แสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามเช้าทาบทาลานกว้างหน้าประตูเมืองหลวงประรำพิธีสูงตระหง่านถูกประดับด้วยธงสีเืัและแผ่นอักขระคุ้มกันที่พลิ้วไหวตามแรงลมเสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วบริเวณทหารเกณฑ์กว่าหนึ่งหมื่นนายยืนเรียงแถวเป็ระเบียบ แต่ละคนสวมชุดเกราะหนังแข็งสีดำสนิทติดตราประจำกองทัพ
เอี้ยเสวียนยืนอยู่แถวหน้าสุดในมือถือถุงผ้าบรรจุสัมภาระเพียงไม่กี่ชิ้น สายตาของเขาจับจ้องไปที่ขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวมายังลานพิธีเขารู้สึกถึงสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมาที่แผ่นหลัง—สมาชิกตระกูลเอี้ยอาจารย์จากสมาคมอักขระ และอู๋ซงที่มาส่งเขาเป็ครั้งสุดท้าย
"เสี่ยวเสวียน..."เสียงแ่เบาดังขึ้นข้างหลัง
เอี้ยเสวียนหันไปมองอู๋ซงยืนอยู่ที่นั่น ดวงตาแดงก่ำ
"ข้าแค่มาบอกว่า...กลับมาให้ได้"
เอี้ยเสวียนพยักหน้า รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้า "รอข้า ข้าจะกลับมาพร้อมเกียรติยศ"
เสียงแตรสังข์ดังขึ้น เ้าเมืองในชุดเกราะสีดำขลับก้าวขึ้นแท่นปราศรัยศีรษะสูงเชิด แสงอาทิตย์สะท้อนกับลวดลายับนเกราะอกวาววับ
"ทหารทั้งหลาย!"เสียงทุ้มต่ำดังกังวานไปทั่วลาน "พวกเ้าคือเกราะกำบังของอาณาจักร!คือโล่ที่จะปกป้องบ้านเมืองจากอสูรร้าย! ที่ด่านซีเหมิน..."เ้าเมืองเว้นจังหวะ สายตากวาดมองทหารเกณฑ์"...เืและเกียรติยศจะหลอมรวมเป็ตำนาน! บางคนจะไม่ได้กลับมาแต่ชื่อของพวกเ้าจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อาณาจักรตลอดกาล!และอาณาจักนจะดูแลครอบครัวของพวกเ้าทุกคน"
เสียงโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหวในขณะที่เ้าเมืองยกมือขึ้นเสียงประโคมดนตรีศึกดังกึกก้องพร้อมกับเงาดำมหึมาที่ทาบทับผืนดิน
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเรือลอยฟ้าั์ลอยลำปรากฏตัวเหนือปะรำพิธี ลำเรือมีความยาวกว่าสามร้อยเมตรตัวเรือถูกแกะสลักด้วยอักขระป้องกันนับพันตัว ลำตัวโค้งมนคล้ายกลีบบัวโลหะสีเงินวาววับสะท้อนแสงอาทิตย์ แกนพลังงานสีครามเรืองแสงที่ท้องเรือ
"วิเศษจริง..."เอี้ยเสวียนพึมพำ ตาเป็ประกายนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นเรือลอยฟ้าระดับปราณสูงเช่นนี้
ทหารผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ กระซิบ"ได้ยินว่าต้องใช้หินปราณระดับสูงนับร้อยก้อนเพื่อขับเคลื่อนเรือลำเดียว...และแค่สร้างวงจรอักขระลอยตัวก็ต้องใช้อาจารย์อักขระระดับเก้าดาวถึงสามคน"
เรือลอยฟ้าลดระดับลงมาเหนือลานพิธีบันไดโลหะยืดออกมาจากท้องเรือพร้อมกับเสียงกลไกอันซับซ้อน
"ทั้งหมด!ขึ้นเรือ! เคลื่อน!" เสียงะโของแม่ทัพดังลั่น
เอี้ยเสวียนสูดลมหายใจลึกก่อนจะก้าวขึ้นบันไดโลหะ แต่ละขั้นสั่นะเืเล็กน้อยด้วยคลื่นพลังปราณเมื่อก้าวเข้าไปในเรือเขาพบว่าภายในกว้างขวางกว่าที่คิด—ห้องโดยสารขนาดใหญ่สำหรับทหารหลายพันนายทางเดินโลหะเชื่อมต่อไปยังห้องควบคุม คลังอาวุธ และห้องเครื่องปราณ
"เ้านั่งตรงนั้น" ทหารยามชี้ไปยังแถวม้านั่งริมผนังเรือ
เมื่อทุกคนเข้าประจำที่เรือลอยฟ้าส่งเสียงครางต่ำ เครื่องยนต์ปราณเริ่มทำงาน พื้นสั่นะเืเล็กน้อยก่อนที่เรือจะค่อยๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เอี้ยเสวียนยืนอยู่ริมหน้าต่างกระจกมองทิวทัศน์เบื้องล่างที่เปลี่ยนไปตามการเดินทาง ผ่านนครรัฐสำคัญทีละแห่ง
"นครหยุนหลิง..."เขาพึมพำ มองูเาสูงและหมู่บ้านที่เกาะอยู่ตามเชิงเขา
เรือเหาะจอดรับทหารนครหยุนหลิง—ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผิวคล้ำแดดสวมเกราะหนังหมาป่าูเา แต่ละคนแบกขวานสองคมขนาดใหญ่
"ได้ยินว่าพวกเขาฝึกบนยอดเขาที่มีอากาศเบาบาง"ทหารหนุ่มคนหนึ่งกล่าว "แค่เดินขึ้นบันไดเขาวันละยี่สิบรอบ...นี่ยังไม่รวมการฝึกต่อสู้"
เรือเหาะเคลื่อนตัวต่อไปยังนครเถาหยวนดินแดนแห่งป่าไม้และหุบเขาเขียวขจี ที่นี่ทหารธนูในชุดสีเขียวเข้มขึ้นประจำการแต่ละคนแบกคันศรยาวและกระบอกลูกธนูที่ประดับด้วยขนนกอินทรีสีทอง
ในนครเหล็กดำเสียงค้อนทุบเหล็กดังตลอดเวลา เมฆควันสีดำลอยฟุ้งเหนือเตาหลอมทหารช่างที่ขึ้นมาล้วนมีร่างกายกำยำ มือหยาบกร้านจากการตีเหล็กหลายคนแบกเครื่องมือช่างและแผ่นโลหะประหลาด
"พวกเขาสร้างอาวุธได้เอง...น่าทึ่งจริง" เอี้ยเสวียนกล่าวกับตัวเอง
นครจื่อเซี่ยแตกต่างอย่างสิ้นเชิง—วัดและศาลเ้าสร้างบนยอดเขาหินโค้งหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่ง ทหารที่ขึ้นมามีรูปร่างผอมบาง สวมชุดคลุมยาวปักอักขระสีทองดวงตาของพวกเขาเรืองแสงประหลาด
ทหารหนุ่มข้างเอี้ยเสวียนกระซิบเสียงสั่น"นักพรตแห่งจื่อเซี่ย... ได้ยินว่าพวกเขาเป็ผู้บำเพ็ญสายรักษา"
