ่มพลันเบิกกว้าง
เขาััได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่ง แล่นพล่านจากกระเพาะอาหารแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน
ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่สะสมมาหลายวัน ค่อยๆ คลายตัวออกราวกับน้ำแข็งที่ต้องแสงแดด
"นี่มัน... เวทมนตร์รักษาระดับสูงอย่างนั้นหรือ?"
เอลฟ์หนุ่มอุทานเสียงหลง พลางตักข้าวผัดคำที่สองและสามเข้าปากอย่างรวดเร็ว
"ไม่ใช่เวทมนตร์หรอกครับ มันคือพลังของอาหารปรุงสดใหม่"
นนท์ตอบพลางยิ้มละมุน
เอลฟ์หนุ่มไม่ตอบคำถาม เขาตักกินข้าวผัดไข่คำแล้วคำเล่าราวกับคนอดอยากมาแรมปี
รสชาติของข้าวหอมมะลิไทยที่มีความเหนียวนุ่มเฉพาะตัว ตัดกับความมันของไข่และต้นหอมสดทำให้เขาไม่อาจหยุดมือได้
เพียงไม่กี่นาที ข้าวผัดไข่จานโตก็เหลือเพียงความว่างเปล่าสะอาดเกลี้ยงเกลา
เขาวางช้อนลงพลางพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำบัดนี้กลับมีเืฝาดสีชมพูอ่อนขึ้นมา
ร่างกายที่เคยล้าจนแทบขยับไม่ได้ กลับมารู้สึกกระปรี้กระเปร่าและเบาสบายอย่างเหลือเชื่อ
[ติ้ง! ลูกค้าต่างโลกได้รับประทาน 'ข้าวผัดไข่ระดับเริ่มต้น' สำเร็จ]
[ฟื้นฟูพลังกาย 5% และขจัดสถานะ 'เหนื่อยล้าสะสม' ออกทั้งหมด]
[ได้รับค่าประสบการณ์ร้านค้า +50 EXP (จากความพึงพอใจเป็พิเศษของลูกค้า)]
นนท์แอบมองหน้าจอระบบที่เด้งขึ้นมาในลานสายตาพลางลอบยินดีในใจ
เอลฟ์หนุ่มหยิบกระเป๋าหนังใบเล็กข้างเอวออกมา เขาเปิดมันออกแล้วหยิบเหรียญโลหะสีทองแดงสองเหรียญวางลงบนโต๊ะ
เหรียญนั้นสลักลวดลายกิ่งไม้และมีประกายมนตราสีเขียวเรืองรองจางๆ
"ข้าไม่มีเงินของโลกนี้... นี่คือเหรียญทองแดงเวทมนตร์แห่งป่าดึกดำบรรพ์ มันพอจะจ่ายค่าอาหารจานนี้ได้หรือไม่?"
นนท์เดินเข้าไปหยิบเหรียญทั้งสองขึ้นมาัั
ความรู้สึกอุ่นๆ และพลังงานธรรมชาติแผ่ผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างกาย
[ติ้ง! ตรวจพบไอเทมชำระเงิน: เหรียญทองแดงเวทมนตร์ป่าดึกดำบรรพ์ 2 เหรียญ]
[ระบบสามารถแปลงมูลค่าเป็เงินบาทได้ 800 บาท หรือแต้มมิติ 16 แต้ม]
[ยืนยันการแลกเปลี่ยนเป็เงินบาทสำเร็จ]
"พอแน่นอนครับ ขอบคุณมากสำหรับค่าอาหารนะครับ"
นนท์ยิ้มพลางน้อมตัวเล็กน้อย
เอลฟ์หนุ่มลุกขึ้นยืนพลางจัดผ้าคลุมและสะพายธนูอีกครั้ง
เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่หลังจากทานข้าวผัดจานนั้น
"ข้าชื่อ 'คาเอล' เป็นักล่าแห่งสมาคมพิทักษ์ไพร... ข้าจะกลับไปบอกเพื่อนๆ นักเดินทางเกี่ยวกับร้านอาหารวิเศษแห่งนี้"
"แล้วข้าจะกลับมาอีกแน่นอน เ้าของร้าน"
คาเอลหันไปผงกศีรษะให้เอลวิน่าก่อนจะก้าวเดินออกไปทางประตูด้านหลังร้าน
บานประตูปิดลงช้าๆ พร้อมแสงสีเขียวที่ดับวูบลงชั่วคราว
"ทำได้ดีมากครับเอลวิน่า เสิร์ฟลูกค้าคนแรกได้เยี่ยมเลย"
นนท์หันไปชมพนักงานใหม่ที่ยืนยิ้มแก้มปริ
"ขอบคุณค่ะพี่นนท์! งั้น... หนูขอทานข้าวผัดจานนี้ได้หรือยังคะ?"
เอลวิน่าชี้ไปที่จานข้าวผัดของเธอที่เริ่มจะเย็นลงเล็กน้อย
นนท์หัวเราะพลางกวักมือเรียกเธอมานั่งทานที่เคาน์เตอร์
วันแรกของการทำงานเริ่มต้นขึ้นแล้ว และร้านหลบมุมคาเฟ่ก็ได้รับหยาดเหงื่อและความสุขแรกจากต่างโลกอย่างงดงาม