ประตูไม้เมเปิ้ลของห้องทำงานริชาร์ดถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ไอร์แลนด์ต้องดันมันเข้ามาด้วยไหล่อย่างทุลักทุเล เพราะในมือของเธอถือแซนด์วิชและโก้โก้ร้อนอยู่
สายตาของเธอมองเข้ามาเจอกับไอริสและเชอรี่อยู่ที่ชุดโซฟาตัวสีเทาในห้อง ไอริสที่นอนเหยียดยาว พิงตัวกับหมอนอิงเล่นเกมจากนินเทนโดสวิตช์ตัวโปรดของเธอ ส่วนเชอรี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังจดจ่ออยู่กับเครื่องแมคบุ๊คโปร เธอจ้องหน้าจอนั้นแบบไม่สนใจโลกรอบข้างเลยทีเดียว
แมรี่เลขาวัยกลางคนของริชาร์ดยิ้มทักทายไอร์แลนด์ ในขณะที่กำลังก้มเอาเครื่องดื่มวางไว้ให้ทั้งสองสาว ในห้องเช้านี้กลับไม่มีเ้าของห้องคือริชาร์ดอยู่
“สวัสดีค่ะ คุณไอร์แลนด์ จะรับอะไรมั้ยคะ” แมรี่หันมองพร้อมกล่าวทักทายสาวน้อยคนที่เข้ามาใหม่
“ไม่เป็ไรค่ะแมรี่หนูมีแล้ว”
ไอร์แลนด์ชูถ้วยโกโก้ของเธอพลางเดินเข้ามารวมตัวกับเพื่อนๆ สาวน้อยผมแดงทิ้งตัวลงนั่งข้างเชอรี่และปล่อยให้แมรี่เดินสวนกลับออกไป
“ทำอะไรน่ะ” ไอร์แลนด์ยกแก้วโกโก้ขึ้นจิบพร้อมชำเลืองมองจอของเชอรี่
“อีก 2 นาที Adidas จะปล่อยรองเท้าตัวใหม่ limited edition มีแค่ 100 คู่ ฉันกำลังรอกดอยู่” เชอรี่ตอบโดยไม่ได้มองหน้าเพื่อน
“ขอเดาว่า ไม่ได้เอาคู่เดียวใช่มั้ย” ไอร์แลนด์ถามพลางวางถ้วยโกโก้ลงกับโต๊ะ
“13 คู่ ฉันตั้งไอดีสำรองให้ช่วยกดไว้แล้ว” เชอรี่ยิ้ม
“ทำไมต้อง 13 “
“ก็ของพวกเรา 3 คู่ ส่วนที่เหลือ…”
“ทยอยปล่อยในอเมซอนกับอีเบย์อีกสามเดือนให้หลังในราคาแพงกว่าเดิม 5 เท่า” ไอร์แลนด์ดักคอ
“ไอร์แลนด์! เคยมีคนบอกมั้ยว่าเธอเป็อัจฉริยะ”
เชอรี่มองหน้าเพื่อนด้วยสีหน้าที่แสร้งทำเป็ตื่นตะลึง พร้อมส่งสายตาเป็ประกายให้ ไอร์แลนยักไหล่แทนคำตอบในใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนคนนี้ก็แค่เย้าเล่นเท่านั้น
“คุณลุงล่ะ” ไอร์แลนด์ถามหาชายเ้าของห้องที่ยามนี้ไม่อยู่
“ห้องประชุมกรรมาธิการ” เพื่อนทั้งสองตอบเป็เสียงเดียวกัน
ริชาร์ดนั่งเก้าอี้ตัวหน้าสุดของห้องประชุมใหญ่ โดยที่เหลือคือเก้าอี้ว่างทั้ง 15 ตัว สิ่งที่ต่างออกไปคือวันนี้เขากลับเป็คนแรกที่มาถึงห้องประชุม ใช่ว่าเขามาก่อนหรือมาตรงเวลาหากแต่ขณะนี้มันกลับเลยเวลานัดประชุมมาเกือบ 15 นาทีแล้ว ที่น่าประหลาดใจคือยังไม่มีกรรมาธิการท่านใดเข้ามายังห้องประชุมนี้เลยแม้แต่คนเดียว
ขณะที่นั่งรออยู่นั้นฉับพลันไฟในห้องก็ถูกหรี่ลง หน้าจอวิดีโอขนาดใหญ่เลื่อนลงมาจากเพดาน จอนั้นมันคือจอสำหรับประชุมวิดีโอทางไกล แต่มันน่าแปลกเพราะทั้งชื่อและตัวตนของคณะกรรมาธิการทุกคนนั้นถูกปิดเป็ความลับสุดยอด การประชุมแบบเห็นหน้ากันจึงเป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหน่วยงานนี้
จอสีดำพลันค่อยๆปรากฏภาพชายคนหนึ่งขึ้นมา เขาเป็ชายวัยกลางคนอายุราวๆ 50 เศษ ผมสีดำแต่งกายสุภาพเรียบร้อย และสูทที่สวมนั้นก็ดูมีราคา ภายนอกที่ดูอกผายไหล่ผึ่งประกอบกับแววตาที่แข็งกร้าว บ่งบอกว่าชายคนนี้คงผ่าน “งานยาก” มานักต่อนักแล้ว
“คุณริชาร์ด การ์ดเนอร์ ผมชื่อ วิลเลี่ยม โคแฮน เรียกผมวิลก็ได้ จากนี้ผมจะเป็ตัวกลางประสานระหว่างคุณกับท่านกรรมาธิการ คุณมีเื่อะไรจากนี้ไปให้แจ้งกับผมโดยตรงแล้วผมจะประสานกับท่านกรรมาธิการให้ เพราะท่านจะไม่ลงมากำกับการทำงานของคุณอีกแล้ว จากนี้ไปมีแต่ผมเท่านั้น นี่เป็เอกสารแต่งตั้งอย่างเป็ทางการ”
หลังจากชายคนดังกล่าวพูดจบ หน้าจอก็ปรากฏเอกสารคำสั่งที่มีลายมือกรรมาธิการทุกท่านรวมทั้งเขาเซ็นกำกับไว้ ภาพค้างเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้ริชาร์ดพิจารณาเอกสาร ก่อนตัดกลับเข้ามาเป็ภาพของชายคนที่เรียกตัวเองว่าวิลดังเดิม
“เอกสารตัวจริงจะส่งไปออฟฟิศคุณพรุ่งนี้เช้า คุณมีคำถามมั้ย”
“ไม่ครับวิล เรียกผมว่าริชาร์ดก็ได้นะครับ” ริชาร์ดยิ้มให้
“ที่ผมจะคุยกับคุณวันนี้คือเื่นี้ เอกสารรายชื่อที่ส่งไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ทราบว่าคุณส่งไปให้ท่านกรรมาธิการพิจารณา” วิลโชว์แฟ้มเล็กๆแฟ้มนึงให้ริชาร์ดดูผ่านหน้าจอ
