“ เรียกผู้ช่วยที่ปรึกษามาพบข้าตอนนี้ “ เสียงเซียวหลงดังออกไปภายนอกภายนอกกระโจมหลังจากที่เขามีเวลานั่งตรวจเอกสารสรุปรายงานช่วงที่เขาไม่ได้อยู่ในค่ายแห่งนี้
ไม่นานบุรุษร่างสูงผอมสวมเสื้อคลุมหนาสีเทาอายุไล่เลี่ยกันกับเซียวหลงก็เปิดม่านกั้นกระโจมเดินเข้ามา ก่อนถอดเสื้อคลุมออกโยนไว้ที่เตียงข้างผนังกระโจมแบบส่งๆ “ หากท่านไม่เรียกหาข้า เดิมก็คิดจะมาหาท่านอยู่แล้ว “ ผู้ช่วยที่ปรึกษาเอ่ยขึ้นมาประโยคแรกโดยไม่มีแม้แต่คำทักทายนำมาก่อน
“ อธิบายสิ่งนี้มา “ เซียวหลงชี้ไปที่ภาพชัยภูมิของแคว้นเล็กๆที่อยู่ติดกับแคว้นซ่งเขาเห็นว่ามีหลายจุด ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีดำเข้มและบางจุดถูกเขียนลงไปใหม่เพิ่มเติมด้วยลายมือจากคนละคนกัน
“ ช่วงที่ท่านไม่อยู่ ข้าเองก็ว่างงาน อยู่ว่างไปเรื่อยๆ ก็เบื่อ ก็เลยออกไปเดินเล่นได้กลับมาเป็นแผนที่อย่างที่ท่านถืออยู่ในมือนั่นไง “
ชายคนนั้นรายงานไปเรื่อยๆอย่างไม่ใส่ใจประหนึ่งการข้ามเขตแดนเข้าไปยังฝ่ายศัตรูเป็นเพียงการไปเดินเล่นชมนกชมไม้เพียงเท่านั้น
“ ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าแผนที่ที่เจ้าวาดมามันถูกต้อง“ เซียวหลงเอ่ยขึ้นเพราะต้องการหยั่งเชิงมือใหม่เช่นเขา
“ระยะทางที่ข้าวัด ทั้งจากคนเดินและม้าเร็วข้าล้วนทวนสอบด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น ชัยภูมิก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากมายแค่เพิ่มข้อมูลให้ชัดเจน เผื่อเป็นทางเลือกให้ท่านเท่านั้น ท่านดูไม่เชื่อข้า ? “
เซียวหลงหลุบตากลับไปอ่านเอกสารอย่างละเอียดอีกรอบนี่หากไม่มีอะไรผิดพลาดแผนที่ชัยภูมิที่เขาถืออยู่ในมือนับว่ามีความละเอียดอยู่ในขั้นสูงจนสามารถบอกได้ว่าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเทียบการเดินทางแบบทัพใหญ่และการเดินทางแบบเร่งด่วน ทั้งหมดต้องใช้เวลากี่วัน ยิ่งระยะทางละเอียดมากเท่าไหร่การคำนวนเสบียง จำนวนคน และระยะเวลาของการเดินทัพยิ่งถูกต้องมายิ่งขึ้นรวมถึงสามารถกะชัยภูมิที่จะใช้โจมตี หรือถอยทัพได้อีกด้วย งานที่ทำออกมาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้บางทีเขาอาจจะต้องประเมินคนตรงหน้านี้ใหม่เสียแล้ว
เจ้าของกระโจมยังคงนั่งอ่านแผนภาพไปเงียบๆอีกครู่หนึ่งโดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกทำให้บุรุษที่รอสนทนากับเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องส่งเสียงเตือนออกมาด้วยความเบื่อหน่าย“ ทีนี้ข้าเข้าเรื่องของข้าได้หรือยัง “
เซียวหลงเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมามองเขาส่งสัญญาณทำนอง ‘ มีอะไรก็รีบว่ามา ‘
บุรุษร่างสูงรีบเดินปรี่เข้าไปใกล้เซียวหลงมากยิ่งขึ้นเว้นระยะห่างเพียงโต๊ะกั้นก่อนจะทรุดตัวนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับเขา แล้วเอ่ยกระซิบเสียงเบาดุจยุง “ข้าอยากส่งคนไปตามหาน้องส…. “
“ หุบปาก ! “ เซียวหลงเอ่ยตัดบทเสียงเข้มแม้จะพูดเสียงไม่ดังแต่เนื้อเสียงกลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ เวลาผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้จะไม่ให้ข้าเป็นห่วงนางได้ยังไง “ ชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายหนาสีขาวยังคงไม่ลดละเขายังคงพูดต่อเหมือนไม่ได้ยินคำสั่งห้ามของเซียวหลง
เซียวหลงยกยิ้มเย็นสายตาปรากฏร่องรอยความไม่พอใจมือหนาตรงเข้าไปคว้าจับที่ข้อมือของชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะกระแทกมันลงบนโต๊ะเล็กเบื้องหน้าพวกเขาอย่างแรงพร้อมกับเสียงอุทานตกใจของคนที่ไม่ทันได้ระวังตัว “ โอ๊ะๆ!”
“ หากเจ้าต้องการให้นางปลอดภัยทางที่ดีอย่าได้คิดไปสืบหา ข้าไม่อยากได้ยินเรื่องนี้อีกเป็นครั้งที่สอง “น้ำเสียงหงุดหงิดแฝงไว้ราวกับคำสั่งทางทหารไม่มีช่องทางให้ต่อรอง
เซียวหลงเพ่งมองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าท่ามกลางความเงียบระหว่างบุรุษสองคนเขาเห็นแววตาเจือเศร้าปรากฏอยู่ในดวงตาสีนิลของบุรุษตรงหน้า เขาเข้าใจทุกอย่างดีเข้าใจความเป็นห่วงเป็นใยนี้ดี แต่ทำได้เพียงเอ่ยย้ำขึ้นอีกประโยค “จางจิ้ง หากเจ้าอยากให้คนอื่นจับจุดอ่อนได้อยากให้คนใช้นางเป็นเครื่องมือเช่นนั้นก็แล้วแต่เถิด “
ชายหนุ่มนามจางจิ้งจ้องมองเซียวหลงด้วยแววตาสงสัยริมฝีปากที่เม้มแน่นเมื่อครู่พลันคลายออก ก่อนพูดว่า“ ข้าแค่อยากรู้ว่านางสบายดี.. หรือไม่เพียงแค่นั้น “
เซียวหลงค่อยๆคลายมือที่จับกุมข้อมือของจางจิ้งออกจนเห็นเป็นรอยสีแดงเข้มรอบๆข้อมือของเขา ก่อนผลักจางจิ้งจนล้มคมำไปด้านหลัง “ โอ้ย “ เสียงร้องครางของชายหนุ่มดังขึ้นสองมือของเขายังคงค้ำยันอยู่บนพื้น ก่อนจะได้ยินเสียงเรียบๆของชายหนุ่มที่ทำร้ายเขาเอ่ยตามมา “ นางสบายดี เจ้าไม่ต้องวุ่นวายไป “
