เคราะห์ดีที่ยังมีหม้อดินเผาบิ่นปากอยู่ใบหนึ่งล้างทำความสะอาดแล้วก็ยังพอใช้ได้ช่วงนี้พวกเขาทั้งครอบครัวแทบจะประทังชีวิตด้วยการต้มผักป่า
นานๆทีจะมีบ้านในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียงต้องการคนช่วยงาน ซูฉงกวงบุตรคนโตของซูไท่ไท่ก็จะพาบุตรชายไปทำงาน เหนื่อยยากทั้งวันกลับได้เพียงข้าวสารมาน้อยนิด
ค่าตอบแทนเช่นนี้มันน้อยเกินไปเพราะทั้งบิดาและบุตรล้วนเป็นกำลังสำคัญในการทำงานอย่างไรเสียก็ไม่ควรได้เพียงข้าวสารถุงเล็กๆ เป็นค่าตอบแทน
แต่ก็จำต้องยอมรับบัดนี้มิใช่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแถมแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านล้วนขยันขันแข็งทำมาหากินตั้งแต่แสงทองทาขอบฟ้าจนตะวันลับเหลี่ยมเขาตามปกติจึงไม่มีใครจ้างคนมาช่วยงาน
ด้วยเหตุนี้หมู่บ้านละแวกใกล้เคียงจึงแทบไม่มีไร่ใดต้องการแรงงานไฉนเลยบิดาและบุตรแห่งตระกูลซูจะมีสิทธิ์บ่นว่าน้อย?
มีข้าวสารติดไม้ติดมือกลับไปได้บ้างก็ดีถมไปแล้วอย่างน้อยก็มิต้องดื่มแต่น้ำแกงผักป่าทุกมื้อ ยังพอทำโจ๊กผักป่ากินได้บ้าง
จ้าวเสี่ยวชุ่ยเป็นเพียงสตรีจึงยากนักที่จะได้งานทำ วันๆ นางจึงทำได้แค่เพียงขึ้นเขาลงเขา ขุดผักป่าเก็บฟืนประทังชีวิต กล่าวคือนางพยายามทุกวิถีทางที่จะหาของกินของใช้กลับไปจุนเจือครอบครัว
ไม่ทันไรวันนี้ซูฉงกวงก็พาบุตรชายทั้งสี่ออกไปรับจ้างถางหญ้าให้ผู้อื่นอีกจ้าวเสี่ยวชุ่ยเก็บกวาดบ้านเสร็จเรียบร้อย ก็มิอาจทนอยู่ในบ้านหลังนั้นได้นานนักด้วยความรู้สึกขนลุกขนพอง สุดท้ายจึงตัดสินใจสะพายกระบุงขึ้นเขาไปอีกครั้ง
พอนึกถึงบ้านที่วังเวงจนน่าขนลุกหลังนั้นจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็พลันสั่นสะท้านไปทั้งตัว หากมิใช่ว่าพวกเขาหมดหนทางจริงๆและในบ้านก็มีบุรุษถึงห้าคน นางก็คงมิกล้าที่จะเข้าไปอยู่ในบ้านเช่นนั้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นทุกครั้งที่กลับไปยังบ้านหลังนั้น จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็ยังคงรู้สึกมิคุ้นเคยร่างกายสั่นเทิ้มเบาๆ โดยมิอาจควบคุมได้
เมื่อเห็นนางอยู่ในสภาพเช่นนี้จางอ้ายหลินก็ยิ่งรู้สึกสงสัย ช่วงเวลาหนึ่งมิได้พบหน้าจ้าวเสี่ยวชุ่ยกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ถึงแม้นางจะดูค่อนข้างซูบซีดแต่ก็มิได้ถึงขั้นนี้
สภาพของจ้าวเสี่ยวชุ่ยในยามนี้ซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก มิอาจกล่าวได้ว่าเป็นการกล่าวเกินจริงเลยมองปราดเดียวก็รู้ว่าชีวิตช่วงนี้ของนางไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ควร
