“มาๆๆ ทุกคนเข้าแถวให้เป็ระเบียบหน่อย อย่าเบียดกัน เยี่ยมชมกันตามลำดับเห็นพี่สาวคนสวยที่ถือธงข้างหน้าแล้วใช่ไหม เดินตามเธอไปเธอจะเป็คนพาพวกเธอเยี่ยมชมและอธิบายข้อมูลให้พวกเธอไปตลอดทาง! เอ๋ หลี่เฟย เธอจะวิ่งไปไหนน่ะ เรียกก็ไม่หยุด เอ๋โจวย่งเฉวียน เธอกลับมาเดี๋ยวนี้นะ นี่มันอะไรกัน โตขนาดนี้แล้วยังจะทำตัวเป็เด็กๆ อีก! จงเฉวียน ทำอะไรน่ะ!! นั่นใช่สิ่งที่ปีนได้เหรอไง เธอรีบลงมาจากบนนั้นเลยนะ โอ๊ย ระวังหน่อยสิ เป็กลุ่มเด็กโง่กลุ่มหนึ่งจริงๆทำไมครูโจวถึงต้องให้ฉันมาดูแลห้องนี้ด้วยนะ จนปัญญาจริงๆ เลย”
กลางห้องโถงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองตงไห่เต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของกลุ่มนักเรียนที่อายุไม่น้อยแล้วหลั่งไหลเข้ามากลุ่มหนึ่งเหล่านักเรียนที่สวมเครื่องแบบชุดนักเรียนสีฟ้าอย่างเป็ระเบียบเหล่านี้คือนักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งแห่งโรงเรียนมัธยมปลายจิ่งเต๋อของเมืองจงไห่เมื่อพวกเขาเข้ามาในห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แต่ละคนก็มองไปยังตู้จัดแสดงขนาดใหญ่อย่างตื่นเต้นราวกับนกฮูกตัวหนึ่งั์ตาเปล่งประกายตลอด! เมื่อเด็กที่ซุกซนบางกลุ่มเห็นสิ่งแปลกใหม่ก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางะโเรียกพวกเพื่อนหมาป่าสหายสุนัข[1]เฮโลเข้าไปชี้ไม้ชี้มือด้วยกัน
ห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เหมือนกับมีฝูงต่อบินเข้ามาฝูงหนึ่งส่งเสียงโวยวายเสียจนทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมคนอื่นๆแต่ละคนล้วนหันมามอง
โจวฉวินครูสาวสวยวัยรุ่นคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางกลุ่มนั้นควบคุมนักเรียนของตัวเองไม่ได้จึงถูกสายตาที่จ้องมองมาอย่างหลากหลายความรู้สึกทำให้ดวงหน้าแดงก่ำ เธอะโเสียงดังแหบแห้งะโเรียกคนนี้ ร้องเรียกคนนั้น ชี้นิ้วไปมาอย่างไม่อาจแก้ไขปัญหาตรงหน้านี้ได้ยุ่งวุ่นวายเสียจนอยากจะมีสามเศียรหกกรเหมือนองค์ชายสามเหนอจา[2] และพอร้อนใจก็เผลอพูดภาษาเสฉวนซึ่งเป็ภาษาบ้านเกิดออกมา
ครูสาวท่านนี้อายุยี่สิบสามยี่สิบสี่สูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบห้าเิเ รูปร่างอรชร ริมฝีปากแดงสีเชอรี่ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์ คิ้วสวยราวกับภาพวาด ดวงหน้าจิ้มลิ้มงดงามผิวพรรณขาวเนียนนุ่มราวกับชีส ถือว่าเป็สาวงามตรงตามมาตรฐานเมืองสู่จงคนหนึ่งเธอรวบผมทรงหางม้าทิ้งตัวยาวสลวยกลางหลังอย่างเรียบร้อย ทำให้ดูสดใสอย่างเห็นได้ชัดโจวฉวินสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีส้มที่ยับเล็กน้อยจากการถูกฝูงชนเบียดกระโปรงพลีทสั้นสีเหลืองอมส้มที่เธอใส่เข้าคู่กับรองเท้าหนังหัวมนทั้งน่ารักและอ่อนวัย แสดงให้เห็นถึงด้านความเป็เด็กสาวของเธอ
โจวฉวินเพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยครูปักกิ่งก็มาเข้ารับตำแหน่งที่โรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดแห่งนี้ไม่รู้ว่าเป็เพราะรูปลักษณ์ภายนอกหรือว่าประวัติการศึกษาของเธอทำให้ครูใหญ่ประทับใจเธอเพิ่งจะทำงานได้ไม่นานก็ได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบ “ภารกิจสำคัญ” โดยการเป็ที่ปรึกษานักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งห้องสาม
โจวฉวินที่เพิ่งจะเข้าสู่สังคมพร้อมที่จะทำงานด้วยความมุ่งมั่นและกระตือรือร้นแต่หลังจากที่เธอรับ่ต่อในการดูแลนักเรียนห้องนี้ได้ไม่นานก็พลันค้นพบว่านี่เป็ “ห้องเ้าปัญญา” ห้องหนึ่ง ความกระตือรือร้นกับความมุ่งมั่นของเธอแทบจะหมดไปกับการแก้ไขระเบียบวินัยในชั้นเรียน
มีคำคำหนึ่งนั้นเรียกว่าอะไรนะ
บั่นทอนจิตใจ?
