ในงานเลี้ยงมีขุนนางและแเื่คนสำคัญมานั่งรออยู่ที่โต๊ะ เป็โต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กแบบนั่งพื้น วางเรียงต่อๆกันเว้นระยะห่างกันเพียงเล็กน้อย ด้านในสุดเป็พื้นยกสูงขึ้นเล็กนัอย มีโต๊ะตั้งวางแบบเดียวกันหนึ่งตัวแต่มีขนาดใหญ่กว่า เป็สีทองลวดลายสวยงามอลังการกว่าโต๊ะตัวอื่น ซึ่งคาดเดาได้ว่าเป็โต๊ะสำหรับฮ่องเต้และฮองเฮา
ขันทีเดินนำฉันไปนั่งที่โต๊ะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลโต๊ะของฮ่องเต้มากนัก ถัดมาเป็โต๊ะของพี่ชายทั้งสี่เรียงตามลำดับ และโต๊ะขุนนางและแขกอื่นๆ ส่วนฝั่งตรงข้ามใกล้กันกับโต๊ะของฮ่องเต้ มีโต๊ะสีทองขนาดใหญ่อีกหนึ่งตัวตั้งวางอยู่ คงเป็โต๊ะของท่านอ๋องและพระชายา
เหล่านางกำนัลเดินถือเหล้าและอาหารจานเล็กเป็ของแกล้มเหล้า เข้ามาวางบนโต๊ะให้ขุนนางและแขกคนสำคัญกินระหว่างรอฮ่องเต้เสด็จ สักพักท่านอ๋องกับพระชายาก็เสด็จมานั่งที่โต๊ะ และตามหลังมาด้วยหมอหลวงหวังนั่งอยู่โต๊ะถัดไป
ท่านอ๋องมองจ้องฉันจนรู้สึกอึดอัด ฉันจึงเอี้ยวตัวไปพูดคุยกับเสวี๋ยฉี เื่ที่ฉันอยากไปหาซื้อตำราไว้อ่านที่เรือนในป่าอัคคี ซึ่งขณะนั้นนางกำนัลกำลังรินเหล้าให้ฉันกับเสวี๋ยฉี แต่คืนนี้ฉันไม่อยากดื่มเหล้าจึงบอกนางกำนัลว่าขอเปลี่ยนเป็น้ำชา นางกำนัลรับคำขอ แต่สายตาหันไปมองเสวี๋ยฉีตลอดเวลาแล้วอมยิ้ม บ่งบอกว่าชอบและสนใจเสวี๋ยฉีไม่น้อย
เมื่อนางกำนัลลุกเดินออกไปเอาน้ำชา พระชายาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็เดินเข้ามานั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะเสวี๋ยฉีในมือถือจอกเหล้า พระชายานั่งลงด้วยท่าทางเอียงอายเพียงเล็กน้อย แต่สายตาผิดแผกแตกต่างจากที่มองฉันเมื่อตอนเช้า แล้วพระชายาก็ถามเสวี๋ยฉีว่า
พระชายา : ท่านเป็พี่ชายของหมอหญิงไป๋อันฉีรึ?
เสวี๋ยฉี : ใช่แล้ว พระชายานอกจากจะมีใบหน้าที่งดงามแล้วยังเป็หญิงฉลาด
พระชายา : เมื่อคืนวานในวังมีเื่ยุ่งๆ จึงต้องขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาพูดคุย ตอนนี้มีโอกาสจึงขอดื่มให้ท่านไป๋ เชิญ
เสวี๋ยฉี : ข้าช่างโชคดีเสียจริงที่มีโอกาสได้ดื่มเหล้ากับหญิงงามเช่นพระชายา และหวังว่าจะมีโอกาสได้นั่งดื่มเหล้ากับพระชายาอีก
พระชายาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ส่งยิ้มและสายตาแปลกๆให้เสวี๋ยฉี สงสัยพระชายาจะหลงเสน่ห์เสวี๋ยฉีเข้าให้แล้ว ฉันจึงแอบชำเลืองมองไปที่ท่านอ๋องจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ท่านอ๋องกลับมีท่าทางเฉยเมยไม่สนใจว่าพระชายากำลังทำอะไร
ฉันเองก็ไม่ได้ไปขัดคออะไรเสวี๋ยฉี เพราะรู้อยู่แล้วว่าแม้เสวี๋ยฉีจะไม่หว่านเสน่ห์ใส่ใคร ก็จะมีสาวๆมาหลงเสน่ห์เขาอยู่ดี ฉันจึงชำเลืองไปที่พี่ชายทั้งสามที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆกัน ก็เห็นพวกเขากำลังถูกสาวๆรุมอยู่รอบโต๊ะเช่นกัน ซึ่งไม่นานนักก็ได้ยินเสียงทหารร้องบอกทุกคนว่า"ฮ่องเต้กับฮองเฮาเสด็จ" พระชายาจึงรีบเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง แต่ยังส่งสายตาหวานๆให้เสวี๋ยฉี ฉันจึงส่งเสียงเตือนเสวี๋ยฉีเบาๆว่า
อันฉี : นั่นพระชายาน๊า! ระวังหน่อย!
