การเดินทางตลอดทั้งวันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า มู่เฉินแบกร่างสตรีจากสำนักตำหนักเมฆาไว้บนหลัง เดินลัดเลาะตามทางป่าอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย แม้ฝีเท้าจะอ่อนแรง แต่ใจกลับไม่ยอมปล่อยให้หยุดลงได้ง่ายๆ เสียงลมพัดพาใบไม้เสียดสีกันดังก้องอยู่ในความเงียบสงัดของป่า ความมืดครอบคลุมลงมาทีละน้อย จนในที่สุดเบื้องหน้าก็ปรากฏเส้นทางกว้างที่ตัดผ่านลำน้ำ
มู่เฉินหมดแรงทรุดนั่งลงริมทาง ดวงใจเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อได้ยินเสียงล้อรถม้ามาแต่ไกล เขามองสตรีที่นอนหมดสติอยู่ข้างๆ ความร้อนรุ่มพลุ่งพล่านยิ่งกว่าความเหนื่อยล้า แต่ยามนี้แม้จะคิดหาที่ซ่อนตัว หากเกิดอันตรายขึ้นก็คงไร้เรี่ยวแรงจะปกป้องตนเองและนางได้อีก
เสียงกีบม้าดังมาแต่ไกล “ตึก ตึก ตึก…” มู่เฉินเงยหน้าขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความลังเล ใจหนึ่งกังวลว่าอาจเป็คนร้าย อีกใจหนึ่งก็ภาวนาว่าจะเป็ผู้มีเมตตา ท้ายที่สุดเขาก็ฝืนกายอ่อนล้า ลุกขึ้นยืนขวางกลางทาง หวังฝากชะตาไว้กับฟ้าดิน
รถม้าสามคันเคลื่อนเข้ามา เป็ขบวนของพ่อค้าซึ่งกำลังเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อเห็นเงาร่างอิดโรยริมทางก็หยุดลงสอบถาม มู่เฉินแทบสิ้นแรงเอื้อนเอ่ยเพียงคำว่า “โปรด…ช่วยด้วย” ก่อนสติจะดับวูบไป
เมื่อมู่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงแดดเช้าวันใหม่สาดลอดหน้าต่างไม้เข้ามา เขาได้ยินเสียงเรียกเบาๆ ของศิษย์ร่วมสำนัก ที่แท้ก็ผ่านไปคืนหนึ่งแล้ว ร่างกายเขาถูกทำแผลและพันผ้าเรียบร้อย มีคนส่งข่าวไปยังสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ และสำนักตำหนักเมฆาแล้ว
มู่เฉินรีบลุกขึ้นโค้งคำนับศิษย์พี่ผู้ดูแล ก่อนเอ่ยถามถึงสตรีที่เขาได้ช่วยมา ทันทีที่ก้าวออกไปนอกเรือน เขาเห็นศิษย์ตำหนักเมฆากำลังพยุงนางขึ้นรถม้า ร่างนั้นแม้อ่อนแรง แต่ยังฝืนหันมา ดวงตาพร่าเลือนเอื้อนเอ่ยเสียงเบาๆ
“คุณชาย…ท่านนามว่าอะไร”
มู่เฉินสะท้อนใจ รีบขานตอบทั้งชื่อและสำนักของตน นางได้ยินแล้วก็เผยรอยยิ้มอันอ่อนแรง ก่อนหมดสติลงอีกครั้ง ถูกพยุงขึ้นรถม้าและเคลื่อนจากไป ทิ้งเพียงเงารอยยิ้มไว้ในความทรงจำของเขา
หลายวันผ่านไป ร่างกายมู่เฉินฟื้นคืนกำลังมากขึ้น จนกระทั่งผู้าุโสำนักเดินทางมาพบ พร้อมกับข่าวร้ายที่ทำให้ใจเขาสะท้านวูบ
วันนั้นหลังจากพลุสัญญาณถูกยิงขึ้น กองกำลังที่ประจำจุดพักม้าใกล้ที่สุดได้รีบมุ่งหน้าเข้าช่วย ทว่าเมื่อไปถึงก็พบเพียงศิษย์ต่างสำนักบางคนกับจ้าวอี้เหรินที่ยังมีลมหายใจ กับคนร้ายเพียงไม่กี่สิบที่ยังไม่ทันหนี ส่วนกองเอกสารถูกปล้นไปจนเกลี้ยง
