การเกิดใหม่ของยัยเหนือโลก

    ตอนที่ 42

    ตอนที่ 42 งานวิจัยกับความมืดมน

     *ตรืดๆๆ*

      เสียงของนาฬิกาปลุกจากสมาร์ทโฟนตกรุ่นดังขึ้นทำให้ฉันได้สติและหยุดร้องไห้ ฉันนั่งร้องไห้มากว่า 10 นาทีหลังจากที่พี่อ้อมวางสายจากฉัน

      สิ่งที่ปลุกฉันจากการนอน กลายเป็นข่าวเศร้าที่ทำให้ฉันตื่นมาฟังแทนที่จะเป็นนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ และนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ ได้ปลุกฉันจากความหดหู่และความเศร้าแทน

      ฉันเดินไปล้างหน้าตามกิจวัตรหลังจากเสียงนาฬิกาปลุกดัง ล้างหน้าที่เปื้อนคราบน้ำมูกและน้ำตา หยิบขวดน้ำดื่มและนั่งซุกอยู่ที่มุมห้องพร้อมกับมือถือในมือ

      แสงไฟในห้องตอนนี้มีเพียงแสงจากไฟห้องน้ำและแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ของฉันเท่านั้น จมูกฉันเริ่มร้อนอีกครั้ง ดั้งนั้นฉันจึงเงยหน้าสูดลมหายใจยาวๆ

      มันเงียบ.. ในตอนที่อยู่กับตัวเองจริงๆฉันถึงรู้สึกได้ว่าโลกนี้เงียบเหงาขนาดไหนฉันได้ยินเสียงใบพัดของพัดลมในห้อง เสียงหลอดไฟในห้องน้ำ และเสียงสูดลมหายใจของตัวเอง

      ฉันไม่รู้ว่าทำไมเสียงเหล่านี้ถึงดังขึ้นจนฉันสามารถได้ยิน ทั้งๆที่ในช่วงเวลาปกติฉันแทบจะไม่ได้ยินหรือรู้สึกถึงเสียงเหล่านี้เลย

      ห้องฉันอยู่มุมสุดของหอพักทำให้มีหน้าต่าง 1 บานด้านข้างซึ่งห้องอื่นๆไม่มี เพราะอีกฝั่งของผ้าม่านคือวัดทำให้แทบจะไม่มีแสงไฟเล็ดลอดผ่านผ้าม่าน หากเทียบกับแสงไฟจากห้องน้ำหรือมือถือแสงที่สาดผ่านผ้าม่านก็น้อยมาก

    ฉันเดินไปเปิดผ้าม่านมองออกไปนอกหน้าต่าง และมองบรรยากาศของวัดตอนกลางคืนที่เงียบเหงา สายตาของฉันอดไม่ได้ที่จะมองไปทางหอพักอีกฝั่งทางด้านขวา

      ระเบียงที่เคยสว่างในความทรงจำของฉันในคืนนี้มันมืดสนิท สำหรับคนอย่างฉันแน่นอนว่าฉันเสียดายกับการตัดสินใจของตัวเอง แต่ฉันเสียใจหรือเปล่า??

      ฉันดึงสมาร์ทโฟนตกรุ่นของฉันขึ้นมา เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฉันก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม ฉันเลื่อนไปมองที่เบอร์โทรศัพท์หนึ่งที่ทำให้ฉันต้องหยุดและมองอยู่นาน หลังจากรวบรวมความกล้าสักพักในที่สุดฉันก็กดไปที่เบอร์นั้นและโทรออก เสียงสัญญาณรอสายที่ดังแต่ละทีทำให้ริมฝีปากของฉันแห้ง มือของฉันชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสียงหายใจของฉันก็เริ่มหนักขึ้น

      *คลิ๊ก*”อื้มม.. ว่าไง” เสียงของเติมดังออกมาจากสมาร์ทโฟนตกรุ่นของฉัน

      “ตอนนี้ยุ่งหรือเปล่า?”

      “ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ.. ช่วงแบบนี้คงไม่มีอะไรมาก”

      “ตอนนี้ร้านพี่อ้อมปิดแล้ว”

      “หืม??”

      “มีพนักงานในร้านติดเชื้อและร้านดูท่าจะไปต่อไม่ไหวพี่อ้อมเลยตัดสินใจปิดร้าน”

      “อ่า.. เสียใจด้วย.. คิดไว้หรือยังว่าเอาไงต่อ??”