เสวี๋ยฉี : พระชายาเดินเข้ามาหาข้าเอง ข้ามิได้ลุกเดินไปหานางสักหน่อย เ้าหึงหวงข้ารึ? หุหุ
อันฉี : หึ! ไม่ได้หึงซะหน่อย! แต่ท่านอย่าอ่อยเก่งนัก!
ฮ่องเต้และฮองเฮาเดินไปนั่งที่โต๊ะ หมอหลวงหวังจึงกล่าวรายงานฮ่องเต้ ถึงอาการป่วยของท่านอ๋องต่อหน้าพระพักตร์ ว่าท่านอ๋องหายประชวรดีแล้ว จากนั้นเหล่าขุนนางและแขกต่างกล่าวอวยพรให้ท่านอ๋องมีสุขภาพแข็งแรง
จากนั้นเหล่านางกำนัลก็เริ่มยกอาหารชุดใหญ่เข้ามา อาทิ ปลาหิมะราดซีอิ๊ว แพะตุ๋น ขาห่านอบหม้อดิน เป็ดย่าง ไก่แช่เหล้า และอาหารอื่นๆเข้ามาวางตามโต๊ะของทุกคน จากนั้นก็มีนางรำเข้ามาร่ายรำให้ความบันเทิง
จนกระทั่งนางรำร่ายรำเสร็จ ฮ่องเต้จึงกล่าวกับทุกคนในงานว่า งานเลี้ยงวันนี้จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองที่ท่านอ๋องหายป่วย และแนะนำฉันกับทุกคนในงานว่าฉันเป็คนถวายการรักษาท่านอ๋อง ทุกคนต่างทำเสียงฮือฮาด้วยความประหลาดใจ
ฮ่องเต้จึงหันมาถามฉันว่าชอบของรางวัลที่ส่งมาให้หรือไม่ ฉันตอบฮ่องเต้ว่าชอบ แต่ขอรับของรางวัลแค่เงินและทองคำกับกำไลหยกเขียวคู่หนึ่ง และปิ่นปักผมหยกขาวอีกหนึ่งคู่เท่านั้น ส่วนของรางวัลอย่างอื่นขอส่งคืน
สร้างความประหลาดใจให้กับฮ่องเต้และทุกคนในงานเป็อย่างมาก จนฮ่องเต้เอ่ยถามขึ้นทันทีว่า ทำไมถึงเอาของรางวัลไปแค่นั้น หรือว่าฉัน้าสิ่งของอย่างอื่น ฉันรีบตอบทันทีว่า “เพคะ!” แล้วบอกว่า้าอีกสองอย่าง
จึงหันไปบอกหยงเป่า ให้พูดในสิ่งที่เขา้าอย่างแรกกับฮ่องเต้ คือ้าให้ฮ่องเต้ออกกฏคุ้มครองป่าอัคคีเป็ป่าต้องห้ามมนุษย์บุกรุกเข้าไปในป่า เพราะมีมนุษย์โลภมากลักลอบเข้าไปหาสมุนไพรและต้องตาย เพราะถูกสัตว์ปีศาจในป่าจับกิน
ฉันจึงพูดเสริมขึ้นอีกว่าสมุนไพรในป่าอัคคีล้วนมีพิษ ถ้ามนุษย์นำออกมาใช้หรือกินก็จะได้รับพิษมากกว่าจะเป็สมุนไพรรักษาคน ซึ่งรวมถึงผลอัคคีที่ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าสามารถรักษาโรคได้ และพยายามตามหากันซึ่งมันเป็ผลไม้พิษมนุษย์กินไม่ได้
ฮ่องเต้จึงตอบกลับว่าปกติแล้วป่าปีศาจนั่น ก็เป็ป่าต้องห้ามอยู่แล้ว ประชาชนส่วนใหญ่รู้กันดีและไม่มีใครอยากเข้าไป เพราะรู้ว่าที่นั่นเป็สถานที่อันตราย มีแต่คนโลภมากเท่านั้นที่ลักลอบเข้าไป แต่ถ้าคนโลภพวกนั้นถูกสัตว์ปีศาจฆ่าตายก็ถือว่าเป็บทลงโทษที่สมควรแล้ว
