ขณะที่มาวินกำลังใ เสียงหัวเราะแหบแห้งชวนน่ารังเกียจก็ดังออกมาจากปากของสมุนร่างผอม
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า……. ”
เด็กหนุ่มหัวเขียวรีบเข้าไปหาสมุนร่างผอมที่นอนหงาย แล้วกระชากคอเสื้อขึ้นมา พร้ะคอกใส่อย่างดุดัน
“ เฮ้ย แกทำอะไรยัยโย่ง บอกมาเดี๋ยวนี้ ”
“ หึๆ ไม่มีอะไร นังหนูนั่นแค่ติดพิษที่ฉาบบนใบมีดของข้าเท่านั้น ” สมุนร่างผอมตอบช้าๆพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย
“ แปลว่า….” ใบหน้าของมาวินสลดลง
“ หึๆ ใจเย็น ไม่ถึงตายหรอก แต่ทำให้หลับไปซักสามชั่วโมง ” สมุนร่างผอมแจงต่อ น้ำเสียงแลเย้ยหยัน
“ เฮ้อ……. ” เด็กหนุ่มหัวเขียวโล่งอก
“ แต่ถึงจะแค่นั้น มันก็พอจะให้ลูกพี่กาสเซ่กระทืบพวกแกจนจมธรณี เพราะแกมันไร้น้ำยา ถ้าไม่มีนังกังฟูสาว ก็ทำอะไรไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…… ” สมุนร่างผอมหัวเราะใส่ ท่าทางสะใจเป็อย่างยิ่ง
“ เอายาแก้พิษมา ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ” เด็กหนุ่มง้างหมัด เพื่อข่มขู่
“ ฮี่ๆ เสียใจด้วย ถึงแกจะอัดข้าจนขี้แตก ก็ไม่มียาถอนพิษให้ ใครจะเอาของแบบนั้นติดตัวมาในขณะที่ตัวเองกำลังล่าเหยื่อเล่า ไอ้หน้าโง่ ” สมุนร่างผอมยียวน ทั้งที่ตัวเองใกล้จะสลบอยู่แล้ว
ทันทีที่ได้รับคำตอบ เด็กหนุ่มหัวเขียวก็อัดกำปั้นลุ่นๆเข้าไปที่แสกหน้า ส่งผลให้สมุนร่างผอมร่วงลงไปนอนน้ำลายยืดอีกคน
“ นี่แน่ะ อยากปากสุนัขดีนัก ” มาวินสมน้ำหน้า ก่อนหันกลับมาดูอาการของเด็กสาวร่างสูง
“ เธอเป็ไงมั่ง ยัยโย่ง ไหวมั้ย ” มาวินคุกเข่าที่ข้างกาย สีหน้าดูกังวลใจ
“ ไหว ชั้นยังไหว ” แม้เด็กสาวจะบอกอย่างนั้น แต่จากสีหน้าที่เหยเกและเหงื่อที่ไหลโทรมกาย ไม่ได้ทำให้มาวินรู้สึกสบายใจขึ้นมาเลย
“ เดินไหวมั้ย ” เด็กหนุ่มหัวเขียวทำท่าจะประคอง แต่เด็กสาวปริศนากลับปัดมือออกและพยายามลุกขึ้นด้วยตัวเอง พอเหยียบพื้นเต็มสองเท้า กายก็ปวดแปลบไปทุกสัดส่วน ราวกับโดนค้อนปอนด์ขนาดใหญ่กระหน่ำใส่ อึดใจต่อมา เธอก็ล้มลงไปนอนคว่ำหน้าบนพื้น
“ เฮ้ย ยัยโย่ง ” มาวินร้องเสียงหลง เพราะอาการของเด็กสาวร่างสูงดูจะสาหัสกว่าเมื่อกี้ เธอไม่สามารถขยับตัวได้เลย ลมหายใจเริ่มขาดห้วง
มาวินมองไปรอบๆ เพื่อหาทางรอด สิ่งเดียวที่น่าสนใจคือถ้ำใหญ่เบื้องหน้า เขาจึงอุ้มเด็กสาวขึ้น จากนั้นก็พาเข้าไปข้างใน พอถึงส่วนลึกสุด ซึ่งอยู่ห่างจากปากถ้ำเพียงสามสิบเมตร เด็กหนุ่มก็ค่อยๆวางเธอลงอย่างนุ่มนวล มือสากๆแตะแก้มของอีกฝ่าย เพื่อเรียกสติ