      “ฉันก็คงจะกลับบ้านแต่ก่อนหน้านั้นก็คงต้องกักตัวก่อนสองอาทิตย์ นั่นหมายความว่าฉันต้องอยู่ที่นี่อาจจะเกือบเดือน ฉันต้องจ่ายค่าที่พักสำหรับเดือนหน้าอยู่ดีเพราะระหว่างนี้ฉันก็เดินทางไปไหนไม่ได้ด้วย”

      “นั่นสินะ.. คิดเผื่อกรณีติดเชื้อไว้มั้ย?? ”

      “……”

      “คงไม่เป็นไรหรอก.. เธอร่างกายแข็งแรงคงไม่มีปัญหาอะไร เธอต้องการอะไรเป็นพิเศษสำหรับกักตัวหรือเปล่า.. ฉันจะหาซื้อไปให้”

      “ถ้าเป็นไปได้อยากได้ของสดสำหรับทำอาหารทุกๆสามหรือสี่วัน นมจืดหนึ่งแกลลอนในแต่ทุกสองวัน แล้วก็ผ้าอนามัย.” 

      “หมายถึงหน้ากากอนามัย??”

      “หมายถึงผ้าอนามัย.. โกเต็กซ์อะ”

      “อ่า..โอเค ฉันจะถ่ายรูปส่งไปถามตอน  ซื้อแล้วกัน.. ออนด้วยล่ะ”

      หลังจากวางหูจากเติมแล้ว ทั้งหมดที่ฉันทำได้คือเลื่อนฟีดในเฟซบุ๊คไปเรื่อยๆ เพื่อรอเติมส่งรูปมาผ่านแชท ด้วยความที่ฉันยังต้องเข้าเฟซบุ๊คผ่านบราวเซอร์ทำให้ฉันต้องรีเฟรชหน้าเว็บไซต์เรื่อยๆ เพื่อให้เห็นการแจ้งเตือน

      ฉันพยายามหาเรื่องตลกๆในฟีดเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ของตัวเอง อย่างไรก็ตามในฟีดปัจจุบันเต็มไปด้วยข่าวการแพร่ระบาดในประเทศ และโพสต์ที่บ่นรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการภาวะโรคระบาดเช่นนี้

      หลังจากที่ฉันรีเฟรชหน้าเว็บอีกครั้ง ในตอนนี้มีแจ้งเตือนปรากฎขึ้นตรงกล่องข้อความ เหมือนว่าเติมจะอยู่ค่อนข้างใกล้กับห้างสรรพสินค้าทำให้ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีหลังจากวางสายเติมก็ไปถึงห้างสรรพสินค้าแล้ว

      ฉันเปิดกล่องข้อความและเห็นว่าเป็นภาพชั้นวางของที่เต็มไปด้วยผ้าอนามัยที่ฉันต้องการฝากซื้อ ฉันเซฟรูปลงและทำเครื่องหมายวงกลมเพื่อบอกว่าฉันต้องการแบบไหน

      <ต้องเอาเยอะขนาดไหนถึงพอสำหรับกักตัวครึ่งเดือน สัก 10 แพ็คมั้ย> เติมถามฉันผ่านข้อความ

      <ประจำเดือนไม่ใช่ประจำวัน.. ไม่ต้องการเยอะขนาดนั้นหรอก แค่สี่หรือห้าแพ็คก็พอเหลือๆ> ฉันตอบกลับ

      หลังจากนั้นเติมก็ทยอยซื้อของอื่นๆที่ฉันต้องการพร้อมกับถ่ายรูปส่งมาให้ พร้อมกับรับบทเป็นไรเดอร์ด้วยข้อความที่ว่า <ส่งตามที่ปักหมุดเลยนะครับ> ฉันทำเพียงแค่ยิ้มและส่ายหัวเท่านั้น

      ฉันรู้ว่าเขาพยายามทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเพราะเรื่องที่ฉันตกงานไปหมาดๆแถมยังต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงและต้องกักตัวอยู่ครึ่งเดือน เพราะฉันรู้แบบนั้นฉันจึงคิดว่าตัวเองอยากเป็นประโยชน์กับเขาบ้าง

