ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เมื่อคนในห้องไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ คนนอกห้องก็ดูเหมือนจะใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้แล้วเคาะประตูต่อ
เจียงมั่วได้แต่เงียบ ตอนนี้เธอยังไม่อยากเจอเขาเลยจริง ๆ แต่ผ่านไปสักพักก็ยังไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินจากไป เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจอย่างเอือมระอาแล้วเปิดประตูออก
กู้โย่วถือถ้วยน้ำขิงไว้ในมือ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “พี่ซ่งต้มน้ำขิงให้เธอ ดื่มตอนยังร้อน ๆ ซะ”
เจียงมั่วไม่ตอบอะไรกลับมา ทำให้กู้โย่วชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็วางถ้วยน้ำขิงลงที่หน้าประตู ก่อนเดินไป เขายังทิ้งท้ายไว้ว่า “อย่าให้เสียความหวังดีของกู้เหลียนเลย”
เจียงมั่วก้มตาลงมอง สุดท้ายเธอก็ยอมยกถ้วยน้ำขิงขึ้นมากินจนได้
ฝั่งตรงข้ามห้องเจียงมั่ว
กู้หลิงเยว่ที่เปิดประตูแง้มเอาไว้อยู่ก็ค่อย ๆ ปิดลงเสียงเบา เธอยืนพิงประตูด้วยสีหน้าย่ำแย่ กำหมัดแน่นจนเล็บมือจิกเข้าไปในเนื้อ
กู้โย่วถึงกับเอาน้ำขิงมาส่งให้เจียงมั่วเลยเหรอ? เขาต้องเกลียดเจียงมั่วไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงยอมมาส่งน้ำขิงให้หล่อนด้วยตัวเอง? เธอรู้ดีว่ากู้โย่วเป็คนรักแรงเกลียดแรงมาตลอด กับคนที่ไม่ชอบ เขาจะไม่เห็นหัวเลยด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เื่มาส่งน้ำขิงให้ด้วยตัวเองแบบนี้เลย
หรือว่า... กู้โย่วก็เริ่มเอนเอียงไปทางเจียงมั่วแล้วเหมือนกัน?
พอลองมาคิดทบทวนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อตอนบ่าย กู้หลิงเยว่ก็ต้องใเมื่อพบว่า ข้อสันนิษฐานของตัวเองไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล
เหอะ! เืมันข้นกว่าน้ำจริง ๆ สินะ... แต่ถ้าคิดจะมาแย่งตำแหน่งของเธอไป มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก! กู้หลิงเยว่ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้น แววตาแฝงไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
...
วันรุ่งขึ้น
เจียงมั่วเดินหาวหวอดเข้ามาในห้องเรียน เมื่อคืนเธอนอนไม่หลับเลยตื่นสาย ทว่าหย่อนก้นนั่งได้ไม่ทันไร เก้าอี้ของเธอก็ถูกคนข้างหลังเตะเบา ๆ จนต้องหันไปมอง
ฉีอิ้นหรานที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นตื่น แต่ตอนนี้กลับมองมาที่เธอด้วยสีหน้าประหลาดใจสุด ๆ
“สุดยอดเลยผู้กล้า! ฉันนี่นับถือเธอจริง ๆ !”
เจียงมั่วกลอกตาใส่เขาไปทีหนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษข้อสอบเปล่าออกมาจากกระเป๋าเป้สองสามแผ่น จากนั้นก็เริ่มก้มหน้าก้มตาลอกการบ้านบนโต๊ะ
“เฮ้ย ไม่จริงน่า เห็นหน้าตาเหมือนไม่ได้นอนแบบนี้ ฉันก็นึกว่าเธอโต้รุ่งทำการบ้าน ที่ไหนได้ไม่ได้เขียนเลยสักตัว?”
