ทริสตันเพ่งพินิจสองพ่อลูกคู่นี้อย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งใบหน้าและร่างกายของพวกเขาเปรอะเปื้อนด้วยคราบสกปรกจนดำมอมแมม เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ขาดวิ่นและเต็มไปด้วยรอยด่างพร้อยจากการใช้งานหนัก เขาตั้งใจอ่านข้อความบนป้ายที่ระบุความ้าไว้อย่างชัดเจนว่า... ยินดีรับใช้และทำงานทุกอย่าง แลกกับอาหารวันละสองมื้อ ห้องพักอาศัย และค่าแรงเพียงเดือนละ 50 เหรียญทองแดง โดยเน้นย้ำว่ามีความชำนาญด้านการเกษตรเป็พิเศษ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของทริสตันเต้นไม่เป็จังหวะ กลับไม่ใช่ข้อเสนอเ่าั้ แต่เป็ตัวอักษรจากโลกเดิมที่แฝงอยู่อย่างเงียบเชียบ... คำว่า ช่วยด้วย ที่สลักไว้อย่างโดดเด่นท่ามกลางตัวอักษรของโลกนี้
ทริสตันหรี่ตามองสองพ่อลูกอย่างสงสัย การที่อักษรจากโลกเดิมมาปรากฏในสถานที่ที่ไม่ควรจะมีเช่นนี้ ย่อมเป็การจงใจส่งสัญญาณถึงผู้ที่มาจากต่างโลกด้วยกันอย่างแน่นอน ดูท่า... ในโลกใบนี้คงไม่ได้มีเพียงแค่เราคนเดียวเสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงสั่งการให้อาร์วินนำตัวทั้งคู่ไปยังพื้นที่ลับตาคน โดยมีทหารอีกสองนายคอยคุมเชิงและกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ให้เข้ามาในบริเวณนั้นอย่างเข้มงวด
ชายผู้เป็พ่อเร่งพาลูกสาวตัวน้อยคุกเข่าลงกับพื้น ทั้งคู่ก้มหน้าหมอบนิ่งด้วยกิริยาที่เปี่ยมด้วยความยำเกรง ร่างกายอันผอมโซสั่นเทา เพื่อรอคอยให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในกลุ่มคนแปลกหน้าเป็ฝ่ายเปิดปากเอ่ยคำขึ้นก่อน
ทริสตันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าทรงพลัง “ตัวอักษรบนป้ายนั่น ใครเป็คนเขียน? แล้วพวกเ้ามานั่งรอคอยอยู่ที่นี่นานเท่าใดแล้ว... เหตุใดพวกเ้าถึงไม่ไปหาสมัครงานที่เหมาะสม แต่กลับมานั่งรอความหวังอันเลื่อนลอยอยู่เช่นนี้?”
ผู้เป็พ่อยังคงหมอบนิ่งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและแหบแห้ง “ผู้น้อยมิได้เป็คนเขียนข้อความเหล่านี้... หากแต่เป็ฝีมือของลูกสาวผู้น้อยเอง พวกเรามาปักหลักนั่งอยู่ที่นี่ได้สองวันแล้ว... ส่วนเื่ที่ว่าเหตุใดจึงต้องมานั่งรอความหวังแทนการไปหางานทำเยี่ยงคนทั่วไปนั้น...” ชายผู้นั้นชะงักคำพูดไป ราวกับมีก้อนแข็งจุกอยู่ที่ลำคอ
เมื่อสิ้นคำพูดนั้น ผู้เป็พ่อก็เงียบงันลงราวกับมีมวลความโศกเศร้าอัดแน่นอยู่ในอก อาร์วินที่ยืนฟังอยู่พลันขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากตวาดด่าทออีกฝ่าย สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับอาการส่ายหน้าเบาๆ ของทริสตันเสียก่อน อาร์วินจึงจำต้องข่มอารมณ์แล้วปิดปากเงียบลงทันที ทริสตันละสายตาจากเขา แล้วหันไปจดจ้องที่ร่างของเด็กสาวตัวน้อยซึ่งยังคงหมอบนิ่งอยู่บนพื้นดินอย่างสนใจ