สุดท้ายคือนครหิมะขาวดินแดนที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี นักรบที่ขึ้นมามีผิวขาวซีดเกราะทำจากหนังสัตว์และกระดูก ดาบยาวคมกริบห้อยอยู่ที่เอวพวกเขาหัวเราะเสียงดังและเล่นหยอกล้อกัน ขัดกับบรรยากาศตึงเครียดบนเรือ
เมื่อตกค่ำเหล่าทหารเกณฑ์นั่งล้อมวงกัน บางคนแบ่งปันเหล้าและอาหารแห้งบางคนเล่าเื่บ้านเกิด ความฝัน และสิ่งที่พวกเขาจะทำเมื่อกลับจากด่านซีเหมิน
"ข้ามีคนรักรออยู่"ทหารหนุ่มจากนครเถาหยวนกล่าว แววตาเศร้าหมอง"นางบอกว่าจะแต่งงานกับข้าเมื่อข้ากลับมา"
"ข้าแค่อยากได้เงินรางวัล"อีกคนพูดอย่างตรงไปตรงมา "หากรอดชีวิตกลับมาอย่างน้อยครอบครัวก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น"
เอี้ยเสวียนนั่งฟังอย่างเงียบๆความกังวลและความกลัวระบายอยู่บนใบหน้าของทุกคน บางคนตื่นเต้นกับการผจญภัยบางคนกลัวจนตัวสั่น และบางคนดื่มสุราไม่หยุดเพื่อกลบเกลื่อนความกังวล
"แล้วเ้าล่ะ?"ทหารผู้หนึ่งถามเอี้ยเสวียน
"ข้าโดนบังคับมาเพื่อเป็การลงโทษที่ข้าซนไปหน่อย" เอี้ยเสวียนตอบเรียบๆ ไม่ได้ขยายความ
วันที่สามเรือลอยฟ้าเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ชายแดนตะวันตก ภูมิประเทศเบื้องล่างค่อยๆเปลี่ยนไป จากป่าไม้และทุ่งหญ้าเขียวขจีกลายเป็ทะเลทรายสีแดงฉานกว้างสุดลูกหูลูกตา
"ดูนั่นสิ..."ทหารหนุ่มจากนครจื่อเซี่ยชี้ลงไปด้านล่าง "ป่าไม้หายไปไหนหมด? ทำไมมีแต่ทรายแดง?"
ทุกคนมุงดูผ่านหน้าต่างบางคนสูดหายใจเฮือก ไม่เพียงทะเลทรายเท่านั้นแต่ยังมีซากปรักหักพังขนาดใหญ่—กำแพงเมืองที่พังทลายป้อมปราการที่ถูกกัดกร่อนด้วยรอยเล็บั์และบางจุดมีหลุมขนาดมหึมาที่เหมือนรอยกัดของสัตว์ประหลาด
ลมร้อนพัดผ่านช่องระบายอากาศของเรือนำพาเสียงครวญครางแ่เบา—เสียงที่ไม่เหมือนมนุษย์หรือสัตว์ทั่วไป
"นั่นคือ..."ทหารช่างจากนครเหล็กดำขมวดคิ้ว
"ิญญาดิบ"นักพรตจากนครจื่อเซี่ยตอบเสียงเรียบ "ดวงิญญาที่ถูกอสูรทรมานจนเสียสติไม่สามารถไปเกิดใหม่หรือเข้าสู่สุขาวดี ได้แต่วนเวียนอยู่ที่นี่"
ห้องโดยสารเงียบกริบทหารเกณฑ์หลายคนเริ่มสวดมนต์เบาๆ
เอี้ยเสวียนหรี่ตามองเขาเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นทรายด้านล่าง—เงาสีดำจำนวนมากเคลื่อนที่เหมือนคลื่นน้ำมุ่งหน้าไปทางตะวันตก ไปยังจุดหมายเดียวกับพวกเขา
"เพิ่มความเร็ว!"เสียงของผู้บัญชาการดังผ่านอักขระสื่อสาร"มีการเคลื่อนไหวของฝูงอสูรขนาดใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้!เราต้องไปถึงด่านซีเหมินก่อนพวกมัน!"