“ เฮ้ ยัยโย่ง เธอเป็ไงมั่ง ”
ดวงตาคมเข้มค่อยๆลืมขึ้นมาในแสงรำไร ที่น่าแปลก เหมือนเด็กหนุ่มจะเห็นรอยยิ้มน้อยๆของเด็กสาวร่างสูง อึดใจต่อมา เธอก็ตอบกลับอย่างอ่อนล้า
“ ไม่ไหว ชั้นโดนพิษเข้าไป ตอนนี้ขยับตัวไม่ได้เลย ”
มาวินนิ่งขึ้ง สีหน้าที่เคยทะเล้นมลายหายไป บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เด็กสาวรับรู้ถึงภาวะวิกฤติที่กำลังจะเกิด จึงปลอบประโลมด้วยเสียงที่แ่เบา
“ ไม่เป็ไร ไม่ต้องกลัว เ้าลิงหัวเขียว นายจะไม่เป็ไร หนีไปเถอะ ชั้นจะต้านศึกนี้เอง ได้พักซักหน่อย คงดีขึ้นจนพอสู้กับพวกมันได้ ”
“ ไม่ เธอไม่ไหวหรอก และถึงยังไง ชั้นก็ไม่ทิ้งเธอ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวตอบกลับ แววตาดูเด็ดเดี่ยว
“ ไปเถอะน่า เ้าลิงโง่ ตายคนเดียว ยังดีกว่าตายทั้งสองคน ” เด็กสาวถลึงตาใส่
มาวินก้มหน้านิ่ง กายไม่ไหวติง ดวงตาของเด็กสาวจึงแลอ่อนโยนลง เธอกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล อันเป็สิ่งที่ไม่เคยกระทำมาก่อน
“ ไม่หนีก็ได้ แต่ถ้าอยู่อย่างนี้ เราต้องตายทั้งคู่แน่ เอาอย่างงี้ นายไปตามคนมาช่วย ชั้นจะซ่อนตัวอยู่ในนี้ รับรองว่าพวกมันหาไม่เจอแน่ ที่สำคัญ ยานี้มีฤทธิ์แค่สามชั่วโมง ไม่ต้องเป็ห่วง ไม่นาน ชั้นจะหายดี ”
มาวินเงยหน้าขึ้น ขอบตาเริ่มมีน้ำใสไหลออกมานิดๆ แต่เด็กสาวได้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มเพียงแวบเดียว เขาก็ลุกขึ้นยืนและวิ่งจากไป
เด็กสาวมองตามแผ่นหลัง เธอรู้สึกใจหายที่ต้องจากลา แต่ก็โล่งอกที่อีกฝ่ายสามารถหนีรอดไปได้
“ โชคดีและลาก่อน เ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวคิดในใจ ก่อนจะสลบไปทั้งรอยยิ้ม
..........................
เด็กหนุ่มหัวเขียววิ่งสุดกำลัง พอหยุดยืนอยู่หน้าปากถ้ำ น้ำตาก็ไหลอาบสองแก้มจนต้องยกสองมือขึ้นขยี้ ไม่นาน หยาดแห่งอารมณ์ก็หยุดหลั่ง ประกายตาจึงแปรเปลี่ยนเป็ลุกโชน ราวกับเปลวเพลิง อันแสดงออกถึงเจตนาที่แท้จริง ประมาณว่าต้องทำบางสิ่งให้สำเร็จ แม้จะแลกด้วยชีวิตก็ตามที
มาวินมองไปรอบๆ เขาก็พบว่าที่แห่งนี้เป็ลานโล่ง ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร ปรากฏหมู่ไม้ใหญ่ยืนต้นหนาแน่น เด็กหนุ่มพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นบนใบหน้า
“ เอาล่ะ ใช้วิธีนี้ดีกว่า ”
………………………..
