พวกพ่อค้าที่เห็นกลุ่มโจรวิ่งเข้าหาวิฬาร์คล้ายยังประมวลผลไม่ถูกว่าควรเข้าไปช่วยหรือทำอย่างไร แต่ลละคนจึงชะงักนิ่งด้วยอาการตกใจปล่อยให้วิฬาร์รับมือสถานการณ์เพียงลำพัง
วิฬาร์แม้กำลังเข้าตาจนแต่สมองยังคงฉับไว ในเมื่อยังมีหมากในมือ เขาก็ไม่คิดจะฉายเดี่ยวให้เสี่ยงเจ็บตัวเจ้าตัวจึงตวาดลั่นเสียงหลง
“ช่วยด้วย! โจรมันจะฆ่าผม!”เขาแหกปากอย่างไม่มีที่มาที่ไปจนสะกดโจรทั้งสี่ให้ชะงักไปหนึ่งจังหวะ เปิดโอกาสให้เขาเป็นฝ่ายสวนกลับก่อน
เขาเสกกำแพงหิมะขึ้นมาเพื่อเปิดทางหนีแล้วพุ่งอย่างไม่คิดชีวิตออกไปสมทบกับพ่อค้าทั้งสี่ที่ยืนอยู่หน้าถ้ำทำให้สถานการณ์เปลี่ยนทันที
“ฆ่า!” พวกโจรเลือดลมพลุ่งพล่านสุดระงับ เพียงแค่ผู้เล่นหน้าใหม่ไร้ชื่อกลับฆ่าเพื่อนของเขาไปคนหนึ่งต่อหน้าต่อตาแถมยังหลุดรอดเงื้อมมือของพวกมันไปได้ราวกับปลาไหลขัดขวางแผนการปล้นของพวกมันจนพังยับเยิน ต่อให้วันนี้ปล้นของไม่ได้ก็ต้องปล้นศักดิ์ศรีกลับคืนมา
“ช่วยกันสู้เร็ว!” มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด เพราะในช่วงเวลาคับขันที่สมองลัดวงจรอยู่พอถูกสั่งให้ทำอะไร ต่อให้เป็นเรื่องงี่เง่าแค่ไหนก็ทำตามโดยไม่มีอิดออด
อย่าว่าแต่ตอนนี้ที่เบื้องหน้ามีมีดดาบถาโถมเข้ามาหาจะมากน้อยยังไงก็ต้องป้องกันตัวเอาไว้ก่อน
สี่ต่อสี่พวกพ่อค้าอาจตกเป็นรอง แต่พอเป็นสี่ต่อห้า สถานการณ์ก็ดีขึ้นมาก แถมเมื่อมีวิฬาร์คอยช่วยจับจังหวะแล้วบอกให้ตีอย่างงั้นตีอย่างนี้ราวกับผีเกาะหลังก็ทำให้พวกโจรตะโกนด่าอย่างโกรธเกรี้ยวเพราะสู้แผนการของเขาไม่ได้
สี่พ่อค้าจับกลุ่มแล้วรุมตี
เข้าออกหนีตามบัญชาเจ้าเงาผี
วิฬาร์มุดซ้ายหน้าขวาอย่างรู้ดี
พอได้ทีก็แทงสวบโชกเลือดไป
เหล่าขุนโจรโกรธแค้นจนเดือดพล่าน
ร้องงุ่นง่านอารมณ์เสียแล้วผลักไส
เฮ้ยมึงนี่ปากมากเสียกระไร
ออกมาไฝว้กับกูสิตัวต่อตัว
คนเจ้าเล่ห์มีหรือจะหลงกล
เร่งรัดผลการต่อสู้แล้วส่ายหัว
เรื่องมึงสิที่ให้กูไปตัวตัว
สันดานชั่วอย่างมึงนี่สมควรตาย
ไม่พูดเปล่ากระซิบบอกเล่าเก้าสิบ
เวทกะพริบจงลงมือมิให้สาย
แล้วด่ากราดอีกชุดว่าไอ้ควาย
สมใจหมายพวกโจรร้องลั่นระงม
แม้ว่าวิฬาร์จะเพิ่งหัดจับหอกได้ไม่กี่วันแต่ด้วยฝีมือหอกขั้นพื้นฐานที่ฝึกมาจากฤๅษีคทานนอย่างเข้มข้นรวมถึงสายตาของผู้เล่นระดับสูงในช่วงเบต้าเทสต์ที่สั่งสมประสบการณ์ผ่านคมดาบอาบน้ำเลือดมาก็เพียงพอจะช่วยให้เขาดึงสถานการณ์กลับมาให้ได้เปรียบได้อย่างช้าๆ
จนในที่สุดก็ฆ่าพวกโจรได้จนหมด
..………………
ราวๆสองวันเศษ ในที่สุดเขาก็ฝ่าลมหนาวพร้อมเกล็ดหิมะและป่าสนขึ้นมาจนถึงไตรเหมันต์เมืองเริ่มต้นที่หนาวที่สุดจากเมืองทั้งแปดแห่ง
หลังจากแยกทางกับพวกพ่อค้าไปเขาก็เดินสำรวจเมืองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออฟไลน์ออกไปติดต่อเพื่อนจากโลกข้างนอกว่าตอนนี้เขามาถึงไตรเหมันต์เป็นที่เรียบร้อย
………………..