เจียงมั่วพยักหน้าตอบเขาหน้านิ่ง จากนั้นก็หยิบกระดาษข้อสอบอีกสองสามแผ่นยื่นให้ฉีอิ้นหราน “นี่ของนาย”
ฉีอิ้นหรานมองกระดาษข้อสอบเปล่าพวกนั้นด้วยความอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสติแตกและรีบเข้าร่วมขบวนการลอกการบ้านอย่างรวดเร็ว ลอกไปได้ไม่กี่ตัว เสียงกระดิ่งเข้าเรียนก็ดังขึ้น ฉีอิ้นหรานโยนปากกาลงบนโต๊ะแล้วคว้าปากกาในมือของเจียงมั่วไปหน้าตาเฉย
เจียงมั่วเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยแดงระเรื่อจากการสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ เธอขบกรามแน่นพลางกดเสียงต่ำลอดไรฟัน “ฉีอิ้นหราน นายบ้าไปแล้วหรือไง เอาปากกาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!”
ทว่าฉีอิ้นหรานกลับทำหูทวนลม มิหนำซ้ำยังมือไวฉวยโอกาสแย่งกระดาษข้อสอบจากมือเธอไปหน้าตาเฉย “ยังไงฉันก็ลอกไม่ทันอยู่แล้ว เธอออกไปยืนรับโทษที่ระเบียงหน้าห้องเป็เพื่อนฉันหน่อยก็แล้วกัน!”
เจียงมั่วกอดอกพลางถลึงตาใส่เขา “คนบ้า!"
พูดจบเธอก็เตะเก้าอี้ของเ้าอ้วนที่นั่งอยู่แถวหน้า ก่อนจะส่งยิ้มพิมพ์ใจและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “นี่เพื่อน ยืมปากกาหน่อยได้ไหม?”
เ้าอ้วนค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองตามเสียงเรียก แล้วเหลือบมองฉีอิ้นหรานอย่างหวาด ๆ จากนั้นก็ตอบคำถามเธอด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “คุณหนูเจียง ปล่อยผมไปเถอะครับ ผมไม่กล้าหรอก”
เจียงมั่ว “...”
เธอกำลังจะหันไปถามคนอื่นต่อ ก็ได้ยินเสียงฉีอิ้นหรานหัวเราะขึ้นจมูกพอดี “เจียงมั่ว มีฉันอยู่ตรงนี้ ไม่มีทางที่เธอจะยืมปากกาใครได้หรอก”
พอซือหานเฟยเดินมาเก็บกระดาษข้อสอบ แล้วเห็นกระดาษข้อสอบของทั้งสองคนแทบจะว่างเปล่าก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
คาบแรกของ่เช้าคือวิชาเคมี ฉีอิ้นหรานกับเจียงมั่วโดนจางหลานเรียกออกไปยืนทำโทษที่ระเบียงทางเดินตามคาด คนที่โดนทำโทษด้วยยังมีอีกสองสามคน เจียงมั่วกวาดสายตามองดูถึงได้เห็นว่า ทั้งหมดนั้นเป็คนที่เธอไม่รู้จักเลยสักคน
ฉีอิ้นหรานดูท่าทางอารมณ์ดีเป็พิเศษ เดี๋ยวก็หันมามองเจียงมั่วด้วยรอยยิ้ม เดี๋ยวก็หันกลับไป เดี๋ยวก็หันมามองอีก เจียงมั่วโดนสายตาแบบนั้นมองจนรู้สึกขนลุก เพื่อน ๆ อีกสองสามคนที่ยืนอยู่ตรงระเบียงก็เริ่มจับสังเกตเห็นความผิดปกติ ฝ่ายนั้นพากันหันมามองทางเธอเป็ระยะ ๆ
เจียงมั่วเริ่มจะหมดความอดทน เธอหันไปถลึงตาใส่ฉีอิ้นหรานอย่างดุดัน พลางพูดเตือนเขาว่า “วันนี้สมองนายมีปัญหาหรือไง? เลิกจ้องฉันสักที ไม่อย่างนั้นระวังตำแหน่งเดือนโรงเรียนได้พังเพราะฉันแน่!”