“ในนี้พูดถึงเอ่อ...คุณ เอเดรียน คูเปอร์ เ้าพ่อนักธุรกิจพันล้านรายใหญ่ชื่อดัง ผมเข้าใจถูกมั้ย”
วิลหยิบแว่นตาขึ้นสวมพร้อมเปิดเอกสารฉบับนั้นไปด้วย น้ำเสียงเขาขึงขังและมีชั้นเชิง สายตายังคอยสังเกตท่าทางของริชาร์ดไปด้วยคล้ายจะจับผิด
“ถูกต้องครับ” ริชาร์ดตอบเพียงสั้นและพิงกับพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางที่ดูสบายๆ
“เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนเราเจอปัญหาเื่กราดยิงและะเิฆ่าตัวตายกลางห้างสรรพสินค้าในแมนเชสเตอร์ จนถึงทุกวันนี้ชื่อคนร้ายที่ตายเราก็ยังไม่รู้เลย บอกผมหน่อยซิทำไมเราต้องสนใจรายงานของคุณที่ให้ติดตามนักธุรกิจธรรมดาคนนึง คุณแปะหน้ารายงานนี้ว่ายังไงนะ” วิลพลิกหน้าปกของรายงานนั้นกลับมาดู
“สำคัญเร่งด่วนครับ”
“ใช่ สำคัญ เร่งด่วน บอกผมหน่อยมีอะไรสำคัญเร่งด่วนกว่าเื่ที่แมนเชสเตอร์”
วิลจ้องหน้าริชาร์ดพร้อมทั้งทิ้งเอกสารเล่มดังกล่าวลงโต๊ะตรงหน้าด้วยท่าทีที่แสดงออกถึงความไม่พอใจนัก ท่าทางนั้นเหมือนจะเป็เชิงดูถูกการทำงานของริชาร์ดและแสดงอำนาจของเขาไปในตัว
“เพราะคุณคูเปอร์ คือคนร้ายที่ต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์ในแมนเชสเตอร์ที่ท่านกำลังหาตัวอยู่ครับ” ริชาร์ดจ้องหน้ากลับด้วยสายตาที่ยังคงไม่แสดงอาการใดๆ
“หน่วยข่าวกรองพันธมิตรของเราทั้ง อเมริกา และ อังกฤษ ยังไม่รู้ชื่อคนร้ายที่ตายไปเลยแต่คุณจะบอกว่าหาตัวคนบงการให้เราได้แล้วงั้นเหรอ” วิลจ้องสายตานั้นกลับพร้อมขมวดคิ้ว
“MI6 ได้ชื่อคนร้ายที่ตายไปตั้งนานแล้วครับ แต่ผมคิดว่าพวกเขาเขาปกปิดไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง”ริชาร์ดตอบเสียงเรียบ
“คุณกำลังจะกล่าวหาว่าท่านกรรมาธิการลอนดอน ไม่ยอมแบ่งปันข้อมูลให้แก่เพื่อนสมาชิกกรรมาธิการด้วยกันอย่างนั้นเหรอ”
น้ำเสียงของวิลเปลี่ยนในทันที มันแสดงออกถึงความไม่พอใจแต่พยายามเก็บเอาไว้ และดูเหมือนไม่ใช่ความไม่พอใจในเื่ที่อังกฤษปิดบังข้อมูล แต่ดูเหมือนจะเป็ความรู้สึกที่มีต่อคำกล่าวหาของริชาร์ดด้วยเช่นกัน
“ผมไม่โทษเขาหรอกครับเื่นี้เป็ศักดิ์ศรีของชาติอังกฤษ แทนที่จะให้คนอื่นมายุ่มย่ามกับเื่ภายใน สู้จัดการเองดีกว่าใครก็คงคิดแบบนั้น”
“คุณรู้ข้อมูลมาจากไหน ลองแจงให้ผมรู้ทีสิ”
วิลขยับนั่งพิงพนักเก้าอี้มือทั้งสองเขาประสานกันไว้บนโต๊ะ
“เรียนตามตรงผมให้เด็กๆของผมเจาะเอาจากฐานข้อมูลลับสุดยอดของ MI6 เราได้รายชื่อผู้ก่อการร้ายที่ตายมา แล้วก็เริ่มสืบจากตรงนั้น ผมพบว่าคุณคูเปอร์บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อช่วยเด็กกำพร้าจากภัยาในตะวันออกกลาง หลายมูลนิธิเป็เงินนับสิบล้าน ซึ่งก็ดูเผินๆก็เป็คนใจบุญสุนทานดี แต่บังเอิญผมพบว่ารายชื่อคนร้ายที่ก่อเหตุ 2 ใน 6 คนเป็เด็กกำพร้าที่เคยอยู่มูลนิธิที่คุณเอเดรียนบริจาคเงินให้ ผมรู้สึกสนใจเลยค้นย้อนหลังไปดู ในปี 2006 คุณเอเดรียนได้ซื้อสายการบินนึงจากสภาพใกล้ล้มละลายเพราะสายการบินนั้นก็ถูกก่อการร้าย มองเผินๆอาจจะไม่มีอะไร จนผมค้นไปพบว่ามันเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันคุณเอเดรียนเคยพยายามซื้อห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุแล้วหลายครั้ง แต่ข้อตกลงไม่ลงตัวกันเสียทีจนกระทั่งเกิดการก่อการร้าย การก่อการร้ายเป็การดิสเครดิตอย่างดี หุ้นของห้างสรรพสินค้าที่ว่านั้นร่วงเหวอย่างรวดเร็วและคุณคูเปอร์ก็กว้านซื้อเรียบ ลองคิดดูสิครับสินค้าที่คุณอยากได้เป็เ้าของ จากเมื่อก่อนแพงลิบตอนนี้เหลือถูกเหมือนได้เปล่า แค่ต้องเป็สปอนเซอร์ให้ผู้ก่อการร้ายนิดหน่อย คล้ายมันเป็ห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานน่ะครับ”
วิลที่ได้ยินริชาร์ดกล่าวนั้นถึงกับเงียบไปพักหนึ่ง สายตาเขาจ้องเข้าไปในสายตาริชาร์ด เป็ครั้งแรกในชีวิตการทำงานด้านข่าวกรองของเขาที่พบเข้ากับคนที่ฉลาดอย่างมาก ฉลาดเสียจนเขาไม่สามารถอ่านอะไรจากแววตาของชายที่อยู่เบื้องหน้านี้ได้เลย