พาราฟิน:เชี้ยยย!!! มึงจะมาถึงเร็วไปไหนเนี่ย
ตัวอักษรประโยคหนึ่งลอยเด้งขึ้นมาในหน้าต่างแชทของมือถือแทบจะวินาทีเดียวกันที่เขาพิมพ์ลงไปในกลุ่มหลังจากออฟไลน์ออกไปว่ามาถึงไตรเหมันต์แล้ว
กิระ : มึงโคตรมหัศจรรย์เลย เกินความคาดหมายตลอดดด
อีกคนบ่นอุบอิบคล้ายกับอิจฉาปนดีใจแม้ว่าคำพูดจะค่อนข้างหยาบกร้าน แต่ก็แสดงออกถึงความสนิทสนมไม่น้อย
เดิมที่พวกเพื่อนๆ เขาคาดว่า อย่างน้อยวิฬาร์ควรจะใช้เวลาสักเดือนสองเดือนในการเพิ่มระดับแล้วเดินทางมาที่ไตรเหมันต์แต่เหมือนว่าไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็มักจะมีเรื่องมหัศจรรย์มาให้ว้าวอยู่เสมอ
นี่ยังไม่รวมเรื่องที่ว่าเขาได้ร่างอวตารของทศกัณฐ์มาครอบครองแล้วด้วย
ไม่รู้ว่าถ้าพวกมันรู้เรื่องนี้ขึ้นมาจะทำหน้าตาพิลึกได้แบบไหน
…แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว
หลังจากทักทายกันอีกนิดหน่อยเพื่อนๆ ทั้งกลุ่มที่กระจายอยู่คนละที่ละทางของดิ เอจ ออฟ อโพคาลิปส์ก็รู้แล้วว่าเขากำลังจะไปถึงไตรเหมันต์แต่ละคนก็มีตื่นเต้นมากบ้างน้อยบ้างที่วิฬาร์เดินทางมาถึงได้รวดเร็วขนาดนี้จากสุริยาวลัยแต่โดยรวมแล้วทั้งหมดก็ดีใจที่ได้เจอเพื่อนครบทีมในที่สุด
....................