จางอ้ายหลินถอนหายใจ"พี่สะใภ้ ท่านกล่าวเมื่อครู่ว่า อี้ฉินผู้นั้นมิได้อยู่กับพวกท่าน?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวชุ่ยเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง แล้วสะอึกสะอื้นกล่าวว่า"นี่ก็หลายวันแล้ว นับตั้งแต่อี้ฉินตามท่านแม่เข้าเมืองไปก็มิได้กลับมาอีกเลย"
พอได้ยินคำพูดนี้ซูอี้หว่านก็พลันนึกถึงเรื่องที่ซูไท่ไท่พาซูอี้ฉินไปก่อเรื่องที่บ้านตนก่อนหน้านี้หากแต่เรื่องประหลาดคือ หลังจากนั้นนางพบเจอซูไท่ไท่สองครั้งดูเหมือนว่าซูอี้ฉินก็มิได้อยู่กับนางด้วย
แต่ที่แปลกคือช่วงสองสามวันที่ผ่านมา นางกลับไม่เห็นแม้แต่ซูไท่ไท่ทีแรกนึกว่าพวกเขาคงจะอยู่กับคนบ้านใหญ่แล้วเสียอีก แต่มาถึงตอนนี้คนทั้งสองกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่ถึงกระนั้นคนเป็นๆ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยคงเป็นไปไม่ได้ส่วนใหญ่คงประสบพบเจอกับเรื่องราวบางอย่าง
เรื่องนี้แน่นอนว่ามิเกี่ยวอันใดกับพวกเขาซูอี้หว่านก็ไม่อยากจะใส่ใจหากแต่สภาพของจ้าวเสี่ยวชุ่ยในตอนนี้ก็ช่างน่าเวทนาจริงๆ
"พี่สะใภ้ ท่านก็อย่าได้กังวลใจมากเกินไป อี้ฉินโตแล้วคงมิมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับนางหรอก" พอนึกถึงว่าเมื่อก่อนพี่สะใภ้ผู้นี้ก็ยังดีกับเจ้าของร่างเดิมพอใช้ได้จางอ้ายหลินก็ยังรู้สึกสงสารอยู่บ้าง "หลังจากพวกเรากลับไปแล้วจะช่วยท่านตามหาดู หากพบเจอแล้ว ก็จะให้นางรีบกลับมา"
จ้าวเสี่ยวชุ่ยพยักหน้าอย่างแรง"ขอบคุณเจ้ามาก น้องสะใภ้ เรื่องนี้ก็ฝากเจ้าด้วย"
นางยกมือที่แห้งกร้านขึ้นปาดน้ำตาสายตาอดมิได้ที่จะกวาดไปบนร่างของจางอ้ายหลิน "พวกเจ้าบัดนี้ร่ำรวยแล้วมิเหมือนพวกเรา... กินรำกินแกลบ ได้แต่ดื่มน้ำเย็นประทังชีวิต..."
คำพูดของนางแฝงไปด้วยความขุ่นเคืองอยู่บ้างฟังแล้วจางอ้ายหลินรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
หากแต่นางก็มิได้ถือสาจ้าวเสี่ยวชุ่ยมากนักกล่าวอีกสองสามประโยค ก็อ้างว่าพวกตนยังมีธุระ แล้วหันหลังกลับไป
รอจนกระทั่งเดินออกไปได้ช่วงหนึ่งแล้วจางอ้ายหลินจึงถอนหายใจออกมา "มิคาดคิดจริงๆว่าจะมาพบเจอนางที่นี่ได้"
พอได้ยินเช่นนั้นซูอี้หว่านก็เบ้ปากเล็กน้อยพอนึกถึงน้ำเสียงที่จ้าวเสี่ยวชุ่ยกล่าวเมื่อก่อนหน้านี้ ก็ขมวดคิ้วฉับ"ท่านแม่ ข้าดูแล้วป้าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้มิใช่คนดีอะไรท่านฟังน้ำเสียงที่นางพูดสิ ราวกับว่าเห็นพวกเราสุขสบายแล้วนางจะทนไม่ได้อย่างนั้นแหละ"
จางอ้ายหลินส่ายหน้ายิ้มๆ"คนเราก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?"