“โอเค..ผมยอมรับว่าข้อมูลนี้ก็น่าสนใจดีอยู่หรอกนะ แต่เมื่อกี้คุณบอกว่าคุณเจาะฐานข้อมูล MI6 เหรอ? ใครให้สิทธิคุณในการเจาะ? คุณไม่ทราบเหรอว่า MI6 เป็หน่วยงานใหญ่ของอังกฤษ เราอาจจะมีปัญหากับฝ่ายกรรมาธิการลอนดอนได้” วิลตั้งคำถามกลับในทันที
“จริงๆแล้ววิล..คุณควรตั้งคำถามว่า ทำไมท่านกรรมาธิการลอนดอนไม่ส่งข้อมูลให้เรา ไม่แต่ MI6 เท่านั้นแม้แต่ CIA ก็ดูเหมือนท่านกรรมาธิการวอชิงตันก็ปิดบังข้อมูลเราด้วย” ริชาร์ดยังคงพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อย่าบอกว่าคุณเจาะข้อมูลของ CIA ด้วยนะ”
“ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ครับ.. CIA จับตาดูคุณคูเปอร์มาพักนึงแล้ว มีความพยายามลอบสังหารเขามามากกว่า 2 ครั้งแล้วด้วยซ้ำแต่ล้มเหลว เพราะคุณคูเปอร์ มีหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ชื่อคุณ ซีวิล คลัสเตอร์ คุณซีวิลคนนี้ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง ที่แท้แล้วเขาคือจ่าสิบเอกอดีตพลซุ่มยิงแห่งกองทับบกสหรัฐ ที่เคยถูก CIA ขอตัวมาลงงานภาคสนามให้ เขาทำงานให้ CIA มาเกือบ 10 ปีฆ่ามาแล้วทุกหัวระแหง CIA ก็ลบประวัติเขาหมดเกลี้ยง ส่วนตัวเขาเองก็รู้ไส้รู้พุงของหน่วยข่าวกรองสหรัฐจนหมด กระทั่งวันนึงเขาถูกระบุว่าตายในเหตุการณ์พยายามลอบสังหารคุณคูเปอร์ครั้งแรก แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ตายแต่แปรพักตร์ ว่ากันว่าที่การลอบสังหารครั้งที่ 2 ไม่สำเร็จก็เป็เพราะเขานี่แหละที่จัดการกับอดีตเพื่อน CIA ของเขาเอง ส่วนอเมริกันก็ปิดปากเงียบ เพราะขายหน้าที่มือสังหารตัวเองแปรพักตร์เป็ศัตรู อย่างหลังนี้ผมเดาเอานะครับ”
ริชาร์ดถอดแว่นตาตัวเองออกมาเช็ดเล็กน้อยขณะที่พูดไปด้วย ก่อนสวมมันกลับ ท่าทีในขณะนี้เขาก็ยังดูสบายๆคล้ายกับเื่ราวที่เขาเล่ามันไม่ได้ดูจริงจังซีเรียสอะไรเลย
“แล้ว… ต่อไปคือยังไงคุณ้าให้ผมทำอะไร”
วิลจ้องตาริชาร์ดสีหน้าเขาเคร่งเครียดเป็อย่างมาก
“ก็แค่อนุมัติให้ผมทำงานแล้วเราจะจัดการเื่นี้ให้ครับ” ริชาร์ดยิ้มตอบ
ริชาร์ดเดินกลับเข้าห้องทำงานของตัวเอง ซึ่งกลุ่มเด็กสาวทั้ง 3 ก็ยังคงนั่งอยู่ที่ชุดโซฟารับแขกตัวเดิม เขาเพียงยิ้มให้กลุ่มเด็กสาว ก่อนตัวเองจะเดินผ่านกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ได้พูดอะไร
“เราจะต้องไปเมื่อไหร่คะ” เชอรี่รีบถามริชาร์ดด้วยความอยากรู้
“เชอรี่ลุงบอกแล้วว่าอย่าดักฟังการประชุมห้องกรรมาธิการ” ริชาร์ดยิ้มอย่างรู้แกวโดยไม่ได้มองหน้าสาวน้อยรุ่นลูก
“ขอโทษค่ะ” เชอรี่ยิ้มน้อยด้วยความเขินอาย
“เอาหล่ะเด็กๆงานนี้อาจจะยากหน่อยเพราะเราต้องจัดการกับเป้าหมาย 2 คนในภารกิจเดียว… ไอริสเก็บเครื่องเกมนั้นก่อนมั้ย”
เสียงของริชาร์ดทำเอาไอริสสะดุ้งโหยง เธอรีบเอาเครื่องเล่นเกมนั้นเก็บไว้ข้างหลังและหัวเราะเขินๆเพื่อกลบเกลื่อน
“เื่นี้ลุงต้องพึ่งหนู งานเรายากเพราะเป้าหมายที่ 2 เราเป็พลซุ่มยิงมือฉมัง ที่สำคัญเราไม่มีข้อมูลอะไรของเขาเลยแม้แต่หน้าตา งานนี้เราต้องสู้กับศัตรูที่รับมือยากกว่าทุกครั้ง และจากประสบการณ์ที่เจนจัดของเขา เป็ไปได้ว่าเขาอาจจะรู้ทันเราทุกฝีก้าว”
“ถ้างานซุ่มยิงลำบากเราน่าจะหาวิธีจัดการเขาใกล้ๆแทนนะคะคุณลุง”ไอร์แลนด์ลองเสนอความคิดเห็น
“ปัญหาของงานนี้คือการจัดการเป้าหมายที่ 2 เพราะลุงเชื่อว่าลำพังเป้าหมาย 1 มันไม่ได้ยากมาก แต่เราจะทำยังไงให้จัดการเป้าหมายที่ 2 ได้ จากรายงานพบว่าเขาฉลาดรอบจัดและชอบฉายเดี่ยว เขาจะไม่แจ้งตำแหน่งตัวเองให้เพื่อนร่วมทีมรู้เพราะเขาไม่ไว้ใจ เขากลัวถูกดักฟังการสื่อสาร ครั้งนึงเขาเคยเกือบถูก CIA จับได้เพราะโดนดักฟังวิทยุ CIA ส่งทีมไปจู่โจมเขาที่ตำแหน่งซุ่ม แต่เขาไหวตัวหนีไปได้ทัน ทิ้งปืนกับอุปกรณ์ไว้ให้ดูต่างหน้า เชื่อกันว่าเขาน่าจะพึ่งหนีไปสดๆร้อนๆเพราะไม่งั้นก็คงเก็บอุปกรณ์ไปด้วย ตอนที่ทีมจู่โจมบุกขึ้นไปบนตึกพวกเขาสวนกับประชาชนหลายคนแต่ไม่คุ้นหน้าใคร ดังนั้นก็เป็ไปได้ว่าหมอนั่นอาจทำศัลยกรรมใบหน้าไปแล้วด้วย”