หลังจากเงียบงันอยู่นาน ผู้เป็พ่อก็เค้นเสียงที่สั่นเครือยิ่งกว่าเดิมออกมา “ผะ...ผู้น้อยมิใช่คนพื้นเพของเมืองนี้หรอกครับ เดิมทีเราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้น้อยกับลูกสาวผู้เฉียวฉลาดได้ใช้ความรู้ที่มีช่วยกันพัฒนาการเพาะปลูกจนได้ผลผลิตงดงามเกินคาด ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านกลับเกิดความโลภ หวังจะฮุบผลงานนั้นไว้เป็ของตนเพียงผู้เดียว จึงได้หาทางบีบคั้นและขับไล่พวกเราออกมา... หลังจากร่อนเร่มาจนถึงเมืองนี้ ผู้น้อยหวังจะหางานทำอย่างสุจริต แต่กลับติดกฎระเบียบที่ว่าต้องมีใบอนุญาตพลเมืองจากกรมผู้ว่าการเสียก่อน ซึ่งผู้น้อยได้ไปยื่นเื่ทิ้งไว้ั้แ่วันแรกที่มาถึง... แต่นี่ก็ผ่านมาสิบวันแล้วที่ยังไร้ซึ่งวี่แวว
ทั้งที่ตามกำหนดการไม่ควรเกินเจ็ดวันหากไร้ซึ่งปัญหาอะไร ทว่าทุกครั้งที่ผู้น้อยเพียรเข้าไปสอบถาม กลับได้รับเพียงคำตอบเดิม ๆ ว่า “ยังไม่เรียบร้อย” โดยไร้ซึ่งเหตุผลรองรับ จนกระทั่งผู้น้อยได้พบกับผู้ที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จึงได้รู้ความจริงอันเ็ปว่า... หาก้าความรวดเร็ว จำต้องจ่าย ค่าธรรมเนียม ถึง 100 เหรียญทองแดงให้แก่เ้าหน้าที่ แต่ด้วยทรัพย์สินที่ร่อยหรอและไม่อาจหางานทำได้หากไม่มีใบอนุญาตใบนั้น ผู้น้อยจึงจำต้องมานั่งเสี่ยงดวงฝากชีวิตไว้กับความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เช่นนี้”
สิ้นคำสารภาพของชายผู้นี้ เสียงสะอื้นไห้เบาๆ ก็ดังรอดออกมาจากร่างที่หมอบนิ่ง ทริสตันขมวดคิ้วภายใต้หน้ากากพลางปรายตาไปทางอาร์วินแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “อาร์วิน... ปกติแล้วการออกใบอนุญาตเช่นนี้ มีระเบียบให้ต้องเรียกเก็บเงินสูงถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงด้วยอย่างนั้นหรือ?”
อาร์วินมีสีหน้าปั้นยากราวกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาโน้มตัวลงกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา “เรียนท่านทริสตัน... ตามระเบียบการแล้วไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเช่นนั้นจริงครับ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คงมิใช่อื่นใด นอกเสียจากความฉ้อฉลของเ้าหน้าที่ในกรมผู้ว่าการที่แอบอ้างใช้อำนาจเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตนเท่านั้น”
ทริสตันถอนหายใจยาวด้วยความสมเพช ไม่ว่าจะเป็โลกใบเดิมหรือโลกใหม่ ความฉ้อฉลในระบบราชการก็ดูจะเป็มะเร็งร้ายที่ตามไปหลอกหลอนอยู่ทุกที่ ทว่าในดินแดนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็ใหญ่นั้น เขาตั้งปณิธานไว้ในใจทันทีว่า เื่โสมมเช่นนี้จะต้องถูกกำจัดและวางมาตรการป้องกันไว้อย่างรัดกุมที่สุด เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนอย่างที่เห็นในวันนี้
“แล้วเหตุใดพวกเ้าจึงไม่ไปร้องเรียนต่อหน่วยงานอื่นเล่า?” กิเซลล์เอ่ยถามข้อสงสัยของตนขึ้น ในเมืองใหญ่เช่นนี้ก็น่าจะมีหน่วยงานที่คอยรับเื่ร้องทุกข์หรือดูแลสารทุกข์สุกดิบของประชากรอยู่มิใช่หรือ?
