เฟยหลงกระดกสุราในจอกจนหมดสิ้นโดยไม่ลังเล กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรแฝงความเย็นเยียบประหลาดแตะจมูกเขาในจังหวะที่สุราไหลผ่านลำคอ แต่เขากลับมองว่าเป็เพียงสรรพคุณของยาบำรุงชั้นสูงเท่านั้น เขายิ้มให้หลินซีอย่างอบอุ่นพลางวางจอกเปล่าลงข้างกองไฟที่ริบหรี่ ไม่เคยแม้แต่จะสงสัยนางสักครั้งเดียวตลอดสามปีที่คบหากันมา
หลินซีก้มหน้าเล็กน้อย ราวกับอายที่จะสบตา แต่ในดวงตาของนางกลับไม่มีความยินดีปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงเงาบางอย่างที่วาบผ่านไปอย่างรวดเร็วในความมืด
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีถัดมา ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นพล่านจากท้องน้อยพุ่งขึ้นสู่สมองอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด ปราณที่เคยไหลเวียนดุจสายน้ำเชี่ยวภายในเส้นลมปราณของเขาพลันกลายเป็โคลนตมที่หนืดข้นและร้อนรุ่มราวกับถูกไฟเผาไหม้จากภายใน เฟยหลงรู้สึกเหมือนมีมีดนับพันเล่มกรีดผ่านเส้นเืทุกเส้นในร่างกาย เขาทรุดลงคุกเข่ากับพื้นดินเย็น จอกสุราหลุดจากมือร่วงหล่นแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ ข้างกองไฟที่ริบหรี่ ห่างไกลจากสายตาของเพื่อนร่วมคณะที่กำลังหลับใหลอยู่ในเต็นท์รอบข้าง
"เกิด... เกิดอะไรขึ้น..." เขากระอักเืสีคล้ำออกมาเปื้อนพื้นดิน มือของเขากำแน่นที่หน้าอกราวกับจะฉีกหัวใจตัวเองออกมาหยุดความเ็ปนั้น เสียงครางเ็ปของเขาดังลอดผ่านความเงียบของค่ายยามดึก ปลุกให้ศิษย์บางคนที่นอนอยู่ใกล้กองไฟตื่นขึ้นมามอง แต่ไม่มีใครก้าวเข้ามาช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว ราวกับทุกคนกำลังรอคอยคำสั่งจากใครบางคน
จ้าวเทียนก้าวเดินเข้ามาช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมค่ายพักยามดึก เสียงฝีเท้าของเขาดังกังวานราวกับเป็เสียงระฆังนับถอยหลังสู่ความตาย สายตาที่เคยดูอบอุ่นเปลี่ยนเป็ความเหยียดหยามเ็าอย่างที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสิบปีที่รู้จักกัน
"เ้ามันโง่เฟยหลง" จ้าวเทียนกล่าวพลางส่ายหัวช้าๆ "ความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปจนมองไม่เห็นแม้แต่ความตายที่อยู่ตรงหน้า เ้าไว้ใจทุกคนรอบตัวโดยไม่เคยสงสัยเลยสักครั้ง นั่นแหละคือจุดอ่อนที่แท้จริงของเ้า ไม่ใช่ฝีมือที่ด้อยกว่าใคร"
"ทำไม..." เฟยหลงพยายามเงยหน้าขึ้นมอง เสียงของเขาแหบพร่าปนเื "เราเป็พี่น้องร่วมสำนักกันมา สิบปีแล้วนะจ้าวเทียน..."