“ถ้างั้นเราต้องใช้วิธีนอกกรอบหน่อยค่ะ”
ไอร์แลนด์สบตากับริชาร์ด สีหน้าและน้ำเสียงเธอแม้แสดงความลังเลเล็กน้อยแต่ก็เหมือนว่าเธอมีแผนแล้ว
“เสนอมาได้ ถ้าเข้าท่าลุงจะอนุญาตเอง”
“เราจะใช้แผนยิงนัดเดียว แต่ฆ่า 2 คนค่ะแค่หนูอยากขอให้คุณลุงเอาของบางอย่างมาให้หน่อย”
ไอร์แลนด์ตอบ
“ของอะไรล่ะ..?” ริชาร์ดยิ้มถาม
ยามนี้เป็เวลาเวลาเที่ยงคืนของกรุงเตกูซิกัลปาประเทศฮอนดูรัส ท้องถนนภายในเมืองเงียบสงบด้วยเป็เวลาดึกดื่นที่คนทั้งหลายต่างหลับนอน แม้จะเป็เมืองหลวงอันทรงเสน่ห์ของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็ดินแดนกาแฟ และผลไม้เมืองร้อนชั้นเลิศประเทศหนึ่งของอเมริกากลาง แต่จากรายได้ประชากรเฉลี่ยแค่ 5.4พันดอลลาห์ต่อปี เมืองหลวงนี้จึงไม่ได้มีแสงสียามราตรีมากนัก ในยามดึกเช่นนี้มันจึงออกจะเงียบสงบเสียมากกว่าที่จะคึกคักดังเช่นที่ควรจะเป็ เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญอื่นๆ
โดรน 4 ใบพัดตัวหนึ่งบินตามถนนอันเงียบสงบนี้ ปีกของมันถูกดัดแปลงเพื่อให้เสียงเงียบลงกว่าเดิมโดยเชอรี่ และแน่นอนคนควบคุมมันก็คือเธออีกเช่นกัน โดรนบินมาหยุดอยู่หน้าบริเวณอาคารใหม่อาคารหนึ่งที่พึ่งก่อสร้างเสร็จไม่นาน ป้ายที่ด้านหน้าอาคารระบุชื่อ “มูลนิธิคูเปอร์เพื่อเด็กด้อยโอกาส”
“ถึงที่แล้วบน..เวที ประจำตำแหน่งเรียบร้อย”
เชอรี่บังคับโดรนให้ลอยขึ้นบนเวทีด้านหน้าของมูลนิธิคูเปอร์ เวทีนี้จัดเตรียมไว้สำหรับงานพิธีเปิดที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ เชอรี่บังคับโดรนประคองให้ลอยตัวขึ้นเหนือโพเดียมสำหรับประธานโดยประมาณความสูงเท่ากับความสูงของชายคนหนึ่ง จากนั้นมันก็ถูกบังคับให้หันหน้าไปทางถนนเส้นยาวที่มีแต่อาคารเตี้ยๆสองฟากฝั่ง ปลายทางตรงที่ไกลออกไปถึง 712 เมตร มีป้ายโฆณาขนาดใหญ่ป้ายหนึ่งที่ติดตั้งบังอาคาร 4 ชั้นเอาไว้ทั้งหลัง
เชอรี่บังคับโดรนให้ลอยนิ่งก่อนกดปุ่มบังคับให้โดรนยิงเลเซอร์ที่มองไม่เห็นไปยังป้ายโฆษณา เทคโนโลยีเลเซอร์ชนิดนี้ถูกออกแบบไว้ให้ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องมองกลางคืน ซึ่งมันเป็เทคโนโลยีของทางการทหารของสหรัฐ
“เห็นจุดหรือยัง”
เชอรี่ถามเพื่อนที่เหลือ ซึ่งตอนนี้ทั้งไอริสและไอร์แลนด์ประจำจุดอยู่ที่หน้าป้ายโฆษณาปลายทางเรียบร้อยแล้ว
“โอเคเห็นแล้ว” ไอริสตอบ
ไอริสที่ยืนอยู่ด้านหน้าป้ายโฆษณาห่างไปราวๆ 15 เมตร ในมือเธอมี Bushnell Equinox Z2 กล้องตาเดียวแบบไนท์วิชั่นกำลังขยาย 3x30 อยู่ ส่วนมืออีกข้างนั้นเธอยกปืน Ruger MK4 Hunter ที่ลำกล้องปรับแต่งให้ใส่ที่เก็บเสียง TBA Sicario ซึ่งจะดัดแปลงให้สวมทับไปทั้งลำกล้องปืน เวลาดูเผินๆมันจึงเหมือนปืนพกรูเกอร์ลำกล้องหนาธรรมดา เป็ที่ทราบกันว่าที่เก็บเสียงนั้นไม่มียี่ห้อใดสามารถปิดกั้นเสียงได้เต็มร้อย ปืนกระบอกนี้จึงใช้ะุซับโซนิคที่ะุวิ่งช้ากว่าเสียงทำให้มันเงียบสนิทขึ้นในยามกลางคืน ไอริสเล็งปืนไปที่จุดเลเซอร์ที่เธอมองเห็น เหนี่ยวไกส่งะุซับโซนิคขนาด.22LR เจาะแผ่นไม้กระดานของป้ายโฆษณาตรงกับจุดที่เลเซอร์จากโดรนชี้อยู่พอดี
ะุนั้นทำให้เกิดเป็รูที่เล็กขนาดไม่กี่มิลลิเมตร ไอริสเก็บปืนกับกล้องมองกลางคืนใส่กระเป๋าและไม่ลืมที่จะเก็บปลอกะุนั้นไปด้วย ส่วนไอร์แลนด์ที่ยืนอยู่หลังป้ายโฆษณาครั้นมองเห็นรูที่ะุทะลุผ่านแล้ว เธอก็รีบปีนป่ายขึ้นตามโครงเหล็กด้านหลังไปที่รูนั้นทันที เลื่อยตัดกิ่งไม้ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กถูกหยิบออกมาออกมา จากนั้นก็บรรจงเจาะแผ่นไม้นั้นโดยให้รูะุเป็ศูนย์กลาง ไอร์แลนด์เจาะรูนั้นเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดกว้างเพียง 1 นิ้ว และสูงเพียง 2 นิ้วเท่านั้น เพียงเท่านั้นเธอก็ปีนกลับลงมาและเก็บอุปกรณ์เช่นกัน
“โอเค...วันนี้พอแค่นี้กลับไปนอนได้พรุ่งนี้มีเรางานต้องทำ...”