แน่นอนว่านางก็มิใช่แม่พระผู้ใจบุญคนอื่นดีต่อพวกเขาเช่นไร นางก็ต้องตอบแทนให้มากกว่าเป็นเท่าตัวหากแต่เพียงรู้สึกว่าพี่สะใภ้ผู้นี้เมื่อก่อนก็ยังดีต่อเจ้าของร่างเดิมพอใช้ได้เรื่องเล็กน้อยนี้ช่วยได้ก็ช่วยไป
แน่นอนว่านางก็เห็นใจในหัวอกคนเป็นแม่หากเป็นบุตรสาวของตนหายตัวไป จางอ้ายหลินคิดว่า นางคงต้องคลุ้มคลั่งอย่างแน่นอน
ซูอี้หว่านไม่คาดคิดว่าพวกตนเพิ่งจะรับปากจ้าวเสี่ยวชุ่ยไปว่าจะช่วยนางสืบข่าวของซูอี้ฉินในช่วงบ่ายตอนที่นางออกไปที่สถานพยาบาล ก็ได้พบเจอกับอีกฝ่ายบนถนน
ซูอี้ฉินที่ยืนอยู่ตรงหน้าช่างแตกต่างจากภาพที่นางเคยเห็นเมื่อครั้งก่อนราวฟ้ากับดิน!
เสื้อผ้าที่สวมใส่บนร่างนั้นใหม่เอี่ยมบนศีรษะยังปักปิ่นเงิน รูปร่างก็ดูอวบอิ่มขึ้นเล็กน้อย สีหน้าก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนไม่มีท่าทีว่าจะลำบากเลยสักนิด
เรื่องประหลาดคือนางมิได้อยู่กับซูไท่ไท่ กลับกันคนที่เดินอยู่ข้างกายนางกลับเป็นบุรุษที่เดินกะเผลกผู้หนึ่ง
มองจากท่าทางของซูอี้ฉินและบุรุษผู้นั้นดูเหมือนจะสนิทสนมกันมาก เดินไปคุยไปหัวเราะไปด้วย
ซูอี้หว่านมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องราวเป็นเช่นไรแล้ว หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยกเท้าเดินเข้าไป
นางก้าวออกมาขวางหน้าคนทั้งสองในทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น ชายผู้นั้นก็เงยหน้ามองด้วยความสงสัยเมื่อสายตาเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าของนาง แววตะลึงงันก็ฉายวาบขึ้นในดวงตาคู่นั้น
ซูอี้ฉินกลับมิได้สังเกตปฏิกิริยาของบุรุษผู้นั้นเมื่อเห็นซูอี้หว่านยืนอยู่ตรงหน้าตน รอยยิ้มบนใบหน้าก็หุบลงทันที"ทำไม มีเรื่องอะไรหรือ?"
ซูอี้หว่านไม่ได้ใส่ใจท่าทีนั้นของนางตรงเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม "เมื่อเช้าข้าเจอป้าสะใภ้ใหญ่นางบอกว่าเจ้าจากไปตั้งครึ่งเดือน นางเป็นห่วงจนแทบขาดใจจึงวานให้พวกเราช่วยสืบข่าวของเจ้าดู"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของซูอี้ฉินก็ชะงักไป จากนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พอใจนัก"ข้ารู้แล้ว คราวหน้าหากเจ้าพบเจอท่านแม่ของข้าอีก ก็บอกนางว่าข้าอยู่ดีกินดี ไม่ต้องเป็นห่วงข้า"
น้ำเสียงของนางบ่งบอกว่านางคงไม่คิดจะกลับไปแล้วอีกทั้งมิได้เอ่ยถามถึงสารทุกข์สุกดิบของจ้าวเสี่ยวชุ่ยและคนอื่นๆ เลย
ซูอี้หว่านเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องของนางตั้งแต่แรกเมื่อเห็นท่าทีของนาง นางก็ไม่ได้แสดงออกอะไรเป็นพิเศษ นางเพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วว่า"เอาที่เจ้าสบายใจก็แล้วกัน"
อย่างไรเสียก็มิเกี่ยวอันใดกับนางเรื่องของพวกบ้านใหญ่ พวกนางคร้านเกินกว่าจะใส่ใจเต็มที
ตอนที่กลับบ้านในตอนเย็นซูอี้หว่านก็ได้เล่าเรื่องที่ตนพบเจอซูอี้ฉินให้จางอ้ายหลินฟังกล่าวถึงท่าทีของนางเพียงเล็กน้อย เพียงแต่บอกว่าซูอี้ฉินอยู่กับบุรุษผู้หนึ่งดูท่าทางแล้วชีวิตก็มิเลวทีเดียว