ฉีอิ้นหรานเลิกคิ้ว “แล้วไงต่อล่ะ?”
เจียงมั่วคร้านจะเสวนากับเขา จึงก้าวเท้าเดินไปอีกทางทันที ในเมื่อสู้ไม่ได้เธอก็ขอหลบไปเองแล้วกัน แต่ยังไม่ทันที่เท้าเธอจะได้แตะพื้น เชือกผูกเสื้อฮู้ดของเธอก็ถูกฉีอิ้นหรานดึงเอาไว้ก่อน แถมหมอนั่นยังอาศัยแรงดึงขยับเข้ามาใกล้เธออีกต่างหาก
ริมฝีปากของเขาหยุดอยู่ตรงใบหูของเธอพอดี ก่อนจะพูดเย้าแหย่ “พวกเขาก็มองของพวกเขา ฉันก็มองของฉัน เธอมีปัญหาอะไรตรงไหนเหรอเพื่อนเจียง หืม?”
เจียงมั่วรู้สึกเหมือนหัวจะะเิออกมาให้ได้ด้วยความโมโห เ้าหมอนี่กำลังล้อเลียนสิ่งที่เธอทำกับฮั่วหลินเชินเมื่อวานชัด ๆ ! ปัญญาอ่อนหรือเปล่า?!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนมองอยู่ตั้งเยอะแยะ พวกเขาจะคิดยังไง? เจียงมั่วยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เธอไม่รอช้า ยกเข่าขึ้นกระแทกเข้าที่หน้าท้องของฉีอิ้นหรานอย่างจัง นั่นเลยทำให้ใบหน้าของฉีอิ้นหรานบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป เขารีบยกมือกุมท้องแล้วทรุดตัวลงไปนั่งยอง ๆ กับพื้นทันที สายตาคาดโทษมองเจียงมั่วก่อนจะพูดอย่างเจ็บใจ “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
คนที่ระเบียงทางเดินเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างก็พากันใกับภาพที่เห็น นี่เจียงมั่วถึงกับกล้าลงมือกับคุณชายฉีอีกแล้วเหรอ?! ช่างเป็ผู้กล้าของจริง!
จู่ ๆ ก็มีคนหนึ่งเดินเข้าไปหาฉีอิ้นหรานอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพื่อหาโอกาสแสดงความห่วงใย “คุณชายฉี ให้พวกเราพาไปส่งห้องพยาบาลไหมครับ?”
“ไสหัวไป!” ฉีอิ้นหรานตาแดงก่ำขณะตวาดใส่คนที่เข้ามาใกล้ ไม่นานนัก หลังจากพักจนอาการเริ่มดีขึ้น ฉีอิ้นหรานก็ยืดตัวตรงและมองเจียงมั่วด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะคว้ามือเธอแล้วลากออกไปทันที
พอร่างของทั้งสองลับสายตาไป ตรงระเบียงทางเดินก็ะเิเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด
“เฮ้ย จริงดิ? เจียงมั่วเตะคุณชายฉีซะอ่วมขนาดนั้น คุณชายฉียังไม่โกรธเลยเหรอ?”
“พูดให้ถูกคือ โกรธคนอื่น แต่ไม่โกรธเจียงมั่วต่างหาก”
“ว้าว~ วิเคราะห์ได้เฉียบขาดมาก พวกเธอว่าคุณชายฉีคิดอะไรกับเจียงมั่วจริง ๆ หรือเปล่า? ท่าทางเมื่อกี้ของพวกเขา... อื้อหือ ไม่ให้คิดลึกยังไงไหว”
“เออ ๆ ใช่เลย เมื่อกี้ฉันเพิ่งถ่ายรูปไว้ด้วย พวกแกดูรอยยิ้มเ้าเล่ห์ของคุณชายฉีสิ นี่มันหมาป่าเ้าเล่ห์กับกระต่ายน้อยชัด ๆ !”