จ้าวอี้เหรินแม้ยังรอด แต่ก็ได้รับาเ็สาหัสจนไม่ฟื้นสติจนถึงวันนี้
มู่เฉินใจหาย ราวโลกทั้งใบถล่มลงมา ผู้าุโเพียงถอนหายใจเอ่ยเสียงหนักแน่น “นี่แหละคือชะตาของสำนักคุ้มภัย ยามสุขเราก็สุขมีกินมีใช้ แต่ยามศึก…เราต้องทำใจ ยอมรับการสูญเสียให้ได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเ้าได้ทำเต็มที่แล้ว”
ก่อนลุกจากไป ผู้าุโยังหันมากำชับ “พักผ่อนให้มาก เื่ราวครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างสืบสวน คาดว่ากองเอกสารนั้นมิใช่เพียงงานธรรมดา…พวกนักฆ่าที่ลงมือก็ใช่โจรกระจอก หากแต่เป็มือสังหารผู้ชำนาญ”
คำพูดนั้นก้องสะท้อนในใจมู่เฉินไม่จางหาย ชะตากรรมครั้งนี้คือเพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นลมที่กำลังจะโหมกระหน่ำในอนาคต…
ไม่กี่วันถัดมา มู่เฉินก็ได้ข่าวดีว่าศิษย์พี่จ้าวอี้เหรินฟื้นตัวแล้ว จึงรีบไปเยี่ยม ศิษย์พี่แม้ยังไม่หายดีเต็มที่ แต่ก็สามารถพูดคุยต่อปากต่อคำได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ใจของมู่เฉินที่เครียดกังวลมาตลอดเบาลงไปมาก
ยามค่ำวันเดียวกัน มู่เฉินได้รับหน้าที่เวรยามรอบสำนัก ระหว่างที่เดินลาดตระเวน ใจเขาก็พลันเผลอไหลย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ภาพของเหล่าศิษย์พี่และสหายร่วมสำนักที่ล้มหายตายจากปรากฏชัดเจน ทุกใบหน้าล้วนฝากฝังร่องรอยไว้ในใจไม่อาจลืมเลือน
เมื่อความทรงจำเลื่อนไหลไปถึงสตรีสำนักตำหนักเมฆา ร่างบางที่เคยอาบเืยามนั้น กลับชัดเจนขึ้นในใจด้วยภาพความงามยิ่งกว่าเดิม ผิวกายขาวเนียน ใบหน้าเรียวอ่อนช้อยที่แม้จะมีคราบเืทาบทับ กลับมิอาจบดบังความงามได้ มู่เฉินไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงคิดถึงก็รู้สึกอุ่นในอก แต่เขากลับไม่ทันได้ถามแม้กระทั่งชื่อแซ่ของนาง
เมื่อเดินถึงตรอกที่ต้องเลี้ยวไปอีกเส้นทาง เขากลับเดินตรงไปอย่างเหม่อลอย ศิษย์ที่ร่วมเวรยามรีบเรียกสติให้กลับมา มู่เฉินสะดุ้งเฮือก รู้สึกอายที่เผลอคิดมากไป จึงรีบเอ่ยขอโทษแล้วกลับเข้าแถวตามเดิม
…
กาลล่วงเลยสองเดือน วันหนึ่งมู่เฉินกำลังฝึกยุทธ์กับจ้าวอี้เหริน ศิษย์อีกคนรีบวิ่งเข้ามาแจ้งข่าว “มีสตรีคล้ายคุณหนูตระกูลใหญ่มาขอพบที่หน้าสำนัก”
มู่เฉินแปลกใจ คุณหนูตระกูลใดกัน เหตุใดถึงมาหาตน? มู่เฉินรับปากแล้วรีบไปยังประตูสำนัก
เมื่อไปถึง สิ่งที่เห็นกลับทำให้หัวใจพลันสั่นไหวทันที สตรีรูปงามผู้หนึ่งยืนอยู่พร้อมสาวใช้ติดตาม และรถม้าสีงามจอดอยู่ห่างออกไป ใบหน้าที่คุ้นตากลับแปรเปลี่ยนเป็งดงามกว่าเก่าหลายเท่า
นางในวันนี้…