อาร์วินส่ายหน้าช้าๆ พลางทอดสายตามองกิเซลล์ “เื่นี้ร้องเรียนไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อพวกเขากล้าลงมือเปิดเผยเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าส่วนแบ่งจากเงินเ่าั้ได้ไหลไปถึงหน่วยงานที่รับร้องทุกข์เรียบร้อยแล้ว ต่อให้มีใครไปแจ้งความผิดปกติเื่นี้ พวกเขาก็แค่ทำเป็หูไปนาตาไปไร่เสีย อีกทั้งเหยื่อส่วนใหญ่ก็เป็คนพลัดถิ่น... ซึ่งชาวเมืองโอคเฮเวนเองก็หาได้สนใจความทุกข์ร้อนของคนนอกที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้อยู่แล้ว”
“เป็ไปได้อย่างไรที่ผู้ว่าการเมืองจะเพิกเฉยต่อเื่นี้ หรือเขาจะอ้างว่าตนเองถูกปิดหูปิดตาจนไม่รู้เื่นี้?” กิเซลล์โพล่งออกมาอย่างมีน้ำโห ยิ่งเธอคิดถึงความไม่ยุติธรรม อารมณ์ที่พลุกพล่านก็แทบจะะเิออกมา
อาร์วินนิ่งเงียบต่อคำถามนั้นโดยไร้คำตอบ “พอเถอะ ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาขบคิดหรือซักไซ้เื่นี้ให้มากความอีก” น้ำเสียงเรียบเย็นทว่าทรงอำนาจของทริสตันดังขัดขึ้น ทำให้กิเซลล์ต้องสะบัดหน้าหนีด้วยความขัดใจ ก่อนจะส่งเสียง “เหอะ” ในลำคอเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจที่ยังคุกกรุ่นอยู่
ทริสตันหาได้สนใจกิริยาของกิเซลล์ตอนนี้ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่สองพ่อลูกอย่างแน่วแน่ “ฟังนะ... เรายินดีรับเงื่อนไขทั้งหมดตามที่พวกเ้าได้ระบุไว้บนป้าย เพียงแต่สถานที่ทำงานของพวกเ้านั้นมิได้อยู่ในเมืองที่มั่งคั่งเช่นนี้ หากแต่เป็ดินแดนที่ห่างไกลและยังไร้ซึ่งความเจริญ... พวกเ้ายังยินดีจะติดตามเราไปหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้เป็พ่อก็เงยหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาขึ้นมอง ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความอัดอั้นพลางเค้นเสียงสั่นพร่าออกมา “ขอเพียงนายท่านรับเงื่อนไขเหล่านี้... ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟหรือตามท่านไปยังขุมนรก ผู้น้อยและลูกสาวก็ยินดีจะติดตามไปรับใช้ท่านทุกแห่งหนโดยไม่เสียดายชีวิตครับ!”