“โห แกแอบถ่ายรูปไว้ด้วยเหรอ? มือไวชะมัด รีบส่งมาให้ฉันเลย มีความสุขคนเดียวสู้แบ่งปันกันไม่ได้หรอก~”
...
ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าชาย
เจียงมั่วพยายามดิ้นรนมาตลอดทาง “ฉีอิ้นหราน ปล่อยฉันนะ!”
ฉีอิ้นหรานหยุดฝีเท้า เขาสะบัดมือเจียงมั่วเข้าไปข้างในอย่างแรง จากนั้นก็หันไปลงกลอนประตูห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
“เจียงมั่ว ฉันชมเธอว่าเก่งเข้าหน่อย เธอก็คิดว่าตัวเองเจ๋งจริงเลยงั้นสินะ?”
เขากุมท้องตัวเองพลางเม้มปากส่งเสียงหึในลำคอ “ทำเื่โง่ ๆ แบบที่เธอทำเนี่ยนะ ยังหวังจะให้อารองของฉันมาชอบเธออีกเหรอ? ฝันไปเถอะ! แล้วที่มือฉันต้องเจ็บแบบนี้ มันเป็เพราะใครล่ะ ลืมไปแล้วหรือไง? เจียงมั่ว เธอถีบหัวส่งคนที่มีบุญคุณด้วยเก่งจริง ๆ เลยนะ!”
เจียงมั่วนวดข้อมือที่กำลังเจ็บ และตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ ความแค้นก็ส่วนความแค้น นายช่วยฉันก็ไม่ได้แปลว่านายจะทำอะไรกับฉันก็ได้”
“เหอะ! ยังจะมาพูดดีอีก ในเมื่อเธอคิดแบบนี้ งั้นเจียงมั่ว ฉันจะบอกอะไรให้นะ ต่อไปนี้อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่ในอวี้เต๋ออย่างสงบสุขอีกเลย!”
ฉีอิ้นหรานทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วเปิดประตูห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมจะเดินออกไป แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่ามีคนมายืนอยู่หน้าประตูหลายคน
“คุณ... คุณชายฉี บังเอิญจังเลยนะครับ!” คนอื่น ๆ ต่างพากันทักทายเขาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ แต่ฉีอิ้นหรานสีหน้ามืดครึ้มลง เขาไม่พูดไม่จาแล้วเดินก้าวเท้าออกไปทันที
“เฮ้อ เมื่อกี้เขาน่ากลัวชะมัด คุณชายฉีทำสีหน้าแบบนั้น ใครไปทำให้เขาโมโหเข้าล่ะนั่น?” พวกเขาพูดคุยกันพลางเดินเข้าไปข้างใน แล้วก็ต้องชะงักกึกทันทีที่เห็นใครบางคน
“เฮ้ยพวก มะ...ไม่มีใครตาฝาดใช่ไหม? ทำไมในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าชายถึงมีผู้หญิงอยู่ได้วะ?”
สีหน้าของเจียงมั่วเองก็ดูไม่ดีนัก เธอเดินไปทางด้านหน้าพวกเขาไปเงียบ ๆ ก่อนจะพูดเสียงเบา “ขอทางหน่อยค่ะ”
สิ้นคำพูดนั้น เธอก็เดินเลี่ยงออกไป
ไม่นานก็มีผู้ชายคนหนึ่งเพิ่งได้สติ ชี้ไปทางหน้าประตูแล้วพูดตะกุกตะกักว่า “เมื่อกี้... มีแค่คุณชายฉีกับผู้หญิงคนนี้อยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยกันเหรอ?”
ผู้ชายอีกคนก็มาตบบ่าเขาเบา ๆ “นายจับจุดสังเกตได้ดีมาก”
หลังจากนั้นไม่นาน คนในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พากันแตกตื่น เสียงดังลั่นด้วยความใ