เรือลอยฟ้าพุ่งตัวเร็วขึ้นแกนพลังงานสีครามที่ท้องเรือเรืองแสงสว่างจ้า
ทันใดนั้นเสียงคำรามกึกก้องดังสนั่นทั่วท้องฟ้าเอี้ยเสวียนรู้สึกถึงแรงสั่นะเืผ่านพื้นเรือ เขาวิ่งไปที่หน้าต่างอีกด้านและเห็นเงาดำมหึมากำลังพุ่งตรงมายังเรือ
"อสูรปีกค้างคาว!"เสียงะโดังลั่น
สัตว์ประหลาดร่างใหญ่กว่ายี่สิบตัวบินวนอยู่รอบเรือลอยฟ้าแต่ละตัวมีลำตัวยาวกว่าสิบเมตร ปีกหนังสีดำทมิฬกางกว้าง ปากเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมสองตัวที่ใหญ่ที่สุดพุ่งใส่เรือลำที่อยู่ท้ายสุด เสียงโลหะฉีกขาดดังสนั่น
อักขระป้องกันบนตัวเรือวาบแสงแดงฉานพุ่งลำแสงเปลวไฟใส่อสูร สองสามตัวร่วงลงสู่พื้นทรายแต่อีกหลายตัวยังคงบินวนรอบเรือ
"ทุกคนยึดเกาะให้มั่น!" เสียงผู้บัญชาการะโ
เรือเอียงกระดกเปลวไฟลุกท่วมจากห้องเครื่อง อสูรค้างคาวตัวใหญ่จิกกัดที่ท้องเรือ
"วงจรปราณหลักเสียหาย!"เสียงอาจารย์อักขระประจำเรือดังผ่านอักขระสื่อสาร "เราไม่สามารถ—"
เสียงขาดหายเมื่ออสูรอีกตัวพุ่งชนเรือ
เอี้ยเสวียนวิ่งฝ่าความโกลาหลไปยังห้องควบคุมเขาเห็นอาจารย์อักขระหลายคนพยายามซ่อมแซมวงจรอักขระที่เสียหายแสงสีแดงกะพริบทั่วห้อง สัญญาณเตือนดังไม่หยุด
"วงจรปราณหลักขาด!"อาจารย์อักขระคนหนึ่งะโ "พลังงานเหลือแค่หนึ่งจากสิบส่วน!เราไม่สามารถประคองเรือได้อีกไม่นานเราจะร่วงลงไป!"
เอี้ยเสวียนวิ่งเข้าไปที่วงจรปราณอักขระก่อนที่จะมองไปที่ลายอักขระต่างๆที่มีมากกว่าพันตัวและเห็นว่าอักขระบางตัวเริ่มหม่นแสงลงในขณะที่ลางตัวเริ่มสลายไป "ให้ข้าลองแก้ไข!"
"เด็กน้อยอย่ามายุ่ง!"หัวหน้าอาจารย์อักขระผลักเขาออกไป "นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น!กลับไปที่ห้องโดยสารซะ!"
"แต่ข้าสามารถ—"
"เกิดอะไรขึ้นหาทำไมมาเถียงกัน หา!" เสียงแหลมดังขึ้นผู้บัญชาการเรือรูปร่างผอมสูงก้าวเข้ามา แส้เหล็กในมือฟาดลงบนพื้นโลหะ"หนุ่มน้อย...เ้าทำอะไรได้บ้าง? พูดมา!"
หัวหน้าอาจารย์อักขระชี้ไปที่เอี้ยเสวียนแล้วกล่าวว่า“เ้าเด็กนี่วิ่งเข้ามาแล้วบอกว่าสามารถช่วยได้ข้าเกรงว่าจะทำให้วุ่นวายมากขึ้นจึงไล่ให้ออกไป”
ผู้บัญชาการเรือหันมามองที่เอี้ยเสวียน แล้วถามว่า” เ้าเป้นใคร ชื่ออะไร”
เอี้ยเสวียนกลืนน้ำลายก่อนที่จะหยิบของในหน้าอกออกมาแสดง"ข้าชื่อเอี้ยเสวียน เป้นผู้จารึกอักขระ 5 ดาวเงินและข้าเชี่ยวชาญเื่อักขระพื้นฐานและการซ่อมแซมวงจรอักขระเชื่อมต่อ ข้าเห็นจุดขาดและสามารถเชื่อมต่อใหม่ได้"
ผู้บัญชาการและหัวหน้าอาจารย์อักขระมองไปที่เอี้ยเสวียนอย่างแปลกใจในขณะนั้นเองเรือสั่นะเือย่างแรงอีกครั้งเมื่ออสูรพุ่งชน
"ทำเลย!"ผู้บัญชาการะโ