แสงของพระอาทิตย์ยาม 8 โมงเช้าสาดแสงทอลงมายังที่ดาดฟ้าของตึกสูง 4 ชั้น บนเนินที่ห่างจากงานเปิดตัวของมูลนิธิคูเปอร์ ซึ่งแน่นอนตึกนี้ถูกบังหมดทั้งตึกด้วยป้ายโฆษณาขนาดั์ เว้นเสียแต่ช่องขนาดเล็ก 1x2 นิ้วนั้น
“เทคนิคยิงจากหลังป้ายโฆษณานั้นมันก็เจ๋งดีหรอก แต่เราจะไม่เก็บเ้าสไนเปอร์นั่นแล้วเหรอ”
เชอรี่ตั้งคำถามในขณะที่ตอนนี้เธอนั่งประจำตำแหน่งอยู่ใกล้งานพิธีเปิดมูลนิธิที่สุด เรียกว่าปะปนอยู่กับฝูงชนเลยทีเดียว และแน่นอนเธอไม่พกอาวุธใช้แค่ข้าวของส่วนตัวที่ดูเหมือนคนธรรมดา วันนี้เธอทำหน้าที่เป็คนชี้เป้าและเป็คนยืนยันภารกิจหลังจากเป้าหมายถูกกำจัดแล้ว มือถือจะถูกใช้ถ่ายรูปและไลฟ์สดสถานการณ์เพื่อแจ้งให้เพื่อนๆในทีมทราบ มันเป็ระบบธรรมดาที่ไร้พิรุจ เพราะคนธรรมดาใครๆก็ถ่ายภาพและไลฟ์สดเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันทั้งนั้น
“ทีมรักษาความปลอดภัยของคูเปอร์มาที่นี่เมื่อวาน ใช้เวลาครึ่งวันเพื่อสำรวจพื้นที่และวางแผนป้องกันการถูกลอบโจมตี แต่เราก็ยังไม่เห็นตัวของคลัสเตอร์ เอาจริงๆตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เขาอาจจะซุ่มยิงอยู่บนพื้นที่ไหนสักที่เพื่อตามหาพวกเราอยู่ แต่มันจะไม่มีทางเห็นเราที่นี่”ไอร์แลนด์พูด
“ใช่เราจะซ่อนตัวอยู่หลังป้ายั์ ยิงเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปจากเราเจ็ดร้อยกว่าเมตร ผ่านรูที่เล็กกว่าปากของฉันอีก...ฉันไม่ได้พลาดอะไรไปใช่มะ คือ..ถึงฉันไม่ได้เก่งเื่ปืนเหมือนเธอนะไอริส แต่ฉันเก่งฟิสิกส์ และก็ครูฟิสิกส์ฉันสอนว่าะุจะยกตัวสูงเลยเป้าขึ้นไป อาจจะหลายเมตรก่อนลงมากระทบเป้าที่เป้าที่เราตั้งศูนย์ไว้ถูกต้องมั้ย ะุนั่นมันจะไม่ชนแผ่นป้ายเหรอ”
ยามนี้ดูเหมือนเชอรี่จะเริ่มพูดเยอะขึ้นด้วยความประหม่า ด้วยว่าไอร์แลนด์ตอนนี้ซุ่มอยู่รอบนอกพร้อมรถ เพื่อรอรับตัวเชอรี่กลับหลังจบงาน ส่วนไอริสอยู่หลังป้ายห่างไปหลายร้อยเมตร จึงมีเพียงเธอคนเดียวที่เป็นกต่ออยู่ในที่ๆเรียกได้ว่ากลางวงศัตรูเลยทีเดียว ทำให้ทั้งไอร์แลนด์และไอริสต่างก็หัวเราะขบขันในท่าที่อันประหม่านี้
“เทคนิคนี้ถูกเรียกว่าลูปโฮลน่ะ ถูกของเธอเวลายิงระยะไกลกล้องเล็งปืนจะต้องชี้ลงในขณะที่ปากกระบอกเชิดขึ้นเพื่อชดเชยระยะ คล้ายกับการขว้างบอลให้โค้งขึ้นฟ้าเพื่อให้มันไปได้ไกลที่สุด แต่ว่าปากกระบอกปืนมันอยู่ใต้กล้องเล็ง ดังนั้นะุต้องใช้ระยะทางนิดหน่อยเพื่อยกตัวขึ้น ในขณะยกตัวะุจะตัดกับเส้นเล็งก่อนยกตัวพ้นมัน จุดนั้นเรียกเนียร์ซีโร่ จากนั้นก็จะยกตัวขึ้นสูงและก็จะตกลงกระทบเป้าอีกครั้งที่จุดที่เล็งไว้เรียกว่าฟาร์ซีโร่ ฉันวัดจุดเนียร์ซีโร่ไว้ที่ป้ายโฆษณานั่น ะุของฉันจะลอดรูที่ป้ายพอดีก่อนจะยกตัวขึ้นสูงและตกลงหัวเขาที่ฟาร์ซี่โร่ ประมาณนั้น”