ถูกต้อง ก็คือบั่นทอนจิตใจ
โจวฉวินมือหนึ่งกดลงบนหน้าผากมือหนึ่งนวดขมับที่เต้นตุบๆ เหล่าเด็กชายทโมนเด็กหญิงแก่นแก้วแต่ละคนวิ่งวุ่นไปทั่วห้องโถงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ราวกับเป็ดที่ถูกปล่อยให้เป็อิสระเธอมองสายตาที่ถามหาความรับผิดชอบและเห็นอกเห็นใจของนักท่องเที่ยวที่อยู่รอบๆคนอื่นแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองปวดหัวแทบะเิ!
ไม่ได้จะปล่อยให้พวกเขาซุกซนเช่นนี้ไม่ได้ ที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยตู้ที่มีมุมแหลม หากนักเรียนคนไหนไม่ระวังกระแทกชนจนได้รับาเ็เช่นนั้นก็กลายเป็เื่ยุ่งยากแล้ว! ตอนนี้เป็ยุคสมัยแห่งการวางแผนครอบครัวครอบครัวไหนบ้างที่ไม่ได้มีลูกกันแค่คนเดียว พ่อแม่คนไหนบ้างไม่ได้เห็นลูกๆของตัวเองเป็ไข่มุกกลางฝ่ามือที่ต้องรักและทะนุถนอม
หากพวกเขาได้รับาเ็ ก็จะถูกกล่าวหาว่าคุณที่เป็ครูที่ปรึกษากับโรงเรียนทำอะไรกันอยู่ ดังนั้นกล่าวได้ว่าไม่ว่าเด็กคนไหนในบรรดานักเรียนเหล่านี้ได้รับาเ็ก็เป็เื่แย่มากทั้งนั้น!
ยิ่งไปกว่านั้นห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยวัตถุโบราณแม้ว่าเด็กนักเรียนสะดุดล้มแล้วตัวเองไม่เป็อะไรแต่หากชนของที่จัดแสดงอยู่จนเสียหาย นั่นก็ร้ายแรงยิ่งกว่า! ต่อให้ขายตัวเธอ เงินที่จะชดใช้ก็ไม่พออยู่ดี!!