มาวินเก็บกิ่งไม้มาสุมกองไฟที่กำลังมอด ทำให้เพลิงร้อนแรงลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มทำทุกสิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจาก่เวลาที่ผ่านมา เขาอาศัยอยู่ในป่ามาแรมเดือน
พอทุกสิ่งเสร็จสรรพ ประกายแดงฉานก็ฉายบนดวงตาของมาวิน เขาถอดเสื้อขาดวิ่นของตัวเองออก แล้วฉีกแบ่งเป็หลายส่วน จากนั้นก็เก็บเศษผ้าเกือบทั้งหมดลงไปในกระเป๋ากางเกง เหลือเพียงชิ้นหนึ่งที่ถือในมือ ต่อมา เด็กหนุ่มก็นำสิ่งนั้นมาห่อก้อนหินที่ตกอยู่ตามพื้น
“ อืม…..ใช้แทนถุงผ้าได้เป็อย่างดี หนึ่งผืนใส่หินได้ประมาณ 10 ก้อนล่ะมั้ง ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเดาะเศษผ้าที่ใช้ห่อก้อนหิน ก่อนเหน็บติดกับผ้าคาดเอว
เมื่อเตรียมการเป็ที่เรียบร้อย มาวินก็เงยหน้าขึ้นมองต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่าง วินาทีต่อมา เขาก็กระโจนใส่สุดแรง
มาวินะโสูงถึงสามเมตร ก่อนจะใช้มือและเท้าตะกายอย่างรวดเร็ว เพื่อไต่ต้นไม้ขึ้นไป อันเป็วิธีเดียวกับที่เด็กสาวร่างสูงใช้ เพียงพริบตา เขาก็ไปหยุดยืนอยู่บนยอดไม้
เด็กหนุ่มมองหากิ่งไม้ที่ดูสะดุดตา จากนั้นก็เอาถุงผ้าบรรจุก้อนหินมาผูกที่กิ่งไม้นั้น พอก้มลงมองข้างล่าง ก็พบว่าอยู่สูงจากพื้นดินพอสมควร
“ โห…เรานี่ก็เก่งใช่ย่อยนะ ทำได้ใกล้เคียงกับยัยโย่งเลย ”
ตอนขาลงนี่ง่ายกว่าตอนปีน มาวินเพียงเกาะต้นไม้ไว้นิดหนึ่ง จากนั้นก็ปล่อยมือให้ร่างกายหล่นลงไปตามแรงโน้มถ่วงโลก พอร่วงมาระดับหนึ่ง ก็เอามือและเท้ารั้งลำต้นแกร่งไว้ ทำให้การทิ้งดิ่งช้าลง แล้วก็ปล่อยให้ร่วงลงมาอีก เขาทำแบบนี้สลับอยู่หลายครั้ง ในที่สุด ก็ลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล
เด็กหนุ่มหัวเขียวทำซ้ำแบบเดิมอีกประมาณ 10ครั้ง โดยเลือกต้นที่ตั้งอยู่ไม่ห่าง หลังเสร็จสิ้นการเตรียมตัว เขาก็มานั่งหอบเหนื่อยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
“ แฮ่กๆ เตรียมการเสร็จแล้ว จะมาก็มาเถอะ ไอ้พวกกุ๊ย ฮ่าๆ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวหอบไปหัวเราะไป ในใจคลายกังวลลงหลายส่วน
……………………….
เวลาผ่านไปนานพอดู คนกลุ่มใหญ่ก็มุ่งตรงมาที่หน้าปากถ้ำ โดยมีลิ่วล้อคนหนึ่งนำทาง เมื่อมาถึง ก็พบว่าแท้จริงแล้ว พวกมันมีจำนวนมากกว่าที่คิด กะคร่าวๆน่าจะร่วม 100 คนเลยทีเดียว
กาสเซ่ หัวหน้าแก๊งร่างั์ ยืนนำหน้ามวลหมู่สมาชิก คิ้วขมวดนิ่ว ดวงตาฉายแววดุร้าย เขาโกรธเกรี้ยวที่เห็นลูกน้อง 10 กว่าคนนอนสลบสิ้นท่า แถมหนึ่งในนั้นยังเป็ "ปารุสซี่" สมุนร่างผอมผู้เป็มือขวา
“ เฮ้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกลูกน้องของข้าถึงได้หมดสภาพแบบนี้ ” กาสเซ่หันไปถามชายผู้นำทาง
“ เอ่อ…….น่าจะเกิดจากการต่อสู้กับเ้าพวกนั้น ” ชายผู้นำทางกล่าวเสียงสั่น ด้วยรู้ดีว่าลูกพี่ใหญ่โมโหร้ายเพียงใด
“ แล้วไอ้เด็กพวกนั้นหายหัวไปไหน ” กาสเซ่คำรามลั่น
“ สงสัยจะ….หนีไปแล้วมั้งครับ ” ชายผู้นำทางตอบ ท่าทางหวาดกลัว
“ หนีเหรอ….” กาสเซ่ก้มลงไปมองชายผู้นำทาง ใบหน้าของทั้งคู่แทบจะชิดกัน
“ เอ่อ…ครับ ” ชายผู้นั้นเหลือบมองนิดๆ แล้วก็หลบตา อึดใจต่อมา กาสเซ่ก็ทุบลงไปที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย ส่งผลให้ชายผู้นำทางล้มลงไปนอนกองกับพื้น นับเป็การระบายอารมณ์ที่ดุดัน
“ นี่ไงล่ะ หนี ถุย ” กาสเซ่ถ่มน้ำลายใส่ จากนั้นก็หันไปสั่งพรรคพวก
“ พวกเอ็งตามล่าไอ้เด็กสองคนนั่นให้ถึงที่สุด ไม่ว่ามันจะหนีไปนรกหรือหลบบน์ ก็ต้องลากตัวมาให้ข้า เข้าใจมั้ย ”
“ เข้าใจครับ ” ชาวแก๊งเกือบร้อยคนรับคำโดยพร้อมเพรียง
หลังจากนั้น กาสเซ่ก็หันมาออกคำสั่งพิเศษแก่สมุนมือซ้าย อันเป็ชายร่างอ้วน ผิวขาว ดวงตาเล็กตี่ หน่วยก้านคล้ายคนเชื้อสายั
“ ไอ้อ้วน เปรุสซี่ เอ็งนำทีม 20 คน แยกไปตามหาไอ้เด็กเวร ”
“ ขอรับ ลูกพี่ ว่าแต่จะให้เอาใครไปบ้าง ” เปรุสซี่ถามกลับ สีหน้าบ่งบอกว่าเอ๋อล้านเปอร์เซ็นต์
“ จะเอาใครไป ก็ตัดสินใจเองสิวะ เอ็งเป็รองหัวหน้าไม่ใช่หรือ ไอ้อ้วน ” กาสเซ่ถึงกับกุมขมับ เขานึกระอาความปัญญาอ่อนของลูกน้องคนสนิท
“ เคครับ ลูกพี่ ” ไอ้อ้วนยกนิ้วเป็รูปตัวโอ เป็นัยว่าโอเค จากนั้นก็หันไปคัดเลือกสมาชิกเข้ากลุ่มด้วยวิธีประหลาด เขาชี้นิ้วไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์แบบมั่วๆ ปากก็นับยานคางและเชื่องช้า
“ อะหนึ่ง อะสอง อะสาม อะสี่ อะห้า อะหก…..”