เขาเดินเข้าเมืองแล้วเลี้ยวเข้าไปตามเส้นทางที่เพื่อนบอกเอาไว้ที่นอกเกมก่อนจะมาถึงอาคารสามชั้นหลังหนึ่งที่ถูกหิมะคลุมอยู่เบาบาง มันตกแต่งอย่างพอเหมาะไม่มากไป ไม่น้อยไป ให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรงแถมยังแฝงกลิ่นอายของความองอาจอยู่ไม่น้อย
แต่เป้าหมายของวิฬาร์ไม่ใช่ประตูใหญ่บานนี้เพราะตรงตรอกเล็กๆ ที่ถัดไปจากที่ทำการกิลด์อีกประมาณสี่หลังคาเรือน มีผู้เล่นที่สวมผ้าคลุมหน้าสีมอซอดูสกปรกคนหนึ่งยืนเปิดหน้าต่างระบบอ่านอะไรอยู่อย่างเลื่อนลอยเขามองซ้ายมองขวาก่อนจะเดินตรงเข้าไปหา และเมื่อได้ยินคำกระซิบแผ่วเบาด้วยเสียงคุ้นหูทั้งคู่จึงเบี่ยงหลบเข้าตรอกเล็กๆ นั้นไปด้วยกัน
เดินลดเลี้ยวไปอีกไม่กี่ครั้งก็มาถึงบริเวณกลางตรอก อีกฝ่ายมองหน้ามองหลังอย่างหวาดระแวง ทั้งๆที่ในตรอกอึมครึมแห่งนี้ คนที่น่าจะอันตรายที่สุดน่าจะเป็นมันมากกว่า ก่อนจะเคาะที่ผนังว่างเปล่าตรงหน้าสามครั้งกำแพงเรียบก็เปิดออกเป็นแผงตัวเลขขนาดเล็กเจ้าตัวกรอกเลขลงไปสิบตัวมันก็เปิดออกอย่างง่ายดาย ตัวมันจึงบุ้ยปากเป็นเชิงให้เขาเปิดประตูเข้าไป
วิฬาร์ยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะทำตามอย่างว่าง่าย
“เห้อลำบากลำบนจริง” ทันทีที่ปิดประตูลง ทั้งคู่ก็โผล่มาอยู่ในห้องเก็บของรกๆ มืดๆห้องหนึ่ง
พาราฟินเลิกผ้าคลุมออกเผยให้เห็นผมสั้นสีดำที่รับกับรูปหน้าคมเข้มและหนวดเคราเล็กน้อยดวงตาสีดำข้างจมูกโด่งเป็นสันบอกให้รู้ว่าคงจะมีเชื้อชาติแขกขาวก็ยิ่งขับให้โครงหน้าดูคมยิ่งขึ้นมันสวมใส่ชุดนักเวทแบบสั้นสีฟ้าครามที่ดูทะมัดทะแมง เข้ากับรูปร่างใหญ่โตราวนักมวยปล้ำที่สูงเกือบสองเมตรบนไหล่ซ้ายมีเกราะโลหะชิ้นเบ้อเร่อเกาะตัวอยู่ มันพูดบ่นงึมงำตามประสาไปเรื่อยก่อนจะชนหมัดกับวิฬาร์อย่างคุ้นเคย
เขาเผยรอยยิ้มอย่างดีใจเมื่อเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานแม้ว่าจะมีการอัปเดตข่าวสารต่างๆ กันอยู่เสมอ แต่ยังไงการได้เจอตัวเป็นๆก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
“ไหนเล่ามาดิ๊ ว่าไปไงมาไง ถึงมาโผล่ที่ไตรเหมันต์ได้เร็วขนาดนี้เนี่ย” เจ้าของผมสั้นหันซ้ายหันขวาก่อนจะเจอกองวัสดุอะไรซักอย่างที่สุมกันอยู่มุมห้องหน้าตาเหมาะเหม็งมันปัดฝุ่นเล็กน้อยแล้วนั่งแหมะลงไปท่าทางพร้อมจะฟังเรื่องเล่ามหากาพย์การผจญภัยของวิฬาร์อยู่ตรงนี้ และตอนนี้
“ตลกละไม่ไปหาที่นั่งดีๆ ที่เหมาะกว่าห้องนี้สักหน่อยเรอะ!” เขาพูดปนขำจนพาราฟินสะอึกขึ้นมาก่อนที่จะรู้ตัวว่าควรหาที่ที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ในการนั่งคุยกัน
ไม่อย่างนั้นเขาทั้งสองคนคงไม่ทำท่าลับๆล่อๆ เดินเข้าทางประตูหลังของกิลด์ที่มีน้อยคนนักจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่แรก
“เออลืม มาๆ ตามมา”
พาราฟินพาเขาย่องออกจากห้องเก็บของลัดเลาะไปตามทางพลางหลบหลีกสมาชิกคนอื่นของกิลด์เป็นระยะๆจนมาถึงห้องประชุมย่อยห้องหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมา
ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องก่อนจะล๊อคประตูมองหาเก้าอี้ว่างและนั่งลง
“เอาละ…”ไอ้หนุ่มหัวเกรียนเปิดหน้าต่างระบบ พิมพ์ข้อความก๊อกแก๊กๆ พร้อมกับทิ้งคำพูดค้างเติ่งเอาไว้
วาบบบ
เส้นสายทอประกายวิบวับหกเส้นรวมตัวกันตรงหน้าวิฬาร์จนตาพร่าก่อนที่มันจะทวีความเข้มข้นขึ้น แล้วแตกละเอียดออกมาเป็นละอองแสงเบาบางราวสะเก็ดไฟเผยให้เห็นร่างสูงเล็กใหญ่ผอมเบื้องหลัง
“…ยินดีต้อนรับกลับกิลด์ของเรา…”
“…อนันตนาคราช”
วิฬาร์อ้าปากค้างเมื่อเห็นเพื่อนอีกหกคนที่ควรจะกระจายกันอยู่คนละมุมโลกมาอยู่ตรงหน้า
เพื่อนทั้งเจ็ดคนหัวเราะกันอย่างเฮฮาเมื่อเห็นสีหน้าสุดเหวอของวิฬาร์ก่อนจะกระโดดเข้ามาล้อมวงถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ บ้างกอด บ้างขยี้หัวอย่างเมามัน
เดิมที่วิฬาร์นึกว่าอย่างมากก็แค่เจอกับพาราฟินคุยอะไรอัปเดตเรื่องราวกันนิดหน่อย แล้วก็เพิ่มเพื่อนลงในหน้าต่างระบบจากนั้นวันหลังค่อยหาเวลาไปเจอกับคนอื่นๆ เอา แต่วินาทีนี้เมื่อได้เห็นเพื่อนทั้งเจ็ดคนกลับมาพร้อมหน้าอีกครั้งก็ทำเอาหัวใจของวิฬาร์ล้นทะลักและเอ่อท่วมไปด้วยความปีติยินดี
เหตุการณ์ในห้องประชุมเล็กๆนี้ดำเนินไปอย่างชื่นมื่น ภายใต้วันธรรมดาที่แสนจะธรรมดาวันหนึ่งโดยที่ไม่มีลูกกิลด์อนันตนาคราชหรือผู้เล่นคนไหนรู้เลยว่า ณ ที่แห่งนี้ได้ชุมนุมไปด้วยกลุ่มผู้เล่นที่ได้ชื่อว่าร้ายกาจที่สุดกลุ่มหนึ่งของดิ เอจ ออฟอโพคาลิปส์
เจ็ดเศียรแห่งอนันตนาคราช
………………..
อนันตนาคราชนับเป็นหนึ่งในสี่กิลด์ใหญ่ของดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์ และเป็นกิลด์แห่งทหารรับจ้างอันดับหนึ่งของเกม
ด้วยการบริหารงานจากเจ็ดเศียรที่แบ่งกันดูแลแต่ละฝ่ายของกิลด์อย่างมีระบบก็ทำให้อสูรตัวนี้ผงาดขึ้นมาเป็นกิลด์ยักษ์ของเกมได้ทัดเทียมกับคู่แข่งคนอื่นตั้งแต่ช่วงต้นๆของเกม
ในกิลด์มีระบบบริหารงานที่แบ่งงานรับจ้างจากผู้เล่นต่างๆภายในเกม ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองการขนส่งสินค้าระหว่างเมือง การช่วยทำภารกิจข่าวสาร การลอบสังหาร ไอเทม หรือสินค้าหายาก ถ้าหากคุณมีเงินอนันตนาคราชก็จัดหามาให้ได้ทั้งสิ้น
และด้วยอัตราความสำเร็จที่สูงลิบลิ่วเกินหน้าเกินตาคู่แข่งกลุ่มอื่นก็ทำให้อนันตนาคราชเป็นกิลด์ที่ได้รับความนิยมสูงอยู่เสมอแม้ว่าจะถูกบ่นหรือค่อนขอดเรื่องราคาค่าจ้างที่แพงกว่าคู่แข่งอยู่เนืองๆแต่ไม่ว่าภารกิจใด ถ้าถึงมืออนันตนาคราชแล้วละก็ พวกเขาจะทำจนสุดฝีมือ
เพราะนั่นคือเกียรติของอนันตนาคราช!
แม้ว่าเบื้องหน้าที่ผู้เล่นทุกคนได้เห็นจะมีผู้บริหารเพียงเจ็ดคนทว่าความจริงแล้วอนันตนาคราชมีผู้บริหารลับอีกคนที่ทำหน้าที่อยู่ในโลกความจริงมาตั้งแต่เกมเปิดตัววางจำหน่าย
และคนคนนั้นก็คือวิฬาร์
เศียรที่แปดที่ยังไม่เคยปรากฏตัวในเกม!