จางจิ้งพลันเลิกคิ้วงามขึ้นด้วยความประหลาดใจ ‘ เพ้ย ! มีเรื่องดีๆเช่นนี้ในโลกด้วยหรือทำไมไม่บอกแต่แรก $#@?#!.. ‘ เขาลอบด่าเซียวหลงอยู่ในใจแต่กระนั้นก็ยังตระหนักดีว่าหากเขาเป็นสาเหตุให้เดินแผนผิดพลาดแม้นิดเดียวแผนการณ์ทั้งหมดของเซียวหลงอาจจะพาลพังไปด้วยดังนั้นตั้งแต่ที่เขาตัดสินใจพาน้องสาวมาอยู่ที่ชายแดนกับบุรุษผู้นี้แล้วทุกๆเรื่องที่อาจกระทบงานใหญ่ จางจิ้งจะขอความเห็นจากเซียวหลงก่อนเสมอนี่เป็นข้อตกลงที่พวกเขาทำไว้ด้วยกันก่อนหน้า
เซียวหลงไม่ได้ให้ความสนใจแก่เขาอีกกลับไปก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในมือต่อ แต่ปากกลับตะโกนเรียกทหารที่ยืนอยู่ภายนอก “ พาเขาออกไปวิ่งให้หายฟุ้งซ่านสิบรอบค่าย “ ตามมาด้วยสีหน้าแตกตื่นตกใจและเสียงโอดครวนของผู้ช่วยที่ปรึกษา“ เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนนี่มันอะไรกัน “ ก่อนที่พลทหารสองนายจะเข้ามาลากตัวเขาออกไปวิ่งตามคำสั่งทันที
“ นี่เจ้า เจ้า โอ้ย ..เบาหน่อย กล้าทำกับข้าอย่างนี้..ยังเป็นคนอยู่หรือไม่.. เซียวหลง.. เจ้ากล้า.!!!. “จางจิ้งได้แต่ตะโกนด่าไล่หลังก่อนเสียงที่ได้ยินจะค่อยๆเบาลงและเงียบหายไป
กลางดึกคืนนั้นเสียงจางจิ้งร้องโอดโอยอยู่ในกระโจมเล็กๆของเขาดังไปเกือบครึ่งหมู่ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาอยากประจานความโหดร้ายของเซียวหลงให้คนภายนอกได้รับรู้หากเป็นสมัยก่อนต่อให้บาดเจ็บแทบตายเขาก็ไม่มีทางทำท่าทางตามสบายจนเกินพอดีเช่นนี้อย่างแน่นอน ภาพลักษณ์คุณชายของเขายังไงก็ต้องรักษาแต่เมื่อมาอยู่ชายแดนแห่งนี้เขากลับได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นไม่จำเป็นต้องรักษาภาพที่กินไม่ได้อะไรนั่นอีก
คืนนี้ก็เช่นกันหลังจากวิ่งไปมารอบๆค่ายได้แปดรอบ เสียเบี้ยติดสินบนสองรอบที่เหลือไปส่วนหนึ่ง เขาจึงลากขากลับเข้ามาภายในกระโจมได้โดยอาศัยแรงพยุงจากพลทหารสองนายก่อนที่พวกเขาจะโยนจางจิ้งทิ้งไว้ให้นอนปวดเมื่อยอยู่บนเตียงไม้เนื้อแข็งอย่างไม่ดูดำดูดีแม้อากาศภายนอกจะมีลมเย็นเยียบพัดโชยเข้ามาแต่เนื้อตัวยังคงเหนียวเหนอะไม่ให้ความรู้สึกชวนสบายตัวสักนิดหากไม่ใช่เพราะแรงจะขยับตัวยังไม่มีเขาคงต้องลุกขึ้นมากระโดดลงแม่น้ำสักสายให้รู้สึกดีกว่านี้
คิดก็ส่วนคิดเพราะไม่นานจางจิ้งก็พล่อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
ความรู้สึกประหนึ่งเพิ่งจะข่มตานอนหลับได้ไม่นานเสียงแตรจากเขาสัตว์ในค่ายก็ดังขึ้นต่อเนื่องยาวนานเพื่อปลุกเหล่าทหารให้ออกมาฝึกตั้งแต่ก่อนย่ำรุ่งแม้จางจิ้งจะปวดเมื่อยตัวมากแค่ไหนเขาก็ยังสะดุ้งตื่นเพราะเสียงก้องหนวกหูที่ทะลุเข้าไปถึงโสตประสาทนั่นเอง