เอี้ยเสวียนพุ่งไปที่แผงควบคุมหลักะโขึ้นไปบนเสาเรือกลางที่มีวงจรอักขระซับซ้อน เขาใช้พู่กันอักขระเริ่มซ่อมแซมอักขระพื้นฐานที่กำลังเสียหายในขณะเดียวกันเค้าก็ใช้สายตากวาดมองไปทั่วทั้งปผ่นอักขระก่อนที่จะจดจำไว้ในสมองหลังจากที่เอี้ยเสวียนเข้ามาทำให้ความเร็วในการซ่อมแซมอักขระมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากความชำนาญของเขาระหว่างนั้นเอี้ยเสวียนที่มองและจดจำตำแหน่งของอักขระทั้งหมดในใจแล้วก็มองไปที่อาจารย์อักขระที่กำลังซ่อมแซมส่วนอื่นอยู่ ก่อนที่จะบอกว่า “ท่านที่อยู่ขวามือสุดที่กำลังซ่อมอักขระลมให้เพิ่มจุด2 จุดที่ด้านข้างจำไว้ทั้ง 2 จุดต้องเท่ากันและอยู่ตรงข้ามกันห้ามผิด”
อาจารย์อักขระที่กำลังซ่อมแซมอักษรลมที่เป็นักอักขระ 4 ดาวทอง จ้องมองอย่างสงสัย ก่อนที่จะกล่าวว่า “เ้าหนูไม่รู้เื่อย่าพูดจาไร้สาระ อักขระลมถ้าผิดไปเรือจะไม่สามารถประคองตัวได้ เ้ารับผิดชอบได้หรือ”
เอี้ยเสวียนแสดงสีหน้าที่แน่วแน่และมั่นใจก่อนที่จะกล่าวว่า”เชื่อข้า”
อาจจะเป็เพราะพลังความแน่วแน่ที่แผ่ออกมาทำให้คนมั่นใจของเอี้ยเสวียนทำให้หัวหน้าอารย์อักขระ กล่าวกับอาจารย์อักขระผู้นั้นว่า “ทำตามที่เค้าบอก”
เมื่ออาจารย์อักขระผู้นั้น เพิ่มวงกลม2 จุด ด้านข้างอักขระลม ทันใดนั้นเองทุกคนในเรือรู้สึกได้ว่าเรือเกิดความมั่นคงมากขึ้น นั่นทำให้ทุกคนรู้สึกทึ่งมากต้องบอกก่อนว่าอาจารย์อักขระประจำเรือขั้นต่ำคือ นักอักขระ 4 ดาวทองยิงหัวหน้าอาจารย์อักขนะ คือ 6 ดาวทอง แต่ต่างก็ไม่เคยเห็นวิธีนี้เลย
ระหว่างนั้นเอี้ยเสวียนก็ได้ทำการซ่อมอักขระพื้นฐานไปมากกว่า100 ตัวแล้ว ทันใดนั้น หัวหน้าอาจารย์อักขระได้ส่งเสียงขึ้นว่า “สหายน้อยอักขระตรงนี้ควรเสริมอย่างไร” เอี้ยเสวียนกวาดตาไปดูแล้วหันหน้ากลับมาทำการซ่อมอักขระพื้นฐานต่อก่อนที่จะกล่าวว่า “ในอักขระแห่งไฟทุก2ตัวให้เพิ่มอักขระแห่งแสงและอักขระวายุอย่างละ 1 ตัว เพิ่มเข้าไปโดยให้อักขระวายุเป็ใหญ่ ล้อมอักขระไฟและอักขระแสงให้อยู่ด้านในสุด”
หัวหน้าอาจารย์อักขระขมวดคิ้วก่อนที่จะกล่าวว่า“ทำไมทำเช่นนั้นและมันมีประโยชน์อะไร”
เอี้ยเสวียนที่ก้ามหน้าก้มตาซ่อมอักขระอยู่กล่าวตอบไปว่า“ถ้าที่ข้าดูไม่ผิดอักขระชุดนั้นเป็อักขระที่ใช้กับอาวุธป้องกันเรือดังนั้นข้าจึงเพิ่มอักขระวายุเข้าไปเพื่อห่อหุ้มไฟเพื่อให้สามารถพุ่งไปที่กลุ่มของสัตว์อสูรได้มากขึ้นว่วนอักขระแห่งแสงเมื่อไฟทำงานจะทำให้แสงะเิขึ้นซึ่งจะทำให้สัตว์อสูรพวกนี้สูญเสียกสารมองเห็นชั่วคราว”