"เพราะเ้าเก่งเกินไปไงเล่า" จ้าวเทียนหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ความรู้สึกใดๆ "ทุกครั้งที่เ้าได้รับคำชม ทุกครั้งที่อาจารย์มอบของวิเศษให้เ้าเพียงผู้เดียว ข้ากลายเป็เพียงเงาที่ไม่มีใครมองเห็น สิบปีที่ผ่านมาข้าฝึกฝนหนักไม่แพ้เ้า แต่โลกกลับจดจำแค่ชื่อของเ้า พวกเราต้องกำจัดเ้าทิ้ง เพื่อสำนัก... เพื่ออนาคตที่ไม่มีคนอย่างเ้าคอยบดบังแสงของทุกคน"
เฟยหลงพยายามรวบรวมปราณที่เหลืออยู่เพื่อต่อกรกับพิษร้าย แต่กลับพบว่าเส้นชีพจรของเขากำลังถูกกัดกินอย่างช้าๆ อย่างไร้ทางต้านทาน เขาเงยหน้ามองไปยังหลินซีที่ยืนเคียงข้างจ้าวเทียนอย่างสงบนิ่ง ไม่มีน้ำตาสักหยดในดวงตาของนาง มีเพียงความเวทนาจางๆ ที่ปะปนอยู่กับความมุ่งมั่น ความจริงข้อนี้พุ่งเข้าใส่หัวใจของเขารุนแรงยิ่งกว่าคมดาบใดๆ ที่เคยปะาข้าศึกมานับครั้งไม่ถ้วน
"หลินซี... เ้าด้วยหรือ..." เขากระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่แทบไม่เหลือแรง
"ศิษย์พี่ไม่เคยถามข้าสักคำว่าข้า้าอะไรในชีวิต" หลินซีตอบเบาๆ น้ำเสียงเ็าผิดกับตอนที่เพิ่งพูดจาหวานอ่อนเมื่อครู่ "ข้าเป็เพียงเครื่องประดับข้างกายของอัจฉริยะสำนักกระบี่์มาสามปี ไม่มีใครเคยมองข้าในฐานะคนคนหนึ่งเลย นอกจากในฐานะคู่หมั้นของเฟยหลงผู้ยิ่งใหญ่"
คำพูดนั้นตัดลึกยิ่งกว่าพิษที่กำลังกัดกินร่างกายเขา เฟยหลงเริ่มเข้าใจแล้วว่าเื่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความอิจฉาริษยาธรรมดา แต่มันสั่งสมมานานหลายปีโดยที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นแม้แต่น้อย ความหยิ่งผยองและความมั่นใจในตัวเองที่ล้นเกินได้บดบังดวงตาของเขาจนมองไม่เห็นความเ็ปของคนรอบข้าง
ศิษย์ร่วมคณะคนอื่นๆ ที่ตื่นขึ้นมาเห็นเหตุการณ์ ต่างพากันชักอาวุธออกมาอย่างพร้อมเพรียง สายตาของพวกเขาเปลี่ยนจากความงัวเงียเป็ความกระหายเื ราวกับรอคอยวินาทีนี้มานานแสนนาน พวกเขาล้อมรอบเขาไว้ดุจฝูงสุนัขป่าที่รุมล้อมกวางาเ็กลางป่าลึก แท้จริงแล้วมีเพียงศิษย์หลักกลุ่มเล็กๆ ที่ร่วมเดินทางมาด้วยเท่านั้นที่ชักอาวุธนำก่อนด้วยท่าทีเตรียมพร้อมมาล่วงหน้า ส่วนศิษย์รุ่นอื่นในคณะเพียงทำตามด้วยความตื่นตระหนกและไม่กล้าขัดขืนกระแส โดยไม่มีใครในนั้นรู้เลยว่าตนกำลังตกเป็เครื่องมือในเกมที่ใหญ่กว่าที่คิด
ท่ามกลางความชุลมุน เฟยหลงยังพอเหลือสติอยู่บ้าง แรงเฮือกสุดท้ายของร่างกายที่ยังไม่ยอมจำนนต่อความตายผลักให้เขาฝืนลุกขึ้นและพุ่งฝ่าวงล้อมออกไปทางช่องว่างที่ริมกองไฟ ก่อนจะวิ่งหนีสุดชีวิตออกจากวงแสงเข้าสู่ความมืดมิดของป่ารอบค่ายโดยไม่ทันคิดว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปทางใด มีเพียงสัญชาตญาณเดียวที่ผลักดันเขาในตอนนั้น นั่นคือการมีชีวิตรอด