โจวฉวินทอดถอนใจอย่างโศกเศร้าอ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อหางตาเธอกวาดผ่านกลางห้องโถงกลับเห็นเงาร่างคนหลายคนหลบๆ ซ่อนๆ กันอยู่ตรงซอกมุมนั้นจึงดึงดูดความสนใจเธอทันที
นั่นคือเด็กนักเรียนที่เกเรที่สุดในห้องอู๋เจียง แม้ว่าเ้าเด็กนั่นเพิ่งจะขึ้นมัธยมปลายปีหนึ่งแต่ก็มีประวัติกับสถานีตำรวจบ่อยครั้งตั้งกลุ่มก่อเหตุทะเลาะวิวาทและขู่กรรโชกทรัพย์เพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนเป็เื่ปกติมากสำหรับเขาเ้าเด็กนี่อาศัยว่าพ่อของตัวเองเป็ข้าราชการฝ่ายบริหารของรัฐบาลกลาง ตอนอยู่ในโรงเรียนเขาไม่เพียงไม่เห็นเธอผู้เป็ครูที่ปรึกษาอยู่ในสายตากระทั่งพบเจอผู้อำนวยการก็ยังแสดงท่าทางเย่อหยิ่งก้าวร้าวเกือบจะเป็อันธพาลประจำโรงเรียนจริงๆ
“เ้าลูกเต่านี่ก่อเื่อะไรอีกแล้ว” โจวฉวินขมวดคิ้วเดินไปยังซอกมุมนั้น
“เฮ้ วันนี้มีแค่นี้รึไง แกซ่อนเอาไว้ใช่ไหม” เฉินจิ้น ลูกสมุนคนใหม่ที่อู๋เจียงรับเอาไว้ขมวดคิ้วพลางเอ่ยเขาสะบัดธนบัตรสองใบในมือ พร้อมกับถ่มน้ำลายใส่หน้าถังชวน แล้วกระชากปกคอเสื้อเขา
ถังชวนทั้งตัวเตี้ยทั้งผอมแห้งแต่หน้าตาเขาหล่อเหลา ผิวขาวเนียน คิ้วดกดำ ั์ตาคู่งามราวกับดวงดาราแค่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นักเรียนที่เชื่อฟังคนหนึ่ง
เขาถูกเฉินจิ้นกระชากจนหายใจไม่ออกใบหน้าก็ถูกถ่มน้ำลายใส่ ในใจมีความรู้สึกเกลียดชังและโมโหผสมปนเปกันแต่กลับต้องยอมรับการถูกเอาเปรียบ เขาเอียงศีรษะ เชิดหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงเ็า โดยที่ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ “เปล่า ไม่เชื่อนายก็ลองค้นดูสิ!”
หลิวฟานลูกสมุนข้างกายอู๋เจียงอีกคนหนึ่งเห็นท่าทางหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก[3]ของเขาแล้วก็ลงมือตบหัวถังชวนไปทีหนึ่ง “โอ้โฮ แกยังจะปากแข็งอยู่อีก? รู้จักประโยคนี้ไหม อยู่บ้านไม่เถียงพ่อแม่ อยู่ที่ทำงานไม่เถียงกับเ้านายอยู่ในประเทศไม่เถียงพรรคคอมมิวนิสต์ อยู่ต่างประเทศไม่เถียงกับชาวต่างชาติอยู่ในห้องมัธยมปลายปีหนึ่งห้องสามไม่เถียงกับอู๋เจียง ลูกพี่อู๋ของพวกเราน่ะ! แค่นี้ก็ไม่รู้ แกโง่รึเปล่า! ถ้าแกยังทำท่าทางเฉยชาชวนให้คนรังเกียจแบบนี้อีกคอยดูเถอะ ฉันชกแกแน่!” เอ่ยจบก็ยกมือขึ้นเตรียมชกลงไป
อู๋เจียงที่ถูกคนยกยอสอพลอเสียจนรู้สึกดียื่นมือออกมาห้ามเขาและแสร้งทำเป็พูดเอื่อยเฉื่อยว่า “เฮ้ๆ อย่าต่อยๆ ! ก่อนหน้านี้ครูที่ปรึกษาพูดว่าอะไรนะพวกเราต้องรักใคร่กลมเกลียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดูแลคนอ่อนแอนายทำแบบนี้จะทำลายชื่อเสียงของฉันนะ! อีกอย่างอยู่ในสังคมต้องยึดความปรองดองเป็หลัก ไม่ใช่ว่ามีอะไรก็ลงไม้ลงมือ ใช้ความรุนแรงพวกเราต้องสนับสนุนข้อเรียกร้องของรัฐบาลกลางในการสร้างสังคมที่ปรองดองกัน!ถ้านายชกถังชวนของพวกเราจนสลบหรือเอ๋อไปหลังจากนี้จะไปเก็บค่าคุ้มครองจากใคร นี่เรียกว่า เรียกว่า...” อู๋เจียงเอียงศีรษะ ครุ่นคิดถึงคำพูดจู้จี้ที่พ่อเขาพร่ำบ่นทุกวันเ่าั้อย่างละเอียดคำพูดนี้ทำให้เขาชะงักจนเกิดสภาวะเงียบงัน
“นี่เรียกว่า...”