แต่ฮ่องเต้จะออกกฏคุ้มครองอย่างจริงจังให้ป่าอัคคีเป็เขตป่าต้องห้าม และจะส่งทหารยามไปเดินตรวจตราบริเวณชายป่าด้านนอกให้ จึงเป็ที่พอใจของหยงเป่าที่ฮ่องเต้ออกปากรับคำ แล้วฮ่องเต้ก็ถามถึงความ้าข้อสอง ฉันจึงบอกว่าจะขออยู่เรียนรู้วิชาแพทย์เพิ่มเติมกับหมอหวังสักสามวัน
ฮ่องเต้ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง พร้อมกับกล่าวว่าฉันเป็หมอเทวดาสามารถรักษาอาการป่วยของท่านอ๋องได้ ในขณะที่หมอเก่งๆหลายคนยังจนปัญญา ฉันยังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอะไรอีก ฉันจึงตอบไปตามความจริงว่า อยากเรียนรู้วิชาการแพทย์ทั่วไปของมนุษย์
ฮ่องเต้จึงตอบตกลงทันทีและแต่งตั้งให้ฉันเป็หมอหลวง ประจำตำหนักหลวงร่วมกันกับหมอหวัง ทำหน้าที่ดูแลรักษาอาการป่วยของเหล่าราชวงศ์ในพระราชวัง ฉันจึงรีบปฏิเสธขึ้นทันทีว่า มิได้้าทำงานประจำในวังหลวง แต่้าแค่ขอเรียนรู้วิชาแพทย์กับหมอหวังเท่านั้น
เพราะฉันอยากเป็หมอรักษาชาวบ้านทั่วไปมากกว่า อีกทั้งยังทำตามความ้าของนกไฟสีแดงในฝัน ที่้าให้ฉันช่วยเหลืุ์ ซึ่งฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องทำตามที่นกไฟในฝันพูดด้วย จึงขอกับฮ่องเต้ว่าจะขอเป็แค่หมอฝึกหัดก็พอ
ซึ่งฮ่องเต้เองก็ไม่ได้บังคับอะไร คงเพราะรู้ว่าอำนาจของฮ่องเต้ไม่สามารถบังคับใช้ได้กับปีศาจในป่าอัคคี โดยเฉพาะกับพี่ชายทั้งสี่ที่ไม่ยอมก้มหัวให้มนุษย์ จึงทำแค่ถอนหายใจเสียดายเท่านั้น แล้วฮ่องเต้ก็ประกาศแต่งตั้งให้ฉันเป็หมอหลวงฝึกหัดตามที่ขอ
และสั่งให้ทุกคนปฏิบัติตัวต่อฉันเทียบเท่าหมอหลวง และอนุญาตให้ฉันกับพี่ชายทั้งสี่สามารถพักอยู่ที่ตำหนักเหลียนฮวานานเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งฉันเองยังแปลกใจว่าทำไมฮ่องเต้จึงไว้ใจฉันมากขนาดนี้ ทั้งๆที่ทุกคนในวังหรือแม้แต่ตัวของฮ่องเต้เอง ก็มองว่าฉันเป็ปีศาจจากป่าอัคคี แต่ทุกคนที่อยู่ในงานเลี้ยงไม่มีใครกล้าขัดฮ่องเต้ พร้อมกล่าวรับทราบคำสั่งพร้อมเพรียงกันทุกคน
ฉันจึงเดาเอาว่าบางทีพวกเขา อาจจะยอมรับที่ฉันช่วยให้ท่านอ๋องรอดตายจากพิษเกล็ดเยือกแข็ง และคงอยากผูกมิตรเพื่อหวังจะเรียกใช้งานฉันอีกเป็แน่ ฮ่องเต้คงจะกังวลว่าปีศาจเยือกแข็งจะย้อนกลับมาโจมตีเมืองหลวนเซียนอีกครั้ง
งานเลี้ยงดำเนินไปได้สักพักใหญ่ๆท่านอ๋องจึงกล่าวต่อฮ่องเต้ว่า ขอตัวไปพักผ่อนเพราะเพิ่งฟื้นไข้ แล้วเดินออกไปจากงานเลี้ยงโดยมีจิ้นฝานองครักษ์เดินตามออกไปด้วย แล้วทิ้งพระชายาที่กำลังนั่งดื่มส่งสายตาหวานให้เสวี๋ยฉี ฉันจึงลุกเดินตามท่านอ๋องออกไปเงียบๆ