………………..
“นายมาไงไปไงถึงมาถึงนี่ได้เร็วขนาดนี้เนี่ย” สาวน้อยในชุดนักเวทยาวสีน้ำเงินเข้มที่มีลายคลื่นดูรุ่มร่ามเอ่ยถามเสียงใสทว่าคาดคั้นนัยน์ตากลมบนวงหน้าอ่อนหวานราวตุ๊กตาเคลือบจับจ้องมาที่วิฬาร์ด้วยความสงสัย หากไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเธอมาก่อนก็คงไม่มีใครเชื่อว่าเธอคือหนึ่งในจอมเวทสายธาตุเวทและดาราเวทที่โด่งดังที่สุดในเกมอย่าง มณีเมขลาไซออน
แต่อย่าดูถูกเพราะรูปร่างภายนอกของเธอเชียวแม้ว่ารูปร่างบอบบางคล้ายตุ๊กตา ประกอบกับส่วนสูงไม่ถึงร้อยหกสิบที่ทำให้ดูคล้ายว่าเธอจะต้องการคนปกป้องดูแลอยู่ตลอดเวลาทว่าความจริงแล้วเธอนี่แหละ ที่เคยร่ายมหาเวทบทหนึ่ง ถล่มเมืองชายฝั่งจนราบเป็นหน้ากลองฆ่าผู้เล่นเป็นพันมาแล้วในครั้งเดียว
“นั่งสิเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”
วิฬาร์ยิ้มแล้วเดินไปหาเก้าอี้นั่งเตรียมเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาทีละประโยคต่อประโยคโดยแอบซ่อนสีหน้ากรุ้มกริ่มไว้ภายในรอดูความอึ้งทึ่งของแต่ละคนที่จะได้เห็นตอนที่เขาเล่าถึงช่วงที่ได้ร่างอวตารทศกัณฐ์มา
ส่วนเพื่อนทั้งเจ็ดก็หาที่นั่งล้อมวงอยู่รอบๆโต๊ะประชุม บ้างก็นั่งเท้าคาง บ้างก็หยิบของกินที่พกติดตัวขึ้นมาแกะออกบ้างก็นั่งหาวตาปรือแต่ทั้งหมดก็นั่งใจจดใจจ่อรอฟังการผจญภัยปริศนาของเพื่อนตรงหน้า
เริ่มตั้งแต่ตอนโชว์พาวในลานฝึกเวทมนตร์ที่ทำเอาเพื่อนหมั่นไส้กันใหญ่
และตอนที่ปฏิเสธแมวมองจากดาร์คฮอไรซอนไป ทำเอาพาราฟินหัวเราะคิกคัก
หรือตอนที่ลงดันเจี้ยนแล้วเจอกับพวกหน้าใหม่อย่างคมวายุกิระที่นั่งหมุนปากกาในมือเล่นอยู่ก็ผสมโรงช่วยโวยวายคล้ายไปอยู่ในสถานการณ์นั้นเอง มุมปากกว้างกระดกขึ้นอย่างย่ามใจส่งผลให้ใบหน้าสีเข้มยิ่งทวีความน่ากลัวขึ้น แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้คิดอะไรมากหรอกเพียงแค่ผสมโรงเอามันเท่านั้น ไม่เห็นหรอว่านั่นเอาปลายปากกาขึ้นไปเกาผมหยิกๆของตัวเองดังแกรกราก ไม่เข้ากับคำพูดดุดันที่ออกมาจากปากคนหน้าเหี้ยมเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งเขาร่วงลงไปในหลุมปริศนาหาทางออกไม่เจอ ได้แต่วิ่งไปวิ่งมาฝ่าด่านแล้วด่านเล่า จนมาถึงบททดสอบสุดท้ายก่อนเดินเข้าประตูไป ทรินิตี้ที่นั่งอยู่เยื้องกันก็เดาอย่างมั่นใจว่าพลังร่างอวตารที่เขาจะได้มาต้องเป็นสายยักษ์อย่างแน่นอน
และมาถึงจุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมด
วินาทีที่วิฬาร์สวมหัวโขนของทศกัณฐ์ลงไป