เฉินจิ้นเห็นท่าทางของเขาแล้วก็ร้อนใจจึงพูดออกมาอย่างกล้าหาญและสอดรู้สอดเห็นว่า “นี่เรียกว่าขนแกะเกิดมาจากตัวแกะ[4]ใช่ไหม”
แม้ในใจอู๋เจียงจะรู้ว่านี่เป็สิ่งที่เขาอยากจะพูดแต่กลับไม่ยอมเสียหน้าต่อหน้าลูกสมุน เขากลอกตาใส่เฉินจิ้นครั้งหนึ่ง “เชยจริงๆ ยังจะพูดถึงขนแกะอะไรอีก! ทำไมนายไม่พูดถึงขนไก่บ้างล่ะ ตอนนี้มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ไม่รู้จักใช้คำใหม่ๆ บ้าง นี่เรียกว่า อืมเรียกว่า การปกป้องทรัพยากรหมุนเวียน”
ลูกสมุนสองคนข้างกายอู๋เจียงถูกทฤษฎีที่ลึกซึ้งจนคาดเดาไม่ถูกของเขาทำให้ใตาค้างปัดโธ่ ใครใช้ให้เขาเป็ลูกพี่ แล้วตัวเองเป็ลูกสมุนกัน แค่เก็บค่าคุ้มครองยังสามารถพูดหลักการแบบนี้ออกมาได้อีก!
หลิวฟานชูนิ้วโป้งขึ้นมาด้วยสีหน้านับถือท่าทางเช่นนั้นดูประจบสอพลอโดยไม่รู้สึกผิดบาปเลยแม้แต่น้อย “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ !”
เฉินจิ้นไม่มีอะไรให้สอพลออีกเพราะถูกหลิวฟานแย่งซีนไป จึงลอบกลอกตาใส่หลิวฟานครั้งหนึ่ง แล้วยื่น “ค่าคุ้มครอง” ที่เก็บมาได้ให้อู๋เจียง จากนั้นก็ชี้ไปทางถังซวนที่มีสีหน้าเฉยชา “ลูกพี่ จะทำยังไงกับเขาดี”
อู๋เจียงใช้มือปัดธนบัตรสิบหยวนสองใบนั้นทำเสียงจิ๊จ๊ะ พลางเอ่ยว่า “จุ๊ๆ แค่ยี่สิบหยวน? ตอนนี้เงินยี่สิบหยวนจะเอาไปทำอะไรได้ จะใช้ประจบเบื้องบนก็ยังไม่พอเลย!” พูดจบก็ส่งธนบัตรคืนไปให้เฉินจิ้น “โอ๊ะ เอาไปซื้อบุหรี่มาแบ่งให้ทุกคนแล้วกัน! อยู่ในสังคมต้องให้ความสำคัญเื่มีสุขร่วมเสพ!”
“อู๋เจียง เฉินจิ้น หลิวฟาน พวกเธอกำลังทำอะไรกัน”
อู๋เจียงเพิ่งจะยกมือขึ้นมาเงินยังไม่ทันได้ยื่นออกไป จู่ๆ ข้างหลังก็มีเสียงตวาดเข้มงวดดังขึ้น เขาจึงใสะดุ้งแล้วหันหน้ากลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็โจวฉวินครูที่ปรึกษากำลังมองพวกเขาด้วยสีหน้าเ็า
อู๋เจียงหันกลับมานิ่งๆแล้วเขยิบเข้าไปใกล้เฉินจิ้นช้าๆ เพื่ออาศัยร่างเขากำบัง ขณะเดียวกันก็ยัดเงินเข้าไปในมือเฉินจิ้นใบหน้ามีรอยยิ้มสุภาพประดับอยู่ “อา เป็ครูโจวนี่เอง! ก็แค่คุยกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเพื่อเพิ่มมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมชั้นเท่านั้นเองครับ!”
โจวฉวินถลึงตามองอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกวาดตามองผ่านใบหน้าพวกเขาไปมาก็เห็นเฉินจิ้นกับหลิวฟานที่มีใบหน้ายิ้มแย้มพยักหน้ารัวๆ “จริงครับ พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ ก็แค่คุยเล่นกับถังชวนเท่านั้นเอง!”