ไอริสเลคเชอร์สั้นๆให้เชอรี่ฟัง ถึงแม้มันจะเป็คำอธิบายง่ายๆที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน แต่ในขั้นตอนการปฏิบัตินั้นแทบจะเป็คนละเื่กัน การคำนวณหาเนียร์ซีโร่นั้นยุ่งยากกว่าการหาฟาร์ซีโร่มากนัก ซึ่งสูตรในการคำนวณนั้นกองทัพบกสหรัฐยังคงเก็บไว้เป็ความลับ แต่ทว่าทุกอย่างมีวิธีการได้มาเสมอ ไอริสใช้วิธีการที่ง่ายและได้ผลในการหาเนียร์ซีโร่ โดยการตั้งศูนย์ในระยะที่้ายิงให้เรียบร้อยเสียก่อนจากนั้นก็ใช้เลเซอร์ในการตั้งศูนย์ซึ่งมีลักษณะเป็แท่งเสียบไว้ที่ปากลำกล้องปืน นำเอาฉากรับภาพมาบังที่ปากลำกล้องแล้วขยับถอยออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เส้นเล็งกับเลเซอร์ตรงกันพอดีจุดนั้นก็จะเป็ระยะเนียร์ซีโร่ที่หาได้อย่างง่ายๆ
“บางครั้งเธอก็ดูโหดนะ แบบว่า..พูดเื่ะุเจาะหัวคนได้หน้าตาเฉยอะไรแบบนั้นน่ะ แล้วตาคนนั้นล่ะ ตาสไนเปอร์ชื่อซีวิลนั่น เราจะทำยังไงกับเขาเท่าที่รู้เรายังไม่เคยเห็นหน้าเขา และไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ไหนด้วย”
เชอรี่ยังสงสัยว่าเธอพลาดอะไรในแผนไปหรือเปล่า เพราะดูเหมือนทั้งไอริสกับไอร์แลนด์จะไม่ได้พูดถึงแผนการจัดการเป้าหมายที่ 2 เลย
“เป้าหมายมาแล้ว” เสียงไอร์แลนด์ดังขึ้นในเครือข่ายสื่อสาร
รถลีมูซีนคันงามแล่นเข้ามาในสถานที่จัดงาน ตามมาด้วยหน่วยอารักขาของ เอเดรียน คูเปอร์ พวกเขาเข้าประจำตำแหน่งเพื่อวางแนวป้องกันแอเดรียนจากอันตราย ฝูงนักข่าวกรูกันยิงแฟลชใส่เอเดรียนในขณะที่เขาก้าวเดินลงจากรถด้วยท่าทีสบายๆ ชายนักธุรกิจผู้มีหน้าฉากเป็พ่อพระใจบุญยิ้มและโบกมือทักทายให้ผู้มาร่วมงานและนักข่าว โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าอาจจะได้ทำเื่นี้เป็ครั้งสุดท้าย
พิธีการเริ่มอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว โดยพิธีกรในงานอ้างว่า คุณเอเดรียน มีเวลาน้อย เขาจึงรีบเชิญให้ชายคนนี้ขึ้นกล่าวพิธีเปิดอย่างเป็ทางการ แน่นอนว่าภาพดังกล่างถูกถ่ายไว้เป็วิดีโอโดยกล้องจากมือถือของเชอรี่ไลฟ์สดให้คนในทีมดู หลังพิธีกรกล่าวเชิญจบเอเดรียนก็เดินขึ้นไปยืนที่โพเดียม เขาเริ่มพูดสาธยายเกี่ยวกับมุมมองเื่โลกที่สดใสและอนาคตที่ดีของเด็ก ซึ่งเป็คำที่เสกสรรปั้นแต่งจากชายเลวทรามผู้มีหน้ากากพ่อพระนี้มันน่าเบื่อจนทำให้เชอรี่แทบหาว กระทั่งเสียงเล็กๆของไอริสดังผ่านเครือข่ายมา
“ถอยได้”
สิ้นเสียงนั้นพลันเกิดเสียงดังคล้ายเสียงกระแทกหนักๆ เอเดรียน คูเปอร์ที่ยืนพูดอยู่หน้าเวทีก็พลันล้มลงทั้งยืน หัวของเขาฟาดกับพื้นเวทีเสียงดัง เืแดงฉานเริ่มนองช้าๆออกมาจากแผลบริเวณกกหู ความโกลาหลเกิดในทันที ผู้คนกรีดร้องะโโหวกเหวกโวยวายแตกตื่นโกลาหล หลายคนรีบหนีออกจากพื้นที่งานด้วยความหวาดกลัว อีกหลายคนเลือกที่จะหาที่ซ่อน หน่วยอารักขาของเอเดรียนเองรีบเข้าถึงตัวเขา กึ่งลากกึ่งแบกพาร่างเขาลงจากเวทีโดยเร็ว การเตรียมพร้อมของทีมอารักขาชุดนี้จัดว่าเตรียมมาดี พวกเขามีรถฉุกเฉินติดของโรงพยาบาลติดตามมาด้วย เอเดรียน คูเปอร์ถูกหามไปในสภาพไม่รู้สึกตัวเืไหลหยดลงเป็ทางไปสู่รถฉุกเฉิน วินาทีที่ร่างนั้นขึ้นรถฉุกเฉินได้รถคันนั้นก็ทะยานออกไปในทันทีเสียงไซเรนถูกเปิดดังลั่นถนน