กาสเซ่กุมขมับอีกครั้ง ถ้าไม่เห็นว่าเ้าอ้วนติดตามเขามาเนิ่นนานและเป็คนที่ทรหดกว่ามนุษย์ธรรมดา คงพาสมุนมือซ้ายไปสถานบำบัดคนบ้าหรือไม่ก็สถานรับเลี้ยงคนปัญญาอ่อนไปแล้ว เมื่อเห็นว่ากระบวนการคัดสรรล่าช้ากว่าปกติ จึงออกโรงเลือกผู้ติดตามแทน
“ เอ็ง เอ็ง เอ็ง แล้วก็เอ็ง ตามไอ้อ้วนไปเดี๋ยวนี้ ”
“ โธ่……. ลูกพี่ ผมยังนับไม่ครบยี่สิบเลย ” ไอ้อ้วนอุทธรณ์
กาสเซ่ะเิอารมณ์ด้วยการเตะก้นของเ้าอ้วนเต็มแรง ทำให้ร่างหนักกว่า 100 กิโลลอยขึ้นมา ทว่าผู้ถูกบาทา ดูจะไม่เ็ปนัก อึดใจต่อมา ก็ะโโลดเต้นไปตามหาสองวัยรุ่น ปากไม่วายบ่น
“ อู้ย……เตะหนักจริงๆ เอ้า พวกเราไปตามหาไอ้เด็กสองคนนั่นเร็ว ถ้าชักช้า เดี๋ยวข้าจะโดนฝ่าเท้าอีก ”
ลูกน้องยี่สิบคนรีบตามเ้าอ้วนทันที แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าหัวเราะ แม้เหตุการณ์เบื้องหน้าจะชวนขบขันอยู่ไม่น้อย เพราะทุกคนครั่นคร้ามอารมณ์ร้ายของกาสเซ่และความอึดเกินพิกัดของสมุนมือซ้าย
พอกาสเซ่เห็นเ้าอ้วนพาลูกน้องออกไปค้นหาคู่อริ เขาก็หันไปสั่งลิ่วล้อที่เหลือ
“ พวกเอ็งที่เหลือค้นบริเวณนี้ แล้วแบ่งคนไปดูไอ้พวกที่นอนกองอยู่ พอฟื้นขึ้นมา ก็ถามมันว่าเกิดอะไรขึ้น ”
ทุกคนรีบทำตาม ระหว่างที่กาสเซ่มองเหล่าลิ่วล้อปฏิบัติงาน ดวงตาพองโตก็เหลือบไปเห็นถ้ำใหญ่ คิ้วดกหนากระตุกอย่างรุนแรง คล้ายว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงะโสั่งลูกสมุนสามคนที่ยังโต๋เต๋อยู่แถวนั้น
“ เฮ้ย พวกเอ็งสามคนเข้าไปสำรวจในถ้ำนั้นซิ ได้ความยังไง ก็ออกมาบอกข้า ”
“ ครับผม ” สมุนทั้งสามนายรับคำ จากนั้นก็เตรียมเข้าไปในถ้ำ
สามชายฉกรรจ์ย่องเข้าไปอย่างระมัดระวัง ทันทีที่คนหน้าสุดเหยียบเข้าเขตถ้ำ เขาก็ล้มลงไปนอนกองบนพื้น สองมือกุมศีรษะ พร้อมแผดเสียงร้องที่แสดงออกถึงความเ็ป
“ โอ๊ย…… ”
เหล่าสมุนนับสิบเริ่มหูผึ่ง ลูกพี่ใหญ่จึงะโดังลั่นป่า
“ ใครน่ะ ออกมาเดี๋ยวนี้ ”
แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะกังวานเพียงใด แต่ก็ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมา เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ชายคนที่ร่วงล้มก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน บริเวณขมับซ้ายอาบเื
“ เฮ้ย แกเป็ไรรึเปล่า แล้วเมื่อกี้ โดนอะไรเข้าไปวะ ” กาสเซ่ถามสมุนผู้เคราะห์ร้าย
“ อู้ย ไม่เป็ไรครับ ส่วนโดนอะไร ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่สิ่งนั้นต้องแข็งมากแน่ๆ ” สมุนผู้เคราะห์ร้ายครางด้วยความเ็ป
“ พวกเอ็งระวังให้ดี คนที่ลอบกัด ต้องอยู่แถวนี้แหละ ถ้าเป็ไปได้ ให้รวมตัวกันเอาไว้ ” กาสเซ่สั่งลูกสมุนที่เหลือ ซึ่งมีประมาณ 70 คน
ทุกคนรู้สึกเกร็ง จนบัดนี้ คู่ต่อสู้ของเหล่าชาวแก๊งก็ยังไม่ปรากฏตัว นับว่าเป็การต่อสู้ที่ผิดแผกจากทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็การปะทะแบบตรงๆ