โจวฉวินเบนสายตาไปยังถังชวนก็เห็นว่าเด็กหนุ่มมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ ปกคอเสื้อยับยู่ยี่ั์ตาปรากฏแววโมโหเลือนราง เธอเข้าใจว่าเด็กชายที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูดจานิสัยดื้อรั้นหัวแข็งในยามปกติถูกรังแกอีกแล้ว
ถังชวนเป็เด็กนักเรียนที่พิเศษมากคนหนึ่งในชั้นเรียนของเธอเขาไม่มีแม่ั้แ่เล็ก พ่อก็เป็นักพนัน วันๆขลุกอยู่ที่โต๊ะเล่นไพ่นกกระจอกไม่ยอมกลับบ้าน ครอบครัวเขามีฐานะยากจนข้นแค้นจัดเป็ครอบครัวที่ลำบากยากเข็ญซึ่งอยู่ในระดับล่างสุดของสังคมจึงถูกดูแคลนและกีดกันจากเพื่อนร่วมห้องเป็อย่างมาก
เด็กคนนี้เริ่มเก็บขยะเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวในตอนอายุเจ็ดขวบแม้ว่าสภาพแวดล้อมภายในครอบครัวจะแย่มากทุกวันหลังเลิกเรียนไม่เพียงต้องทำงานพาร์ทไทม์สามงานแต่ยังต้องทำการบ้านจำนวนมากให้เสร็จด้วย ทว่าในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเช่นนี้เขากลับไม่สนใจคนอื่นเสมอ แม้ว่าผลการเรียนจะไม่ได้โดดเด่นแต่ก็ไม่ได้เป็ตัวถ่วงของห้อง
หนุ่มน้อยคนนี้เหมือนต้นสนที่เติบโตอยู่ข้างหน้าผาต้นหนึ่งแม้จะมีแรงกดดันหนักหน่วง มีลมหนาวเย็นเสียดแทงกระดูกสังคมไม่ยุติธรรมกับเขามากมายเช่นไร คนรอบด้านรังแกเขามากเพียงไหน เขาก็ไม่ต่อว่า กลับอดทนเงียบๆยืนหยัดอย่างดื้อดึงท่ามกลางความเงียบ ความหยิ่งในศักดิ์ศรีนั้นซึมลึกอยู่ในดวงจิตของเขา
โจวฉวินถอนหายใจตอนที่เธอรับ่ดูแลห้องนี้ต่อแล้วได้ยินว่ามีนักเรียนแบบนี้คนหนึ่งเธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง จนกระทั่งได้เห็นเด็กชายคนนี้กับตา ได้เห็นบ้านของถังชวนกับตาตอนที่เห็นความเย่อหยิ่งในสายตาเขา เธอถึงได้เชื่อว่าที่แท้บนโลกใบนี้ก็มีคนที่เกิดจากโคลนตม แต่ไม่เปื้อนสิ่งสกปรกแบบนี้จริงๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักเรียนคนนี้โจวฉวินเห็นอกเห็นใจมาก เธอตวัดสายตามองพวกอู๋เจียงอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง แล้วหันหน้าไปพูดกับถังชวนอย่างอ่อนโยนว่า“ถังชวน เธอไม่ต้องกลัวนะ บอกครูมาได้เลยว่าพวกเขารังแกเธอรึเปล่าพูดออกมาแล้ว ครูจะจัดการให้เธอเอง!”
เมื่อเธอพูดประโยคนี้ออกมาสายตาของอู๋เจียง หลิวฟานและเฉินจิ้นที่มองถังชวนก็เปลี่ยนเป็บึ้งตึงและอาฆาตมาดร้ายทันที การข่มขู่ในแววตานั้นชัดเจนมาก
[1] เพื่อนหมาป่าสหายสุนัข เป็สำนวนจีน ซึ่งแปลว่า เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยวหรืออีกนัยหนึ่งคือ เพื่อนเลว
[2] องค์ชายสามเหนอจา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อนาจา เป็หนึ่งในเทพเ้าของจีนที่ชาวจีนรวมทั้งชาวไทยเชื้อสายจีนให้การเคารพนับถือ
[3] หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวกเป็สำนวนจีน ซึ่งแปลว่า หน้าด้าน หน้าหนา ไร้ความยำเกรงหวาดกลัวต่อทุกสิ่ง
[4] ขนแกะที่เกิดมาจากตัวแกะ เป็สำนวนจีนแปลว่าได้ทรัพย์สินจากผู้ใดผู้หนึ่งแล้วตอบแทนหรือคืนประโยชน์แก่ผู้นั้นด้วยอีกวิธีหนึ่งโดยที่ตนเองไม่เสียอะไรตรงกับสำนวนไทยว่า อัฐยายซื้อขนมยาย