และท่านอ๋องดูเหมือนจะรู้ว่าฉันแอบเดินตามหลังเขาไป เขาจึงพูดขึ้นในขณะที่เดินไปตามทางแสงสลัวๆว่า ”ไม่ต้องแอบ เ้ามีอะไรก็พูดมา” ฉันจึงรีบเดินเข้าไปหาท่านอ๋อง แล้วถามเื่เกี่ยวกับปีศาจเยือกแข็ง
ท่านอ๋องจึงบอกว่าจะเล่าให้ฟังเมื่อถึงตำหนัก จนกระทั่งเราเดินมาถึงตำหนัก ท่านอ๋องก็เชิญฉันให้นั่งลงดื่มน้ำชาที่โต๊ะ แล้วเล่าให้ฟังโดยง่ายว่า ปีศาจเยือกแข็งมาจากดินแดนรกร้างที่เส้นสุดขอบฟ้า รูปร่างผอมแห้ง ผิวขาวซีด แต่มีพละกำลังมาก
ปีศาจเยือกแข็งและพวกสุนัขมาบุกทำลายสุสานของราชวงศ์ แต่ไม่ได้เอาอะไรในสุสานไป เพราะของที่ปีศาจเยือกแข็ง้าคือตาข่ายพันธการฟ้า ซึ่งเป็สมบัติของแผ่นดิน ฉันจึงถามต่ออีกว่าตาข่ายพันธการฟ้ามีไว้ทำอะไร ทำไมปีศาจเยือกแข็งจึง้านัก
ท่านอ๋องตอบว่าตาข่ายพันธการฟ้า เป็ของวิเศษในยุคาใช้สำหรับจับนกเทพอัคคี์ แต่ทั้งตาข่ายและทั้งนกเทพอัคคี์นั้น หายสาบสูญไปั้แ่ยุคาแล้ว และไม่รู้ว่าหายสาบสูญไปอยู่ที่ใด อีกทั้งท่านอ๋องก็ไม่รู้ว่าปีศาจเยือกแข็งทำไมจึง้าค้นหาตาข่ายพันธการฟ้า
ซึ่งท่านอ๋องเองก็ยืนยันว่าเขาไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของปีศาจเยือกแข็ง ว่าทำไมจึงตามหาของที่หายสาบสูญไปนับพันปี นอกเสียจากว่าปีศาจเยือกแข็งจะเจอนกเทพอัคคี์แล้ว และ้าจับตัวเพราะมีเพียงตาข่ายพันธการฟ้าเท่านั้น ที่สามารถใช้ครอบจับนกเทพอัคคี์ได้
ฉันจึงถามท่านอ๋องให้แน่ใจอีกครั้งว่า นกเทพอัคคี์ที่ท่านอ๋องพูดถึงมีลักษณะเป็เช่นไร ท่านอ๋องตอบว่าเป็นกสีแดงสยายปีกเป็เปลวเพลิง และเคยเป็นกเทพที่ช่วยปกปักรักษาโรคภัยให้เมืองหลวนเซียนมีความอุดมสมบูรณ์
แต่ฮ่องเต้ในยุคา กระทำผิดต่อนกเทพอัคคี์ จึงบินหายลับไปในท้องฟ้ากลับคืนสู่์ และไม่กลับคืนมาที่โลกมนุษย์อีกเลยั้แ่ครั้งนั้น ฉันฟังและคิดในใจว่าบางทีนกเพลิงที่ฉันฝันเห็นบ่อยๆ น่าจะเป็นกเทพอัคคี์ที่พยายามมาสื่อสารกับฉันแน่ๆ
และที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือ ทุกครั้งที่นกตัวนั้นมาเข้าฝัน และบอกให้ฉันทำโน่นนี่ ฉันกลับเชื่อและพยายามจะทำตามที่นกตัวนั้นบอกซะด้วยสิ จากนั้นฉันจึงกล่าวลาท่านอ๋อง เพราะทั้งเื่ปีศาจเยือกแข็ง เื่ตาข่ายพันธการฟ้า และแม้กระทั่งเื่นกอัคคียังคงเป็ปริศนา ถ้าจะพยายามหาคำตอบตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปถามใครต่อแล้ว
