เสียงฆ้องโบราณดังขึ้นสามครั้งก่อนที่ประตูคฤหาสน์ตระกูลฟางจะเปิดออกต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากทั่วทุกสารทิศผืนผ้าสีขาวสะบัดไหวเหนือซุ้มประตู บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นธูปและเสียงผู้คน
ฟางจื้อซ่านยืนอยู่ข้างแท่นป้ายชื่อไม้จันทน์ที่สลักคำว่า‘ฟางจื้อเหลียง’ เขาสวมชุดไว้ทุกข์เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านดวงตาแดงเรื่อจากการอดนอนและความเครียด แม้จะไม่ใช่โลงศพแต่แท่นป้ายนี้ ก็เป็สัญลักษณ์แทนตัวนายท่านฟางอย่างสมเกียรติ
แเื่ทยอยกันเข้ามาเคารพแท่นป้ายบ้างเป็เชื่อพระวงค์ บ้างเป็ขุนนางชั้นสูง บ้างเป็คหบดีบ้างเป็สหายเก่าของนายท่านฟางที่เดินทางไกลเพื่อแสดงความอาลัย
ซ่งอี้หยวนคอยอยู่ข้างกายฟางจื้อซ่านตลอดเวลาคอยกระซิบชื่อและตำแหน่งของแขกแต่ละคนให้เขาทราบ
“กงจื่อห้า...แม่ทัพหลี่...นายหญิงตระกูลฟาน...”
ฟางจื้อซ่านพยักหน้ารับอย่างสงบพยายามจดจำใบหน้า และชื่อเสียงเรียงนามของแต่ละคนแม้ในใจจะรู้สึกเหมือนหลงเข้าไปในโลกที่ไม่คุ้นเคย
เมื่อพิธีสิ้นสุดลงฟางจื้อซ่านก้าวขึ้นไปยืนหน้าผู้คน เขาก้มศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
“ข้าฟางจื้อซ่านขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมไว้อาลัย แด่บิดาของข้านายท่านฟางจื้อเหลียงข้าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของท่าน ทำกิจการให้มั่นคง และจะรักษาความดีงามของตระกูลฟางให้ยืนยง”
เสียงเงียบงันครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงพึมพำ แสดงความเห็นใจและสนับสนุนจากแขกหลายคน
หลังจากพิธีศพผ่านไปเพียงหนึ่งวันซ่งสุยโจวกลับมาถึงคฤหาสน์ฟางด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวังเขารีบตรงไปยังเรือนของฟางจื้อซ่าน
“คุณชาย!” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“บ่าวกลับมาจากโหย่วเป่ยแล้วขอรับนายท่านหลิวจ่ายค่าสินค้าครบถ้วน ไม่หักแม้แต่เสี้ยวเตาปี้(สกุลเงินที่ใช้ในแคว้นเยี่ยนและแคว้นฉี่)”
“จริงหรือ ข้ากังวลว่านายท่านหลิวอาจลังเลสินค้าเสียหายไปหลายส่วน และยังเื่การเสียชีวิตของท่านพ่อ”
ซ่งสุยโจวส่ายหน้า“ตรงกันข้ามเลยขอรับนายท่านหลิวบอกว่า เขาเสียใจอย่างสุดซึ้ง กับการจากไปของนายท่านและจะสนับสนุนคุณชายต่อไปอย่างแน่นอนนายท่านยังย้ำให้คุณชายไปเยี่ยมเยือนโหย่วเป่ยโดยเร็วขอรับ”
ฟางจื้อซ่านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “ได้ข้าต้องไปเยี่ยมนายท่านหลิวอย่างแน่นอนและข้าจะตั้งใจทำงานสืบต่อการค้าของท่านพ่อให้ดีๆ ท่านลุง… ท่านชี้แนะงานให้ข้าั้แ่วันนี้เลยนะ ขอรับ”
ซ่งสุยโจวยิ้มออกมาอย่างโล่งใจเขาเริ่มอธิบายงานให้ฟางจื้อซ่านฟังเป็ส่วนๆ ั้แ่ฝ่ายขนส่ง ฝ่ายบัญชีฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลั่งสินค้า ไปจนถึงฝ่ายติดต่อกับต่างเมืองฟางจื้อซ่านจดจำอย่างตั้งใจเขาเริ่มเห็นภาพรวมของกิจการตระกูลฟางที่ใหญ่โตจนน่าใ
ฟางจื้อซ่านใช้เวลาตลอดบ่ายอยู่ในห้องทำงานของนายท่านฟางเขานั่งอยู่ท่ามกลางแผ่นไผ่ ที่ใช้จดบัญชีซ่งสุยโจวสั่งฝ่ายบัญชีจัดเตรียมไว้ให้เขาเป็มัดๆ อย่างเป็ระเบียบเขาคลี่ดูแต่ละแผ่นมีการลงบัญชีแบบง่ายๆ รายจ่ายรายรับ รายชื่อสินค้า