"อย่าให้มันหนีรอด! จับตัวเขาส่งให้ท่านผู้นั้น!" เสียงหนึ่งะโก้องขึ้นจากกลุ่มศิษย์หลักที่เตรียมพร้อมมาล่วงหน้า จ้าวเทียนพร้อมด้วยพวกพ้องอีกกว่าสิบคนกระโจนติดตามออกไปทันที ทิ้งให้ศิษย์รุ่นน้องส่วนใหญ่ในคณะยืนตะลึงงันอยู่กลางค่ายโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาเห็นเพียงจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม แต่ไม่มีใครในนั้นได้เห็นบทสรุปด้วยตาตัวเอง
เฟยหลงวิ่งลึกเข้าไปในป่าเขาที่มืดสนิท ตัดผ่านลำธารและโขดหินโดยแทบไม่รู้สึกเ็ปจากาแที่โดนกิ่งไม้และหินคมบาดผ่าน ปราณในร่างที่พร่องลงเรื่อยๆ ทำให้ทุกย่างก้าวหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม มีเพียงแสงจันทร์รางๆ ที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้คอยนำทางเขาผ่านความมืดมิด เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองวิ่งมานานเพียงใด รู้เพียงว่าเสียงฝีเท้าไล่ตามจากด้านหลังไม่เคยห่างจากเขาไปไกลเลยสักครั้ง
ระหว่างที่วิ่งหนีสุดชีวิต ภาพความทรงจำบางอย่างแทรกขึ้นมาในหัวของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว เป็ภาพของจ้าวเทียนในวัยเด็กที่เคยยืนปรบมือให้เขาด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจที่สุดในโลก เขาไม่เคยสงสัยรอยยิ้มนั้นแม้แต่ครั้งเดียวตลอดสิบปีที่ผ่านมา บัดนี้เขาจึงเพิ่งเข้าใจว่าความไว้ใจที่ไม่เคยตั้งคำถามนั้นเองคือดาบที่คมกริบที่สุดที่เขามอบให้ศัตรูโดยไม่รู้ตัว เท้าทั้งสองข้างพาเขาวิ่งต่อไปโดยแทบไม่รู้สึกถึงาแที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงความเ็ปในใจที่ลึกยิ่งกว่าาแทางกายใดๆ ที่ยังคงตามหลอกหลอนเขาไปทุกย่างก้าว
ในที่สุดเฟยหลงก็จนตรอก เขาฝ่าพงไม้ทึบออกมาพบกับหน้าผาสูงชันที่ทอดยาวลงไปสู่หุบเหวลึกลับปกคลุมด้วยหมอกหนา ห่างไกลจากค่ายพักจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงกองไฟอีกต่อไป ไม่มีผู้ใดเคยรอดชีวิตกลับมาจากที่แห่งนั้น และไม่มีผู้ใดในคณะจะรู้ด้วยซ้ำว่ามีหน้าผาเช่นนี้ซ่อนอยู่ลึกในป่าเขาห่างไกลเพียงนี้
จ้าวเทียนกับพวกพ้องตามมาทันในอีกไม่กี่อึดใจถัดมา ล้อมเฟยหลงไว้ระหว่างตัวพวกเขากับขอบเหว ไม่มีผู้ใดอื่นอยู่ที่นั่นนอกจากกลุ่มคนที่วางแผนมาล่วงหน้าเท่านั้น ห่างไกลจากสายตาของท่านเ้าสำนักหรือผู้าุโคนใด แม้พวกท่านจะรู้ตัวและรีบออกตามหาในเวลานี้ ก็คงยังตามหาตัวเฟยหลงไม่พบในป่าเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้อยู่ดี ท่านเ้าสำนักผู้เคยเอ็นดูเฟยหลงยิ่งกว่าศิษย์คนใด ในยามนี้ยังคงถูกกักตัวอยู่ในห้องพักที่ปิดสนิทอย่างผิดปกติกลับที่สำนัก ห่างไกลออกไปหลายลี้ ราวกับถูกจัดฉากให้ไม่มีผู้ใหญ่คนใดอยู่ในตำแหน่งที่จะเข้าขัดขวางได้ทันเวลา ไกลออกไปเหนือแนวป่า