      ฉันทักไปหาพี่ลายเมฆว่าฉันพอช่วยอะไรเรื่องน้องสาวของเขาได้บ้างหรือเปล่า พี่ลายเมฆไม่ได้ออนไลน์ในตอนนี้และฉันยังไม่รู้เลยว่าพี่แกจะตอบฉันมั้ย ทั้งหมดที่ฉันทำได้ตอนนี้คือส่งข้อความทิ้งไว้เท่านั้นโดยหวังว่าพี่แกจะเห็นและตอบกลับมา

      เวลาผ่านไปสักพักในขณะที่ฉันนอนปัดหน้าฟีดไปเรื่อยๆ เสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยมาถึงที่หอพักของฉัน

      ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเติมจะเดินขึ้นมาถึงชั้นที่ฉันอยู่ เมื่อเขามาถึงประตูห้องก็ถูกเคาะ และเมื่อฉันมองผ่านตาแมวก็พบว่าเติมยืนอยู่อีกฝั่งของประตู

      “ตรืดๆๆ”

      เสียงเรียกเข้าระบบสั่นเตือนดังขึ้นและชื่อของเติมปรากฎบนหน้าจอเรียกเข้าของฉัน

      *คลิก*

      “ขอบคุณมากนะ”

      “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่ต้องคิดมากหรอก วางทั้งหมดไว้ที่หน้าห้องเลยมั้ย”

      “อื้ม..คือ..”

      “หืม..ว่าไง”

      “ฉันไม่รู้ว่าจะต้องพูดยังไงดี”

      “ไม่ต้องคิดมากหรอก อย่างที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

      “ไม่ใช่เรื่องนั้น..”

      “อืมม??”

      “แค่คิดว่า..แบบ.. บางทีฉันอาจจะชอบนายแบบคู่รักอะไรทำนองนั้น..”

      “…..”

      หลังจากในที่สุดที่ฉันพูดออกไป มีเพียงความเงียบและเสียงหายใจหนักๆจากความตื่นเต้นของฉันเท่านั้นที่ฉันได้ยิน

      สำหรับคนแบบฉันความเงียบเป็นคำตอบมากพอ

      “ช่างมันเถอะ.. ถือว่าฉันไม่ได้พูดอะไรแล้วกัน… ขอบคุณมาก” ฉันหันหลังกับประตูและนั่งลงกับพื้นชันเข่าทั้งสองข้าง

    แปลกที่ฉันไม่ได้เสียใจอะไรนัก ไม่เหมือนในเอ็มวีเพลงอกหักหรือในละครที่ต้องฟูมฟายในห้องน้ำหรือเดินตากฝน คงเป็นเพราะนี่เป็นผลลัพธ์ที่ฉันจินตนาการไว้ค่อนข้างบ่อยฉันจึงรับมือกับความผิดหวังนี้ได้ค่อนข้างดี คนแบบฉันมาไกลขนาดนี้ก็เกินคาดมากพอแล้ว ฉันรู้ว่าไม่ใช่คนที่ทำดีกับเราทุกคนจะมีใจให้ และฉันก็เป็นแค่ยัยขี้แพ้ที่แทบจะไม่มีอะไรดี ได้มีโอกาสได้รู้จักเขาก็ดีขนาดไหนแล้ว

      “วางไว้ที่หน้าห้องเลย.. ขอบคุณมาก”

      “.. เธอไม่เป็นอะไรแน่นะ”

      “ยังปกติดี ไม่ป่วย คงต้องรอดูอีกสองอาทิตย์ถ้าโชคดีก็คงไม่เป็นไร”

      “………….. เข้าใจแล้ว…. ฝันดีนะ.. ”

      หลังจากเสียงฝีเท้าห่างออกไปฉันจึงเปิดประตูเพื่อขนของที่เติมซื้อมาให้เข้ามาในห้อง ของหลายอย่างเป็นของสำหรับสองอาทิตย์ดังนั้นในตอนนี้จึงมีสองถุงใหญ่ๆที่ฉันต้องลากเข้าห้อง และปิดประตูห้องทันทีเมื่อของทั้งหมดถูกลากผ่านประตู

      *ก๊อกๆ*

      เสียงเคาะห้องดังขึ้น หลังจากที่ฉันปิดประตูห้องได้ไม่นานฉันพุ่งสายตาไปที่ตาแมวด้วยความหวังว่าคนที่ฉันหวังเปลี่ยนใจและกลับมาแต่ฉันก็ต้องผิดหวังและกระอักกระอ่วนแทนเพราะคนที่มาคือนายเอิร์ธ

      “ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะ” เสียงดังผ่านประตูมา


    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่ของยัยเหนือโลก ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668