หัวหน้าอาจารย์อักขระเมื่อได้ยินดังนั้นจึงสั่งให้ทุกคนทำตามที่เอี้ยเสวียนบอกภายหลังจากที่เอี้ยเสวียนซ่อมแซมอักขระพื้นฐานทั้งหมดแล้วทำการเชื่อมอักขระทั้งหมดเข้าด้วยกันพร้อมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอักขระพวกนั้นตอนนี้เรือเหาะเริ่มทำความเร็วหนี อสูรปีกค้างคาว ได้เร็วมากขึ้น
แผงควบคุมสว่างวาบเสียงเครื่องยนต์ปราณดังกระหึ่ม เรือสะบัดตัวอย่างรุนแรงก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสูงด้วยความเร็วแสง
"เปิดระบบป้องกัน!ยิง!" ผู้บัญชาการร้องสั่ง
ปืนปราณรอบลำเรือยิงลูกไฟสีน้ำเงินออกไปเป็ชุดอสูรปีกค้างคาวหลายตัวถูกยิงตกลงมา ท่ามกลางเสียงคำรามด้วยความเ็ป
ภายในเวลาไม่ถึงนาทีการต่อสู้ก็สิ้นสุดลง เรือลอยฟ้าทั้งห้าลำเรียงตัวกันอีกครั้งแม้จะมีรอยเสียหายตามตัวเรือ แต่ทุกลำยังคงทำงานได้
"ดีมาก เ้าหนุ่ม"ผู้บัญชาการตบไหล่เอี้ยเสวียน "หากไม่มีเ้า เราคงไม่รอด"
เอี้ยเสวียนพยักหน้าเหงื่อไหลชุ่มใบหน้า การใช้อักขระใช้สมาธิและพลังจิตสูงมากทำให้เขาอ่อนเพลีย แต่ความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยทุกคนทำให้เขายิ้มได้
เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเรือเหาะลดระดับลงเรื่อยๆ และในที่สุด ด่านซีเหมินก็ปรากฏในสายตา
ป้อมปราการหินดำขนาดมหึมาสูงตระหง่านกว่าห้าสิบเมตรกำแพงหนายาวไกลสุดลูกหูลูกตา บนกำแพงติดตั้งปืนใหญ่ปราณนับร้อยกระบอกทหารในชุดเกราะสีดำยืนเฝ้าระวังอยู่ทั่วกำแพงแต่ละคนมีาแและรอยสักประหลาดบนใบหน้า
"นั่นคือซีเหมิน..."เอี้ยเสวียนพึมพำอย่างอัศจรรย์ใจ
ด่านซีเหมินตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรบนเทือกเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบตลอดปีหอคอยสูงเสียดฟ้าที่สร้างจากหินแกรนิตสีเทาเข้มตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าสนเขียวครึ้มกำแพงหินแกร่งทอดยาวไปตามสันเขาลดหลั่นลงไปราวกับัเกล็ดหินที่พันตัวรอบูเา ด่านซีเหมินเป็ช่องทางยุทธศาสตร์สำคัญที่ป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าหรือกองทัพฝ่ายตรงข้ามที่พยายามบุกเข้าสู่อาณาจักรหากผู้ใดสามารถยึดครองด่านนี้ได้ย่อมหมายถึงการเปิดประตูสู่หัวใจของอาณาจักรทั้งหมด
รอบด่านมีหมู่บ้านเล็กๆ กระจายอยู่แต่บ้านเรือนเ่าั้สร้างจากวัสดุแปลกตา—กระดูกขนาดใหญ่และหนังสัตว์สีดำชาวบ้านที่เดินอยู่ข้างล่างสวมเสื้อผ้าสีหม่นหลายคนถือมีดและอาวุธประหลาดทำจากเขี้ยวสัตว์
เอี้ยเสวียนก้าวลงจากเรือพร้อมกลุ่มทหารของเขาทันทีที่เท้าััพื้น เขารู้สึกถึงความแตกต่าง—พื้นทรายร้อนจัดและอากาศหนาวเย็นอย่างประหลาด แม้จะเป็ยามเย็นกลิ่นเืและกำมะถันลอยคลุ้งในอากาศ