เชอรี่รีบอาศัยจังหวะนั้นแฝงตัวออกจากพื้นที่ ปะปนกับฝูงชนที่แตกตื่นหลบเข้าตรอกเล็กๆที่สามารถทะลุออกไปถนนเส้นหลังตึกเพื่อไปสมทบกับไอร์แลนด์ ระหว่างหนีเธอก็ทำงานไปด้วย หน้าจอโทรศัพท์มือถือขณะนี้ขึ้นสถานะอัปโหลดไฟล์วิดีโอเพื่อแบคอัพสู่เซอร์เวอร์เก็บไว้ จากนั้นอินเตอร์เฟสถัดมาก็ขึ้นมาถามว่าจะทำลายโทรศัพท์เครื่องนี้ทิ้งหรือไม่ เธอกดที่คำว่า OK แล้วหย่อนมันลงในช่องของท่อระบายน้ำข้างถนนนั้นเอง
รถกระบะเก่าซอมซ่อคันหนึ่งถูกจอดชิดไหล่ทางรอไว้ ภายในมีไอร์แลนด์ที่ทำหน้าที่ดักฟังวิทยุของรถฉุกเฉินอยู่ฉับพลันนั้นประตูข้างคนนั่งของรถกระบะรถบุโรทั่งคันนั้นก็ถูกเปิดออก ไอร์แลนด์เหลือบตาไปมองเล็กน้อยพอเห็นเป็เชอรี่ เธอก็หันกลับมาให้ความสนใจกับการดักฟังวิทยุต่อ
“เป็ไงบ้าง” เชอรี่ถาม
“ปากแผลไม่หดตัวเืไหลช้า ม่านตาไม่ตอบสนอง ไม่มีชีพจร น่าจะไม่มีปัญหาแล้วล่ะ”
ไอร์แลนด์พูดพลาง กดปุ่มปิดวิทยุที่ดักฟัง ก่อนขยับมือบิดสตาร์ทกุญแจรถ
“คือชั้นไม่ได้จะว่าอะไรนะ แต่เราพึ่งเก็บไปหนึ่งเหลืออีกหนึ่งไม่ใช่เหรอ” เชอรี่ถามไอร์แลนด์ด้วยความสงสัย
“หมอนั่นจะตายต่อจากนี้แหละ”
ไอร์แลนด์เหยียบคันเร่งให้รถพุ่งทะยานตัวออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงะเิทุ้มๆที่ดังขึ้นมาจากท่อระบายน้ำที่เชอรี่ทิ้งมือถือลงไปนั่นเอง
ณ สนามบินเตกูซิกัลปา เครื่องเจ็ทส่วนตัวลำสีขาวถูกจอดรอที่ลานจอด เครื่องดังกล่าวถูกแจ้งไว้ว่าเป็เครื่องบินขนส่งเ้าหน้าที่พิเศษทางการทูตของอังกฤษ มันจึงมีอภิสิทธิ์ไม่ถูกตรวจค้นในทุกกรณี สามสาวน้อย ไอริส ไอร์แลนด์ และเชอรี่ เดินผ่านประตูพิเศษเข้ามาเพราะพวกเธอถือวีซ่าทางการทูตของอังกฤษอยู่ ทั้งสามเดินตรงดิ่งมาที่เครื่องส่วนตัวนั้น มีชาย 2-3 คนในชุดสูทติดอาวุธคล้ายหน่วยอารักขาพิเศษรับกระเป๋าจากพวกเธอ ก่อนพาขึ้นไปบนเครื่องเจ็ทที่ติดเครื่องรอไว้
“เยี่ยมมากเด็กๆ” ริชาร์ที่นั่งจิบกาแฟรอบนเครื่องเอ่ยชมทันทีที่เห็นหน้าทั้ง 3 คนเดินขึ้นมา
“นี่ค่ะคุณลุง เมล็ดกาแฟเกรดพรีเมี่ยมของฮอนดูรัส เนเจอร์โพรเสส คั่วอ่อน” ไอริสเปิดกระเป๋าหยิบถุงสีน้ำตาลที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเมล็ดกาแฟชั้นดีที่ลอยออกมาจากวาล์วระบายก๊าซที่ด้านหลังของถุง
“โอ้..นี่สิความเยี่ยมยอดที่สุดของภารกิจนี้ใช่มั้ย”
ริชาร์ดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทั้งไอริสและไอร์แลนด์ก็หัวเราะตอบ ในขณะที่บรรยากาศดูสนุกสนานมีเพียงเชอรี่คนเดียวที่เธอยังนั่งงงเหมือนมีตัวเครื่องหมายคำถามตัวโตติดอยู่ที่หน้า เพราะทีมถูกสั่งให้กำจัดเป้าหมาย 2 คน จริงอยู่ที่ 1 ในนั้นถูกไอริสยิงตายเมื่อราวๆ 2-3 ชั่วโมงก่อน แต่อีกคนยังลอยนวลอยู่ แต่ทั้ง 3 คนข้างหน้าเธอกลับดูแฮปปี้เหมือนภารกิจสำเร็จไปหมดแล้ว
“คุณลุงคะเอ่อ..หนูไม่เข้าใจ เรายังไม่ได้จัดการกับเป้าหมายที่ 2 ไม่ใช่เหรอคะ แต่ตอนนี้เราอยู่บนเครื่องเหมือนเรากำลังจะกลับบ้านกันแล้วหนูก็เลย….”
“เป้าหมายที่ 2 เขาตายแล้วเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา”
ริชาร์ดพูดพร้อมหันหน้าแล็ปท็อปของตัวเองให้เชอรี่เห็นภาพข่าวตำรวจกำลังลากศพชายคนหนึ่งขึ้นจากแม่น้ำ
“ใครฆ่าเขาคะทีมอื่นของเราเหรอ” เชอรี่ถามด้วยสีหน้าที่งงคูณสอง
“ทีมทหารรับจ้างที่เป็บอดี้การ์ดของ เอเดรียน คูเปอร์ เป็คนฆ่าเขา พูดง่ายๆก็คือฆ่ากันเอง”
ไอริสตอบออกมาจากห้องครัวท้ายลำ ในขณะที่เธอกำลังบดเมล็ดกาแฟที่ได้มาอยู่
“แล้วทำไมฆ่ากันเองง่ะ” เชอรี่ก็ยังคงทำหน้างงอยู่ดี
“เพราะลูปโฮล กับปืนที่ใช้ยิงวันนี้ไง จำได้มั้ยที่คุณลุงเล่าว่า CIA เกือบจับเขาได้แล้วแต่เขาไหวตัวหนีได้ทันและทิ้งปืนไรเฟิลไว้ ฉันใช้จุดนี้บวกกับประวัติเขาที่เป็อดีตพลซุ่มยิงทัพบก แถมนิสัยแปลกที่ไม่ยอมแจ้งตำแหน่งให้เพื่อนร่วมทีมรู้”
ไอริสเล่าแบบรวบรัด
“หรือว่า” สีหน้าเชอรี่เริ่มคลี่คลายเพราะเธอเริ่มปะติดปะต่อเื่นี้ได้แล้ว
“เทคนิคลูปโฮลถูกคิดค้นโดยทัพบกสหรัฐ ซีวิลก็เป็อดีตพลซุ่มยิงกองทัพบกสหรัฐ เราไปขอปืนไรเฟิลหลักฐานของซีวิลมาจาก CIA ขึ้นตึกไปยิงเอเดรียนด้วยเทคนิคลูปโฮลจากปืนของซีวิล บังเอิญว่านิสัยซีวิลดันไม่ชอบบอกเพื่อนว่าตัวเองซุ่มอยู่ตรงไหนจุดนี้มันทำให้เขาดูน่าสงสัยไปในทันที เราก็แค่จัดฉากว่าเขานั่นแหละซุ่มยิงเ้านายตัวเองซะเลย เพราะเค้าเองก็เคยมีประวัติเป็พวกแปรพักตร์มาก่อนอยู่แล้ว พวกหน่วยอารักขาของเอเดรียนเป็ทหารรับจ้าง ถ้าเขาเจอของที่เราทิ้งไว้ยังไงหลักฐานก็โยงไปที่ซีวิล พวกนั้นก็เลยลากเขาไปยิงหัวแล้วทิ้งน้ำให้เรา..จบภารกิจ” ไอร์แลนด์เฉลย
“มันจะชัวร์ได้ยังไงว่าพวกนั้นจะยิงเขา เพราะถึงยังงั้นมันก็ยังไม่มีหลักฐานแบบชัดแจ้งไม่ใช่เหรอ”
เชอรี่ก็ยังคงสงสัยอยู่ดี
“จริงๆ บริษัททหารรับจ้างที่คุ้มกันเอเดรียนเป็ บริษัทที่ชื่อเสียงโด่งดังและค่าตัวแพงมาก เขาจะเสียหน้ามากถ้าลูกค้าในอารักขาต้องตาย อย่างในกรณีนี้การยิงทิ้งซีวิลที่เป็แค่ผู้ต้องสงสัยมันไม่ใช่การพิสูจน์ และไม่ใช่ทั้งการจับผู้ร้าย แต่มันเป็แค่การโยนบาปให้เพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเอง โดยการสละมือปืนที่น่าสงสัยสักคนนึง มันจะเป็ไรไปยังไงนายจ้างก็ตายแล้วและไอ้หมอนี่ก็น่าสงสัย มือปืนตายสักคนคงไม่มีใครมานั่งเสียใจหรอก แถมยังซื้อความน่าเชื่อถือคืนได้นิดหน่อยด้วย”
“นี่คำนวณเอาไว้หมดแล้วเหรอ” เชอรี่หันไปถามไอร์แลนด์
“ก็แค่บังเอิญโชคดีน่ะ ดีที่ทางเราพอจะหาของๆหมอนั่นมาได้ บวกกับนิสัยส่วนตัวที่แปลกของหมอนั่นทำให้กลายเป็ว่าโดนนิสัยตัวเองฆ่า”
ไอร์แลนพิงตัวกับเก้าอี้ศอกเท้ากับโต๊ะทำท่าเท้าคางมองหน้าเชอรี่ด้วยสีหน้าราวกับจะสื่อว่าทีมโชคดีเฉยๆไม่ใช่ด้วยฝีมือวางแผนของตนแต่อย่างใด
“ใช่แล้วก็ทีมเราก็โชคดีที่บังเอิญมีสาวน้อยนักแม่นปืนที่ยิงได้ทุกเงื่อนไขแบบไอริสด้วยใช่มะ”
เชอรี่ชี้ไปทางไอริสที่กำลังเดินกลับมาพร้อมกับแก้วกาแฟที่เป็แก้วหนาใสทรงแอปเปิลคล้ายแก้วบรั่นดีที่ไม่มีก้าน ข้างในแก้วนั้นมีกาแฟนมที่แยกชั้นกัน โดยมีนมนอนที่ก้นและกาแฟเอสเปรสโซลอยอยู่้าพร้อมน้ำแข็งก้อนกลม ไอริสจับมือที่ชี้ของเชอรี่พร้อมยัดแก้วกาแฟนั้นใส่มือเธอแทน
“ก็เวอร์ไป..ที่ว่ายิงได้ทุกเงื่อนไงน่ะไม่ใช่ใช่ทุกเงื่อนไขสักหน่อย” ไอริสพูดพลางหัวเราะ
ในขณะที่เหล่าสาวน้อยทั้งสามกำลังพูดคุยเล่นหัวกันอย่างสนุกนั้น ริชาร์ดก็กำลังมองบนหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเองอย่างสนใจ ที่หน้าจอยามนี้ปรากฏภาพชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งจิบกาแฟยามเช้าอยู่ เขานั่งที่ด้านหน้าของร้านกาแฟซึ่งเป็จุดนั่งเปิดโล่งสำหรับแขกที่อยากัับรรยากาศยามเช้าของลอนดอนไปพร้อมๆกับการดื่มกาแฟ บริกรคนหนึ่งเดินเข้ามาจากทางซ้ายของชายคนนั้นพร้อมเสริฟอาหารลงบนโต๊ะ ชายคนนั้นหันหน้าไปกล่าวขอบคุณ และใบหน้านั้นก็คือวิล ผู้ประสานงานคนใหม่ของกรรมาธิการนั่นเอง
สีหน้าของริชาร์ดที่เห็นภาพนั้นก็แสดงความพอใจออกมา เขามองมันอย่างพิจารณาอยู่สักครู่ จากนั้นเขาก็กดปิดวิดีโอนั้น พับเก็บแล็ปท็อปของตัวเอง และลุกไปนั่งรวมกลุ่มพูดคุยกับเหล่าเด็กสาวในทีมของเขา ที่ตอนนี้พวกเธอกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน