ท่ามกลางกลิ่นหอมของใบไผ่ที่ถูกคมดาบวายุพัดปลิว บรรยากาศในป่าไผ่ม่วงพลันเปลี่ยนจากสมรภูมิเป็ลานพักผ่อนอย่างน่าอัศจรรย์
รัชทายาทหลี่เฉิง ก้าวลงจากยอดไผ่ด้วยท่วงท่าที่สง่างามประดุจสายน้ำไหล พัดในพระหัตถ์ขยับเบาๆ ส่งคลื่นปราณัฟ้าที่อ่อนโยนแต่ทรงพลังแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้ทั้งเฟยหลงและหลันซิงต้องชะงักงัน
“แม่ทัพหลันซิง… พอแค่นี้เถอะ”
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นของรัชทายาทดังก้อง “ข้ามาที่นี่เพื่อเจรจา… มิใช่เพื่อสังหารพี่น้อง”
หลันซิงกัดริมฝีปากแน่น นางชักกระบี่วายุกลับด้วยท่าทีไม่ยินยอม แต่ยังคงคุกเข่าลงรับพระบัญชา
รัชทายาทหันมามองเฟยหลงด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “น้องเฟยหลง… ข้าได้ยินเื่ราวทั้งหมดแล้ว ท่านอาหลี่จางเย่วและเ้าไม่ได้เป็อย่างที่ใครๆ พูดกัน ข้ามาที่นี่ในฐานะผู้แทนพระองค์เพื่ออันเชิญพระราชโองการ”
เขากระดกพัดเบาๆ ขันทีที่ตามมาข้างหลังรีบก้าวออกมาอ่านพระราชโองการเสียงดังกังวาน
“ด้วยโองการฟ้า ฮ่องเต้มีรับสั่ง… หลี่จางเย่วตรากตรำศึกหนักจนล้มป่วยเรื้อรัง ตัวข้าหวนนึกถึงวันเก่าๆ และสัมพันธ์พี่น้อง ด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชโองการ คืนฐานันดรศักดิ์ชินอ๋องให้ตามเดิม แต่ยังคงให้งดเข้าประชุมเช้าและพักรักษาตัวอยู่ในจวนเป็เวลา1เดือน
ให้โอรส หลี่เฟยหลง คงฐานันดรศักดิ์ซื่อจื่อ สืบทอดตามลำดับขั้นตามเดิม และให้สำเร็จการศึกษาทันทีจากสำนักพยัคฆ์คำรณ เพื่อเตรียมตัวเข้ารับตำแหน่ง ‘องครักษ์ชั้นใน’ ภายใน30วัน รับพระราชโองการ”
ทุกคนในลานถึงกับนิ่งอึ้ง
ตำแหน่งองครักษ์ชั้นใน… ไม่ใช่การยกย่อง แต่คือการนำตัวเฟยหลงไปเป็ “ตัวประกัน” ใกล้สายพระเนตรของฮ่องเต้โดยตรง
เมื่อขันทีจากไป รัชทายาทหลี่เฉิงกลับหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
“ยินดีด้วยนะน้องเฟยหลง และท่านอา นี่ตำแหน่งองครักษ์ชั้นในเชียวนะ ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ใครจะได้ง่ายๆ ส่วนท่านอา ท่านคงรู้เจตนาของเสด็จพ่อนะ ”
พระองค์หันไปสั่งหลันซิง “แม่ทัพหลันซิง… จงจัดโต๊ะน้ำชาให้พวกเราด้วยตนเอง เพื่อเป็การไถ่โทษที่วู่วามลงมือเมื่อครู่”
หลันซิงหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย แต่ยังจำต้องทำตาม นางจัดโต๊ะไม้ไผ่ด้วยมือที่เคยจับกระบี่ฆ่าคน ใบหน้าบูดบึ้งขณะรินน้ำชาให้
“เด็กหนุ่ม” ที่นางเพิ่งพยายามสังหาร
ไม่นานเสียงฝีเท้าม้าศึกก็ดังใกล้เข้ามาพร้อมเสียงโวยวายที่คุ้นหู
“เฟยหลง! เ้ายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม!”