เงาร่างหนึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่บนยอดผาอีกฟากหนึ่ง มือกุมพัดสีดำไว้แน่น มองลงมาด้วยความเงียบสงบราวกับเป็ผู้กำกับละครทั้งฉาก ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็พิษในจอกสุรา ความริษยาที่สั่งสมมาของจ้าวเทียน หัวใจที่แหลกสลายของหลินซี หรือแม้แต่เส้นทางหลบหนีที่พาเฟยหลงมาถึงหน้าผาแห่งนี้พอดี ล้วนเป็เพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานที่เขาวางไว้นานแสนนาน
จ้าวเทียนก้าวเข้าใกล้ ยกเท้าเหยียบลงบนไหล่ของเฟยหลงอย่างไร้ความปรานี ผลักร่างที่อ่อนแรงของเขาให้ถอยห่างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งส้นเท้าของเฟยหลงัักับความว่างเปล่า เขาหันหลังกลับไปมองเพียงเสี้ยววินาที เห็นความลึกสุดสายตาของหุบเหวเบื้องล่างที่ปกคลุมด้วยหมอกหนา
เฟยหลงมองไปยังจ้าวเทียนอีกครั้งด้วยสายตาที่ไม่ใช่ความโกรธแค้นอีกต่อไป แต่เป็คำถามที่แท้จริง "เ้าฝืนยิ้มให้ข้ามาสิบปีเชียวหรือ จ้าวเทียน... ทำไมเ้าไม่เคยบอกข้าสักคำว่าเ้ารู้สึกอย่างไร"
จ้าวเทียนชะงักไปชั่วครู่ สีหน้าแข็งค้างราวกับคำถามนั้นแทงลึกกว่าที่คาดคิด "เพราะเ้าไม่เคยถาม" เขาตอบเสียงแ่ลง ก่อนจะรีบสลัดความอ่อนไหวนั้นทิ้งไปด้วยสีหน้าที่กลับมาเ็าดังเดิม "และตอนนี้มันสายเกินไปแล้วที่จะพูดถึงเื่นั้น"
ลมหนาวพัดกรรโชกปะทะใบหน้าของเขาอย่างรุนแรง เฟยหลงมองเห็นเพียงท้องฟ้ามืดมิดที่ประดับด้วยหมู่ดาวเบื้องบน แตกต่างจากท้องฟ้าสีทองอร่ามที่เขาเคยยืนประกาศความฝันอันยิ่งใหญ่เมื่อเช้าวันนี้บนลานประลองอันไกลโพ้นราวกับอยู่คนละชาติภพ ความโง่เขลาของตัวเองที่เพิ่งจะกระจ่างแจ้งในวินาทีสุดท้ายแสบร้อนยิ่งกว่าพิษที่แล่นอยู่ในเส้นเื เขาไว้ใจคนผิด เขาหลงตัวเองจนมองไม่เห็นภัยที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัวที่สุด และบัดนี้เขาต้องจ่ายราคาด้วยชีวิตของตัวเอง ไม่มีพยานที่มีน้ำหนักพอจะทวงความยุติธรรมให้เขาได้อีกต่อไป เพราะไม่มีผู้ใดนอกจากผู้ก่อเหตุเองที่ได้เห็นวินาทีสุดท้ายนี้
จ้าวเทียนออกแรงผลักครั้งสุดท้าย ร่างของเฟยหลงเสียหลักถอยหลังพ้นขอบผา ล่องลอยอยู่กลางอากาศเพียงชั่วครู่ราวกับเวลาหยุดนิ่ง ก่อนจะร่วงดิ่งลงสู่เหวลึกเบื้องล่างด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องของเขาก้องกังวานไปทั่วป่าเขายามค่ำคืนแล้วเลือนหายไปในความมืดมิด
ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งรอบกาย ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากเบื้องบนที่ค่อยๆ เลือนหายไปในสายลม พร้อมกับคำถามเดียวที่ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของเฟยหลงก่อนสติจะดับมืดลงอย่างสมบูรณ์ — เขาเป็ใครกันแน่ หากปราศจากพร์ที่เคยทำให้เขาลืมตัว และเขาจะยังมีโอกาสได้แก้ไขความผิดพลาดทั้งหมดนี้อีกหรือไม่