การกระชับพื้นที่ของเหล่ามาเฟียกินเวลาเนิ่นนาน ทว่าพวกเขาก็พบแต่ความเงียบงัน ในที่สุด หนึ่งในแก๊งก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมร้องบอกลูกพี่ใหญ่
“ ลูกพี่ ผมว่ามันหนีไปแล้วมั้ง…โอ๊ย ” สมุนผู้นั้นพูดไม่ทันจบ ก็ล้มตัวลงไปนอนกับพื้น มือกุมศีรษะที่หลั่งโลหิต กาสเซ่เลยร้องเตือนเสียงดัง
“ เฮ้ย ระวัง ”
แม้เหล่าลิ่วล้อจะระวังตัวเพียงใด ก็ไม่สามารถป้องกันภัยที่มองไม่เห็น ไม่ทันที่กาสเซ่จะพูดจบประโยค สมุนอีกคนก็ล้มลงไปนอน พร้อมร้องโอดโอย ทำให้ชาวแก๊งที่เหลือ เริ่มลนลาน
“ มันอยู่ไหน ลูกพี่ ” สมุนคนหนึ่งร้องถาม ดวงตาเหลือกไปมา เพื่อมองหาที่มาของอันตราย ไม่ถึงอึดใจ สมุนผู้นั้นก็ล้มลงไปอีกคน พร้อมเสียงโอดครวญด้วยความเ็ป
“ เฮ้ย ไอ้ปีศาจ แกอยู่ไหนวะ ” สมุนบางคนเริ่มะโท้าทาย เพื่อหวังให้คู่ต่อสู้เผยตัว แต่ไร้ผล ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากความเงียบและความมืดที่รายล้อมรอบกาย
ใกล้เช้าเข้าไปทุกขณะ บรรยากาศโดยรอบจึงสว่างขึ้น ถึงกระนั้น หมอกก็เริ่มลง ทำให้ทัศนวิสัยแคบกว่าเดิม ชนิดที่มองเห็นได้ไม่เกินสามก้าว ทำให้ภัยมืดเดินเกมได้ง่ายขึ้น
เหล่าลูกสมุนโอดโอยไปตามๆกัน พวกเขาทยอยลงไปนอนกองกับพื้นเป็ระยะ เสียงร้องถามดังระงมจนดูสับสนวุ่นวาย ทันใดนั้นเอง ก็บังเกิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกังวาน
“ พลั้ก พลั้ก พลั้ก……. ”
“ เฮ้ย เสียงอะไรวะ ” กาสเซ่ร้องถามรัวเร็ว เพราะเขาเองก็ได้ยินเสียงประหลาดอยู่เหมือนกัน
“ ไม่รู้ครับ ลูกพี่ แต่มีคนล้มลงไปนอนอีกแล้ว ” หนึ่งในเหล่าสมุนรายงาน
กาสเซ่แหวกกลุ่มคนเข้าไปดู เพียงพริบตา ก็ถึงจุดเกิดเหตุ จึงพบว่าชายผู้เคราะห์ร้ายนอนหงายหลังสิ้นสติ ดวงตาเหลือกโปน น้ำลายไหลย้อย มีรอยฟกช้ำตามใบหน้าและร่างกาย
“ บ้าชิบ ระวังให้ดี ไอ้เวรนั่นต้องแฝงตัวอยู่ในหมู่พวกเรานี่แหละ ” กาสเซ่ร้องบอกพรรคพวก แต่ไม่ทันพูดจบ เสียงร้องโอยจากผู้เคราะห์ร้ายก็ดังขึ้นมาอีก
“ หน็อย…มันเป็ใครกันนะ ” กาสเซ่กัดฟัน คิ้วกระตุก ดวงตาฉายแววถมึงทึง
แม้เหล่าสมุนจะระวังตัวเต็มที่ แต่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย สุดท้ายก็มีคนร่วงล้มลงไปนอนกองดุจเดิม บางครั้งก็มีเสียงตุ้บตั้บ คล้ายคนโดนอัด ในระยะหลัง กาสเซ่เริ่มได้ยินกระแสอื่น อาทิเช่นเสียงกิ่งไม้ไหว
ระหว่างที่กาสเซ่กำลังขบคิด หูก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศ พร้อมมีบางอย่างพุ่งเข้ามา ด้วยปฏิกิริยาที่ว่องไว ลูกพี่ใหญ่จึงยกมือขึ้นรับสิ่งนั้น
“ ตุ้บ ”
สิ่งนั้นแข็งมาก แม้กาสเซ่จะมีอุ้งมือที่แกร่งปานเหล็ก แต่ก็ไม่วายเจ็บแสบ เขาแบมือขึ้นดู จึงพบว่ามันคือ........
“ นี่มันก้อนหินนี่หว่า ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