หลี่กวง ตัวเต็มไปด้วยผ้าพันแผล โผล่ลงจากหลังม้าอย่างทุลักทุเล จางหู่และหวังเปียว (อดีตคู่หูที่เคยรังแกเฟยหลง) คอยประคองทั้งสองข้าง มือแต่ละคนหิ้วตะกร้ายาสมุนไพรและของบำรุงล้นมือ
หลี่กวงเห็นเฟยหลงปลอดภัยดีก็ถอนหายใจยาว “ข้านึกว่าเ้าจะโดนฉู่เฟิงสับเป็ชิ้นๆ ไปแล้ว
เขาหันไปตะคอกสองคนข้างหลัง “พวกเ้ายืนบื้ออยู่ทำไม! รีบเอายาไปให้คนในจวน แล้วก็… ขอโทษเฟยหลงซะ!”
จางหู่และหวังเปียวคุกเข่าลงทันที “เฟยหลง… พวกเราขอโทษที่ผ่านมาเรามันมีตาหามีแววไม่ ต่อไปนี้มีอะไรให้พวกเราช่วย บอกมาได้เลย!”
เฟยหลงยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “ช่างมันเถอะ… พวกเราต่างก็เจ็บมาด้วยกันทั้งนั้น”
เหม่ยอิงที่เดินออกมาจากในจวน ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
รัชทายาทนั่งจิบชาอย่างสงบ
หลันซิงรินน้ำชาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
หลี่กวงนั่งพิงเสาไม้ไผ่เถียงกับเฟยหลงเื่กระบี่ และจางหู่ หวังเปียว กำลังช่วยยกหม้อโจ๊กอุ่นๆ อย่างขยันขันแข็ง
นางเดินเข้าไปเช็ดรอยเขม่าควันที่แก้มเฟยหลงเบาๆ แล้วยื่นถ้วยยาให้ “ดื่มซะศิษย์น้อง… พรุ่งนี้เ้าต้องเริ่มฝึกบทเรียนที่แท้จริงของท่านอาแล้ว”
เฟยหลงหน้าแดงก่ำ “ขอรับ… ศิษย์พี่”
รัชทายาทหลี่เฉิงมองภาพความวุ่นวายที่แสนอบอุ่นนี้พลางยิ้มบางๆ
“ดูสิท่านอาหลี่จางเย่ว… เด็กๆ พวกนี้ไม่มีกำแพงเื่ ‘ลมปราณ’ หรือ ‘การสู้รบ’ ใดๆกั้นกลางเลยสักนิด หากงานราชการเป็แบบนี้ได้..ซักเพียงครึ่งนึงของพวกเขา แผ่นดินคงไม่ร้อนเป็ไฟเช่นนี้”
หลี่จางเย่วนั่งมองลูกชายที่ถูกมิตรภาพล้อมรอบ เขายิ้มบางๆ อย่างอบอุ่นใจ
“บางที… ัดำอาจไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อทำลายบัลลังก์อย่างที่เสด็จพ่อกลัว”
เขากล่าวแ่เบา “แต่ตื่นขึ้นมาเพื่อเฝ้ามองมิตรภาพเช่นนี้ก็ได้”
“ ฮ่าๆ รัชทายาทกล่าวได้ชอบแล้ว เดิมทีกระหม่อมก็มิได้ขัดแย้งกับฝ่าา ที่ทรงคืนฐานันดรให้ กระหม่อมซึ้งใจยิ่งนัก ” อ๋องหลี่พูดอย่างตรงไปตรงมา
หลันซิงรินน้ำชาจอกสุดท้ายให้เฟยหลงแรงไปหน่อยจนน้ำกระเด็น นางพึมพำเบาๆ
“ข้าจะคอยดู… ว่ามิตรกินน้ำชาพวกนี้ จะทนได้นานแค่ไหนเมื่อพายุของจริงพัดมาถึง”
ลมเย็นยามเย็นพัดผ่านป่าไผ่ ภายใต้ความสงบสุขชั่วคราวนี้… นั้นงดงามและเปราะบางยิ่งนัก