ฉันจึงลุกขึ้นจะเดินออกจากตำหนัก แต่ถูกท่านอ๋องคว้าจับแขนเอาไว้ พร้อมกับพูดว่า ให้ฉันอยู่ดื่มเหล้าเป็เพื่อนเขาสักครู่ ฉันเห็นแววตาและน้ำเสียงของท่านอ๋องที่ฟังแล้วเหมือนคนใจเหงา จึงคิดว่าจะอยู่นั่งดื่มเหล้ากับท่านอ๋องสักประเดี๋ยวแล้วค่อยขอตัวกลับ
ฉันดื่มเหล้าไปเพียงไม่กี่จอกก็เริ่มรู้สึกมึนเมาเพราะเหล้ามีรสแรง จากที่นั่งดื่มแบบเกร็งๆก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายมีเสียงหัวเราะจากการพูดคุยกัน อีกทั้งท่านอ๋องก็เริ่มขยับตัวเข้ามานั่งเบียดใกล้ชิด และเริ่มแตะตัวััฉันใกล้ชิดขึ้น
ฉันจึงเริ่มรู้สึกตัวว่าเราเริ่มจะใกล้ชิดกันเกินไป จึงเอ่ยขอตัวกลับและกำลังจะลุกขึ้น แต่ท่านอ๋องคว้าโอบเอวฉันไว้ให้ไปนั่งบนตัก แล้วท่านอ๋องก็จับหน้าฉันหันไปจูบจนตั้งตัวไม่ทัน แม้จะรู้สึกใที่ถูกท่านอ๋องคว้ากอดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แต่เพราะดื่มเหล้าเข้าไปจนมึนเมา ทำให้มีอารมณ์วูบวาบหวั่นไหวอยู่เหมือนกัน
แต่ในใจก็คิดถึงคำขู่ของเสวี๋ยฉี ถ้าเขารู้ขึ้นมาว่าฉันแอบนอกลู่นอกทางกับท่านอ๋อง ความวายป่วงคงมาเยือนแน่จึงผลักตัวท่านอ๋องออก แต่ท่านอ๋องไม่ยอมปล่อย กลับอุ้มฉันไปวางนอนเตียง สอดขาเข้าใต้หว่างขาฉันให้แยกออกกว้าง และจะเปลี้ยงถอดเสื้อผ้า
ฉันจึงกางกงเล็บเสือดำอาวุธที่ได้รับจากพลังิญญาของหยงเป่า จิ้มปลายเล็บแหลมคมจ่ออยู่ที่คอหอยของท่านอ๋องทำให้เขาใหยุดชะงัก ฉันจึงพูดเสียงเข้มว่า “ถ้าท่านอ๋องไม่หยุดท่านตายแน่!!” ท่านอ๋องจึงพูดขอให้ฉันอยู่กับเขา และจะแต่งตั้งฉันให้เป็สนมเอกคอยอยู่เคียงข้างเขา แต่ถ้าฉันไม่้ายศตำแหน่ง จะลงมือฆ่าเขาตอนนี้เลยก็ได้ เขาจะได้หลุดพ้นจากคุกแห่งนี้เสียที พร้อมกับทำสีหน้าเบื่อโลกเบื่อชีวิตเหมือนคนไม่มีความสุข
ท่านอ๋องจึงหลับตาเงยหน้าเตรียมพร้อมถูกเชือดคอ ฉันจึงลุกขึ้นแล้วผลักท่านอ๋องออกจากการถูกนั่งคร่อมทับตัว ตอบท่านอ๋องด้วยน้ำเสียงจริงจังโดยไม่สนใจในคำพูดของท่านอ๋องว่าเขามีปัญหาอะไรในชีวิต เพราะตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า อยากกลับไปหาเสวี๋ยฉี
จึงพูดตอบท่านอ๋องไปว่า “ข้าไม่เอาตำแหน่งสนมเอกหรืออะไรทั้งนั้น! ต่อไปท่านอย่าแตะต้องข้าอีก เพราะกงเล็บเสีอดำของข้าแหลมคมมิใช่กงเล็บของเด็กเล่น!” พร้อมกับรีบลุกขึ้นจากเตียง รีบเดินออกจากตำหนักทันที