ดวงหน้างามประดุจหยาดน้ำค้างยามรุ่งเช้า ขาวนวลดุจหยกสลัก ริมฝีปากแดงอ่อนระเรื่อราวกลีบกุหลาบแรกแย้ม ั์ตาดำขลับฉายประกายละมุนละไมแฝงด้วยความอ่อนโยนเร้นเสน่ห์ ผมดำขลับถูกรวบอย่างบรรจงด้วยปิ่นทอง ประดับปอยผมข้างแก้มที่พลิ้วไหวราวสายลมยามวสันต์ อาภรณ์แพรสีอ่อนงดงามพิถีพิถัน กลีบแขนกว้างพลิ้วไหวราวเมฆบาง แต่งแต้มด้วยลวดลายดอกไม้ปักทองละเอียดจนสะกดทุกสายตา ทุกย่างก้าวสง่างามสูงศักดิ์ดุจดอกเหมยกลางหิมะ
มู่เฉินเมื่อเห็นภาพนั้น ใจพลันฟูขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “ที่แท้ก็เป็แม่นาง…ไม่ทราบว่าวันนี้มาด้วยธุระอันใด”
สตรีรูปงามยิ้มบาง ก้าวเข้ามาโค้งคำนับอย่างอ่อนโยนราวคุณหนูผู้สูงศักดิ์ หาใช่ชาวยุทธเยี่ยงวันวาน
นางแนะนำตัวเองเสียงใส
“ข้าน้อย…ฮวาอี้หรง”
นางเอ่ยต่ออย่างสุภาพ “หลังเหตุการณ์วันนั้น ข้าได้พักฟื้นจนร่างกายหายดี ครั้งนี้ตั้งใจมาขอบคุณคุณชายด้วยตนเอง”
มู่เฉินยังมิทันได้ถาม นางก็ราวรู้ทันความสงสัย รีบกล่าวต่อ “ที่แท้หลังเหตุการณ์นั้น ท่านแม่ของข้าได้ขอร้องสำนักให้ข้าออกจากสำนัก ข้าแม้ไม่อยากลาจากสำนัก แต่เมื่อเห็นท่านแม่แล้วก็มิอาจขัดใจได้”
ฮวาอี้หรงจ้องตามู่เฉิน ดวงตาแฝงแววอ่อนโยนและเขินอายออกมาเล็กน้อย นางกล่าวต่อ “สามคืนข้างหน้า จะมีงานเทศกาลโคมไฟ ซึ่งสี่ปีจึงมีสักครั้ง ข้าอยากเชิญคุณชายไปร่วมชมด้วย”
มู่เฉินแทบไม่คิดสิ่งใดทั้งสิ้น รีบพยักหน้าตอบตกลงโดยไม่สนแม้กระทั่งว่าวันนั้นสำนักจะมีภารกิจหรือไม่
ฮวาอี้หรงเมื่อได้คำตอบก็ยิ้มละไม ก่อนเอ่ยนัดหมาย “แล้วพบกันที่ศาลาหอจันทร์เสี้ยวในค่ำคืนนั้น”
จากนั้นนางก็หมุนกายขึ้นรถม้าพร้อมสาวใช้ รถม้าค่อยๆ เคลื่อนออกจากหน้าสำนัก ทิ้งไว้เพียงหัวใจที่กำลังเต้นแรงของมู่เฉิน
เขายิ้มแย้ม หัวใจเต็มไปด้วยความร่าเริงอย่างไม่เคยมีมาก่อน เดินกลับเข้าสำนักด้วยอารมณ์ที่ฟุ้งฝัน
ทว่าที่มุมหนึ่งของลานประตูสำนัก กลับมีผู้หนึ่งเ็ปคล้ายจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่
เหยียนอิงเหอ ผู้ที่รับหน้าที่ยามหน้าสำนัก ได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน
เดิมทีนางตั้งใจจะชวนมู่เฉินไปเที่ยวงานเทศกาล ทว่าคำชักชวนกลับถูกสตรีตระกูลใหญ่แย่งไปเสียก่อน นางรู้ดีว่าตนเมื่อเทียบกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์เช่นนั้นแล้ว มิอาจมีสิ่งใดเทียบได้เลย แต่กระนั้น ความรักที่นางมีต่อมู่เฉินก็มิได้น้อยไปกว่าผู้ใด
ช่างน่าเศร้านัก ถึงแม้เหยียนอิงเหอกับมู่เฉินจะมีเวลาพบเจอและอยู่ร่วมกันบ่อยครั้ง แต่มู่เฉินกลับมองนางเป็เพียงสหายร่วมสำนักที่ผ่านความลำบากด้วยกัน…หาใช่สิ่งอื่นใดไม่