วันนี้คล้ายว่าเขาจะมีไข้ต่ำๆ อาการปวดเมื่อยแย่ลงมากกว่าเมื่อวาน ขณะกำลังจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นไปดูการฝึกซ้อมช่วงเช้าอย่างเช่นที่ปฏิบัติอยู่ทุกวันจางจิ้งกลับรู้สึกเหมือนพื้นเอียงเทไปด้านหนึ่งจนเขาต้องล้มตัวลงนอนอีกรอบเขาถอนหายใจออกมาแรงๆรอบหนึ่ง ในใจยังไพล่ไปคิดแค้นเซียวหลงคนนั้นแม้ในอดีตจะเคยยกย่องกันตามศักดิ์ฐานะมาบ้าง แต่ตอนนี้ฐานะของพวกเขาประหนึ่งผู้บัญชาการกับลูกน้องประกอบกับในค่ายทหารที่มีแต่บุรุษกักฬะความเจ้ายศเจ้าอย่างค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา คงเหลือเพียงฐานะในงาน การเรียกขานตามศักดิ์แบบสมัยก่อนจึงค่อยๆหมดไปแบบที่เขาเองก็ยังคิดไม่ถึงว่าตนเองจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
‘ จางจิ้ง , จางลี่ ‘ ชื่อที่เซียวหลงไปสวมทับจากทะเบียนคนตายระหว่างหนีสงครามมาให้เขาและน้องสาวโดยไม่ได้มีตัวเลือกอื่นๆให้เขาเลยอย่างน้อยเขาเคยแย้งว่าชื่อกับแซ่เขาเองก็ร่ำเรียนมาเหตุใดไม่ให้พวกเขามีเวลาเลือกบ้างชื่อคนตายมีตั้งเยอะ เหตุใดต้องแซ่จางบ้านๆเช่นนี้ด้วย แต่เซียวหลงในตอนนั้นกลับเอ่ยออกมาว่า ‘ ก็แค่ชื่อชั่วคราว เจ้ามิใช่บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลหรอกหรือ หรือเจ้าอยากใช้แซ่ใหม่ไปตลอด ‘ เขาถึงกับอึ้งใบ้พูดไม่ออกไปเลยทีเดียวตั้งแต่นั้นมา เขากับน้องสาวก็ใช้ชื่อบ้านๆที่เซียวหลงเลือกมาให้จากชื่อคนตายแบบสุ่มๆมาตลอด
“ เฮ้อ… ‘ เสียงถอนหายใจยาวววพรั่งพรูออกมาขณะผินหน้าตะแคงมองไปทางโต๊ะเล็กข้างเตียงเพื่อหาน้ำดื่มตอนนี้คอเขาแห้งผากราวกับกลืนทรายเข้าไปสักกำมือ มือข้างหนึ่งคลำหาซองเศษใบชาไปด้วยขณะคลำสะเปะสะปะกลับไปสัมผัสโดนขวดกระเบื้องที่ไม่คุ้นเคยใบหนึ่งเข้าเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ใส่ใจ
‘ เอ๋.. นี่มาได้ยังไง ‘เขาอุทานอยู่ในใจ และขยับลุกขึ้นนั่งมือก็ดึงจุกที่ปิดอยู่ออกกลิ่นสมุนไพรบดแห้งพลันลอยฟุ้งออกมาเขาก็รู้ทันทีว่ามันคือยาลดไข้ที่ถูกบดเป็นผงละลายอยู่ในเหล้าหมักสีเหลืองทอง ในขณะที่ด้านข้างยังมีชามยาสีดำที่เย็นจนมีเกล็ดน้ำแข็งฉาบบางๆเคลือบอยู่วางทับอยู่บนใบไม้ที่ขีดเขียนด้วยลายมือหวัดๆใบหนึ่ง
‘ เจ้างั่ง กินด้วย ‘ ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นลายมือของใคร นางลอบเข้ามาในกระโจมของเขาตอนไหนเมื่อคืนเขาคงหลับประหนึ่งหมูตายเข้าแล้ว จางจิ้งถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขบขันก่อนยกยาเย็นๆขึ้นดื่มจนหมดชาม