เขาเริ่มวางแผนจะปรับปรุงระบบภายในเป็อย่างแรกเหตุผลประการที่หนึ่ง เขาเคยหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านอาหาร เขาลงทุนเพื่อนลงแรงร้านอาหารขายดีเป็เทน้ำเทท่า คนรอเข้าคิวยาวเหยียดแต่ไม่รู้เงินหายไปไหนหมดไม่เคยได้รับส่วนแบ่งสักหยวน ปรึกษากันไปมาสุดท้ายมา จบที่ระบบการควบคุมภายในล้มเหลวกิจการเจ๊งไม่เป็ท่า เกือบเสียเพื่อนและเสียเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่เขาเก็บหอมรอมริบด้วยความยากลำบาก มันคือบทเรียนราคาแพงสำหรับเขาประการที่สองเขาเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจสาขาวิชาการบัญชีอยากนำความรู้ที่เขาเล่าเรียน มาที่ยังไม่เคยใช้ในโลกปัจจุบัน มาประยุกต์ใช้ในโลกอดีต
เขาเริ่มจากการจัดหมวดหมู่รายรับรายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน ทุนเขาใช้ความรู้ด้านบัญชีที่เคยเรียนมาทำตารางการลงบัญชีแบบใหม่ซ่งสุยโจวเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำชาเห็นคุณชายกำลังขีดเขียนตารางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“คุณชาย...ท่านกำลังทำอะไรหรือขอรับ”
“ข้ากำลังปรับปรุงการจดบัญชีที่รัดกุมกว่าเดิม” ฟางจื้อซ่านตอบโดยไม่เงยหน้า
ซ่งสุยโจวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “นายท่านคงดีใจมากหากได้เห็นคุณชายในวันนี้”
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาฟางจื้อซ่านออกจากเรือนทุกเช้ายามเฉิน (07.00 – 09.00 น.) ทันทีที่เสียงฆ้องแรกดังขึ้น เขาเดินผ่านลานหินที่ยังชื้นจากน้ำค้างไปยังเรือนบัญชีและโรงเก็บสินค้า เพื่อศึกษางานของตระกูลฟางอย่างเงียบๆ ยามเชิน (15:00– 17:00 น.) ต้องเปลี่ยนเป็ชุดไว้ทุกข์แล้วไปยืนต้อนรับแเื่ที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แขกแต่ละคนล้วนมีใบหน้าใหม่ๆ ชื่อใหม่ๆ ตำแหน่งใหม่ๆเขาแทบจำใครไม่ได้เลย
ยามไฮ่(21:00 – 23:00 น.) เขากลับเข้าเรือนด้วยร่างกายอ่อนล้าแต่ไม่เคยบ่นไม่เคยแสดงความเหนื่อยล้าให้ใครเห็น เจียงหลิงเยว่จะนั่งปักผ้ารอพอเห็นเขารีบมาต้อนรับ นางยิ้มแย้มเอาใจใส่ชวนคุยให้กำลังใจไม่เคยน้อยใจเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่กล้าออกนอกเรือนทำให้เขารู้สึกสงสารนางอย่างมาก อยากทำให้นางมีความสุขอยากให้นางมีตัวตนอยากให้นายหญิงฟางยอมรับนาง เขาจะทำอย่างไรดี การสูญเสียของนายท่านฟางยังไม่จางหายเกรงว่าหากเขาด่วนพานางไปแนะนำตัวจะเป็ผลร้ายมากกว่าผลดีคิดแล้วทำให้รู้สึกหนักใจยิ่งนัก ที่สำคัญยังมีพวกแก๊งเด็กแสบแก๊งแม่บ้านแสนรู้แวะเวียนมาด้อมๆ มองๆ ทำให้ทั้งเขาและนางเป็กังวลอย่างมาก
“วันนี้คุณชายเหนื่อยมากไหมเ้าคะ”
เขาไม่ตอบในทันทีเพียงเดินเข้าไปนั่งข้างนางอย่างเงียบๆ มองผ้าปักลายดอกเหมยที่นางถืออยู่
“ข้าแทบจะจำหน้าใครไม่ได้เลย...แต่ข้าจำเ้าได้…หลิงเยว่”
เจียงหลิงเยว่ยิ้มบางๆ นางไม่พูดอะไรเพียงยื่นผ้าปักให้เขาดู ฟางจื้อซ่านรับผ้าปักมาอย่างเงียบๆดอกเหมยสีแดงกลางผืนหิมะขาวสะอาด… ดูเหมือนจะบานอยู่ในใจเขาแล้ว…ในคฤหาสน์อันกว้างใหญ่ฟางจื้อซ่านกลับรู้สึกปลอดภัยที่สุดในเพียงมุมเล็กๆแห่งนี้