ทริสตันแหงนหน้าหัวเราะร่าด้วยความพอใจ “ฮ่า ๆ ๆ ดี! ใจกล้าดีมาก... แต่เชื่อเถอะ ว่าที่ที่เราจะพาพวกเ้าไปน่ะ อย่างน้อยมันก็คงจะน่าอยู่กว่าขุมนรกแน่นอน”
เด็กสาวตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองบุรุษใต้หน้ากากดำที่กำลังอารมณ์ดี ดวงตาทั้งคู่ของเธอส่องประกายวาววับ แฝงไปด้วยร่องรอยแห่งความเฉลียวฉลาดที่ดูเกินวัย ราวกับว่าเธอกำลังพยายามมองทะลุผ่านหน้ากากใบนั้นเพื่ออ่านใจเขา
ทริสตันสั่งให้อาร์วินมอบเสบียงส่วนตัวให้สองพ่อลูกประทังความหิว ก่อนจะเริ่มออกเดินสำรวจเมืองต่อด้วยความสนใจ ที่นี่มีสิ่งของหลากหลายที่สะดุดตาและควรค่าแก่การซื้อหา ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าของเหล่านี้จะกลายเป็กุญแจสำคัญในการพัฒนาและสร้างประโยชน์ให้แก่ดินแดนของเขาในภายหน้าอย่างแน่นอน
เมื่อครบกำหนดสองชั่วโมง ทุกคนก็กลับมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง อาร์วินทำการตรวจสอบจำนวนคนและตรวจเช็กสัมภาระทั้งหมดจนถี่ถ้วน ก่อนจะออกคำสั่งให้กองทหารเคลื่อนพลออกจากเมืองในทันที
หลังจากขบวนของทริสตันเคลื่อนพ้นประตูเมืองไปได้ไม่นาน บริเวณใกล้ทางออกนั้นพลันปรากฏกลุ่มคนจำนวนมากราวสี่สิบชีวิต พวกเขายืนจับกลุ่มพูดกันด้วยท่าทางมีเลศนัย
“ลูกพี่... เหยื่อคราวนี้เราจะตามไปเด็ดหัวมันเลยดีไหม?” หนึ่งในสมุนเอ่ยถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พลางจ้องมองตามหลังขบวนทหารที่เพิ่งพ้นสายตาไป
ผู้เป็หัวหน้านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “กำลังคนของฝ่ายนั้นเหนือกว่าพวกเรามากนัก หากบุ่มบ่ามเข้าปะทะตอนนี้ มีแต่จะทำให้พวกเราตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบเสียเปล่า ๆ”
สิ้นคำพูดได้ไม่นาน เสียงหัวเราะเยาะหยันก็ดังแทรกขึ้น “ฮ่าๆๆ!” เ้าของเสียงคือชายหัวล้านที่มีรอยแผลเป็น่าเกลียดน่ากลัวเต็มใบหน้า เขาปรายตาจ้องมองข้ามหัวอีกฝ่ายพลางแค่นเสียงหึ “คิดไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าแก๊งฉลามดำจะขี้ขลาดตาขาวถึงเพียงนี้” ด้านหลังของเขามีกลุ่มคนร่วมหกสิบชีวิตยืนออกันอยู่หนาตา ราวกับพร้อมจะถาโถมเข้าใส่เป้าหมายได้ทุกเมื่อ
หัวหน้าแก๊งฉลามดำแค่นหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ก่อนจะเอ่ยสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว “ในเมื่อหัวหน้าแก๊งงูแดงมั่นใจถึงเพียงนั้น... ก็เชิญตามสบายเถอะ”
หัวหน้าแก๊งงูแดงแสยะยิ้มเหี้ยมพลางเค้นเสียงแหบพร่า “ทำไมพวกเราสองแก๊งไม่มาร่วมมือกันเสียเลยเล่า? ส่วนแบ่งน่ะหรือ... ข้าเอาหกส่วน ส่วนเ้าเอาไปสี่ คิดว่าข้อเสนอที่ข้าหยิบยื่นให้นี้... พอจะทำให้เ้าพอใจได้หรือไม่?”
หัวหน้าแก๊งฉลามดำหรี่ตาลงพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างใช้ความคิด แม้แววตาจะยังฉายแววลังเลใจอย่างปิดไม่มิด ทว่าในที่สุดเขาก็พยักหน้าตอบรับข้อเสนอนั้นอย่างจำนนต่อสถานการณ์
“ฮ่าๆๆๆ!” เสียงหัวเราะประสานกันของสองหัวหน้าแก๊งดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ทั้งคู่สบตากันด้วยความนัยที่รู้กันดี ก่อนจะสั่งระดมพลโจรนับร้อยชีวิตพุ่งทะยานออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าตามหลังขบวนของทริสตันไปอย่างรวดเร็วราวกับฝูงหมาป่าที่เห็นเหยื่ออันโอชะ