เ้าเมืองก้าวออกมายืนตรงหน้าทหารเกณฑ์ใบหน้าแข็งกร้าวแต่น้ำเสียงทรงพลัง
"ยินดีต้อนรับสู่ด่านซีเหมินข้าชื่อลู่เส้าเทียน เป็เ้าเมืองและขุนพลแห่งด่านซีเหมิน" เขาเริ่มปราศรัย"อย่างที่พวกเ้าเห็นพวกเราเป็ปราการด่านหน้าของอาณาจักรที่ป้องกันการบุกรุกของชนเผ่าอื่นโดยเฉพาะพวกที่ทรยศต่อมวลมนุษย์ ไปเข้ากับพวกอสูรเพียงเพื่อความแข็งแกร่งและพวกที่ไม่สามารถต้านจิตมารในตัวได้ข้าเชื่อว่าทุกคนที่มาคืออัจฉริยะประจำเมือง แต่ที่นี่เ้าจะพบว่าาที่แท้จริงเป็อย่างไร"
เขาหยุดครู่หนึ่งสายตากวาดไปยังทหารเกณฑ์
"เมื่อครบสามปีแล้วเ้ายังมีชีวิตอยู่และได้กลับบ้านไปพวกเ้าจะพบว่าพวกเ้าแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้น"
จากนั้นเ้าเมืองเริ่มแนะนำรองขุนพลทั้งสี่
"รองขุนพลฝ่ายซ้าย—หลี่เหวินหง" เขาชี้ไปยังชายรูปร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำใบหน้ามีแผลเป็ยาวจากคิ้วถึงแก้ม "เชี่ยวชาญการรบด้วยอาวุธหนักและการวางแผนยุทธศาสตร์ในสนามรบที่ยากลำบาก"
"รองขุนพลฝ่ายขวา—จางเสี่ยวหลิง" ชี้ไปยังชายวัยกลางตนในชุดทหารสีดำผมสั้น ดวงตาคมกริบ "นักธนูที่สามารถยิงเป้าหมายได้จากระยะไกลถึง 500 ช้า และเชี่ยวชาญการสอดแนม"
"รองขุนพลแห่งหน่วยอักขระ—เหวยจิ้น" เขาหันไปยังชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมอักขระ"อาจารย์อักขระระดับสูงผู้เชี่ยวชาญในการซ่อมแซมและสร้างวงจรปราณป้องกัน"
"และรองขุนพลฝ่ายคุมกฎ—หลิวไป๋"ชี้ไปยังชายสูงอายุที่สวมชุดนักพรต"ผู้เชี่ยวชาญในการติดต่อและควบคุมิญญา"
“ทุกคนแข็งแกร่งมาก ข้าว่าอย่างน้อยต้องมีพลังระดับมนุษย์ขั้นต้น”เอี้ยเสวียนคิดในใจ
ทันใดนั้นผู้บัญชาการเรือเหาะก้าวเข้ามาหาเ้าเมือง เขาก้มหน้าเล็กน้อยและกระซิบบางอย่าง
"เื่?"เ้าเมืองถามเสียงเบา
ผู้บัญชาการพยักหน้า และกระซิบตอบกลับ
ในเวลาต่อมา บรรดาอาจารย์อักขระเดินมาหาเอี้ยเสวียนใบหน้าที่โศกเศร้า ก่อนที่จะกล่าวว่า
"หากเ้าได้รับโอกาสกลับไปยังเมืองหลวง"อาจารย์าุโคนหนึ่งกล่าว "ต้องแจ้งให้พวกเราทราบทันทีพวกเรามีเื่สำคัญต้องสนทนากันเื่อักขระมากมาย"
เอี้ยเสวียนประสานมือพร้อมทั้งน้อมตัวลงคารวะแล้วกล่าวว่า”ถ้าผู้น้อยมีโอกาสจะต้องไปพบพวกท่านแน่ๆขอรับข้ายังทีเื่ที่ต้องเรียนรู้จากพวกท่านอีกมาก”
บรรดาอาจารย์อักขระเ่าั้ต่างหัวเราะแล้วประสานมืออำลาเอี้ยเสวียน
เรือเหาะลำใหญ่จอดรอที่ด่านซีเหมินเตรียมนำทหารที่รอดชีวิตและครบกำหนดสามปี กลับสู่อาณาจักร
เอี้ยเสวียนยืนมองทิวทัศน์รอบตัวเตรียมตัวสำหรับเื่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป