บทที่๘ไม่เข้าถ้ำเสือ ไม่ได้ลูกเสือ
ราชกิจอันกองอยู่หนาแน่นบนโต๊ะทรงอักษรนั้น ทำให้ไท่จื่อจูหยางเหยี่ยนนั้นต้องขมวดคิ้วมุ่น เมื่อทรงเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นตั้งแต่ตอนอภิเษกจนถึงตอนนี้ ยังผลให้มีราชกิจสะสมรอคอยการสะสางอย่างแน่นเอี๊ยด มากงานก็มากเรื่องแล้ว ไม่ทันไรเสียงขานว่าใครมาเยือนตรงหน้าห้องจากจางไป๋หูยิ่งทำให้ทรงหงุดหงิด“พระชายารองสกุลจ้าว กับพระสนมพานเอ๋อร์พะย่ะค่ะ”พวกนางมิได้ทำผิดดอก แต่ผิดที่เวลาเสียต่างหาก เมื่อสองเจ้าเดินเข้ามาถวายคำนับ จึงได้รับแววตาเคืองขุ่นเย็นชาเป็นการตอบแทน“มีอะไร?” ตรัสถามเสียงเรียบ ตายังคงจ้องอยู่กับงาน“หมิงเย่วกับน้องพานเอ๋อร์มาช่วยกันรับใช้เจ้าค่ะ เห็นว่าท่านทรงงานตลอด มิได้แวะเวียนไปหาพวกเรา จึงได้มาเฝ้ารับใช้ตรงนี้เจ้าค่ะ” จ้าวหมิงเย่วเป็นผู้ตอบ“จะทำอะไรก็จักทำ” จูหยางเหยี่ยนมิได้ปฏิเสธน้ำใจ ทว่าเมื่อจ้าวหมิงเย่วคนดีมาช่วยฝนหมึก ก็ดูจะไม่ถูกใจคนใช้ พานเอ๋อร์นั้นเล่ายิ่งหนักกว่า ด้วยความที่นางมีดีที่ปากหวาน ทว่าผลไม้ที่สุกปลั่งเกินไปก็คงมิมีใครอยากเก็บ คำหวานไพเราะที่นางมีในตอนนี้ รังจะก่อให้เกิดความรำคาญเสียมากกว่า แต่ทั้งสองก็ยังคงพยายามเก็บอาการเช่นนี้เอาไว้ จนถึงจุดหนึ่งที่ทรงตรัสออกมาเอง“รับใช้พอแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด ที่เหลือให้ไป๋หูจัดการ”เป็นเจ้าองครักษ์หน้าตายนี่อีกแล้ว...ทั้งสองคล้ายจะมีความคิดเหมือนกันในชั่วขณะ แต่ก็ยอมถอยคำนับลาแต่โดยดี เพราะเมื่อมีด่านปราการเป็นจางไป๋หู เชื่อกันว่าไม่มีผู้ใดทำลายได้ เหนือกว่าหินผายังมียอดองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้เองพ้นเงาสองสตรีแล้ว จางไป๋หูจึงได้ยินถ้อยรับสั่ง “มากคนก็มากเรื่อง” ตามมา
เมื่อพ้นสองวันแห่งการลงโทษแล้ว เยี่ยซูจิ้นสั่งให้ฮัวชุนนำเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมให้ทันใด นางเลือกชุดสีเขียวลายทองขึ้นมาสวม ด้วยตั้งใจว่าคราออกชมสวนร่วมกับฮัวชุน อาภรณ์จะโดดเด่นตัดกับภาพดอกบ๊วยสีชมพูซึ่งกำลังบานอยู่ เป็นทัศนียภาพอันงดงามเหมาะแก่การร่ายกวีสำหรับผู้พบเห็น นางไม่ได้ตั้งใจให้ดอกไม้ชมดอก แต่เป็นคนผู้ซึ่งอาจจะเผลอเดินกินลมชมนกชมไม้ในอุทยานเดียวกันนี้ต่างหากนางคาดการณ์มิผิด ในอุทยานวังบูรพาแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยเหล่านางในพระสนมครบถ้วน พวกนางต่างพากันมาเดินชมดอกไม้ซึ่งสะพรั่งอยู่ในสวน จนบรรดาบ่าวไพร่ทหารนายกองต่างสงสัย ว่าระหว่างมาลีและนารี อันสิ่งใดเป็นผู้แต่งแต้มวังแห่งนี้ให้สวยงามราวภาพฝันพอสนมนางในเหล่านั้นมองเห็นนางผู้เป็นพระชายาเอก ก็รีบถวายคำนับพร้อมกล่าวเชื้อเชิญให้นางเข้าร่วมวง โดยมีจ้าวหมิงเย่วเป็นผู้ทำหน้าที่รับเชิญนางให้มาประทับรวมกัน ความอวบอิ่มของนางนั้นเมื่อคราวก้มลงเอนกายส่งจอกน้ำชาให้นาง เรือนร่างและทรวงอกนั้นกระเพื่อมจนดูคล้ายวงคลื่นของสายน้ำฉันใดฉันนั้น“พระชายาคงเหงาแย่ ทรงถูกลงโทษให้ต้องพำนักอยู่แต่ในห้อง วันนี้ให้พวกเรามอบความสนุกสนานแก่ท่านด้วยเถิด” พานเอ๋อร์กล่าว แต่เห็นอู๋ซวงที่ยกผีผาอันทาสหญิงนำมาส่งให้ พร้อมกรีดนิ้วบรรเลงบทเพลงอันแสนหวานอู๋ซวงคนงามร้องเพลงเกี่ยวกับหนุ่มสาวชาวนาต่างเกี้ยวพาราสีกันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ถ้อยคำหวานเรียงราย และดูจะหวานล้ำยิ่งกว่ามธุรสเมื่อมีนางเป็นผู้ขับขาน เยี่ยซูจิ้นเคยฟังเพลงบทนี้มาก่อนแล้ว แต่ไม่เคยได้ฟังฉบับที่ไพเราะได้เท่านี้ ช่างน่าอิจฉาองค์ไท่จื่อ พระสวามีของน้องสาวฝาแฝดนางเสียจริงที่ได้ครอบครองยอดนักดนตรีหญิงเช่นอู๋ซวง“ไพเราะเหลือเกิน น้องหญิง หากเป็นไปได้ก็อยากให้เจ้ามาขับขานกล่อมนอนเสียทุกคืน” นางเอ่ยชมด้วยความจริงใจ“ไท่จื่อเฟยชมข้าเกินไปเสียแล้ว อู๋ซวงมิอาจเอื้อม”“คนทำดีเช่นนี้ย่อมต้องได้รับของรางวัล” พระชายาผู้ดำริคิดได้ว่าตนเพิ่งได้รับของมีค่ามา ก็อยากจะแบ่งปันน้ำใจให้คนไว้ก่อน วันหน้าจะได้พึ่งพากันได้ เยี่ยซูจิ้นจึงได้ออกคำสั่ง “ฮัวชุน ให้คนไปเอาชุดชมพูดอกบ๊วยนั้นมาให้นาง”“เป็นพระกรุณายิ่งนักพระชายา อู๋ซวงไม่อยากรบกวนเลย” “โอ๊ย ไม่เดือดร้อนอะไรข้าหรอก เสื้อผ้านี้องค์รัชทายาทเพิ่งประทานมา ข้าเองมีมากอยู่แล้ว แบ่งไปสักตัว สองตัวจะเป็นไร” นางกล่าวโดยไม่มีความแอบแฝง ทว่าในเนื้อความเดียวกันนั้นกลับแตกต่างไปในความคิดของอีกสองนาง พานเอ๋อร์กับลูกพี่จ้าวหมิงเย่วเผลอสบตากันโดยมิได้นัดหมาย พระชายาถูกลงโทษตั้งสองวัน แทนที่จะทรงหมางเมิน กลับได้รับประทานเสื้อผ้าชุดใหม่เสียนี่ คงมีเพียงอู๋ซวงที่ยังคงเทียวโค้งเทียวคำนับพระชายาด้วยสำนึกในความการุณย์อยู่เพียงผู้เดียวภาพของพระชายาและพระสนมแสนงามนั้นไม่พ้นสายตาของไท่จื่อผู้ซึ่งลอบมองจากด้านในโถงใหญ่ของตำหนักหลัก จางไป๋หูส่งสายตามองตามหน้าที่ ทว่าเมื่อได้พบหน้าของเยี่ยซูจิ้น เขาก็อดคิดในใจมิได้ว่า...อีกเพียงสามวันนั้น เขาต้องเข้าห้องหอกับเจ้าสาวผู้มีหน้าตาแบบอย่างเดียวกัน“เจ้าคิดถึงคืนเข้าหอสินะ ไป๋หู เจ้านี่มันเสือร้าย!” จูหยางเหยี่ยนอมยิ้มให้กับความคิดสัปดนที่มองเห็นจากในแววตาสหายเพียงเล็กน้อย“ข้ามิได้คิดสกปรกกับพระชายานะพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยขออภัย” จางไป๋หูรีบทรุดตัวลงก้มศีรษะให้เจ้านาย“เฮ้ย ใครว่าเจ้าคิดสกปรกกับชายาข้าเล่า ช่วยมิได้ที่เมียเจ้ากับเมียข้าดันหน้าตาเหมือนกันนี่หว่า”“ข้าน้อยมิบังอาจ” “เอ้า ลุกเถอะ เกิดความคิดจะเข้าหอกับเมียเจ้าเป็นการหมิ่นเบื้องสูง เจ้าคงไม่ได้รับพระราชทานแต่งงานนี่หรอก ไร้สาระ” รัชทายาทหนุ่มพูดพลางสอดส่ายสายตามองไปทั่ว “ตรงนี้ก็มีเพียงเจ้ากับข้า อยากพูดอยากคิดอะไรก็แล้วแต่ใจเจ้าเถิด ข้าอนุญาต”“เช่นนั้นข้าน้อยขออนุญาตสอบถาม เมื่อพ้นบทลงโทษพระชายาแล้ว จะไม่ทรงแสดงน้ำใจต่อนางเสียหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ” จางไป๋หูกล่าว“หึ! ข้าก็ปราณีนางเท่าที่จะทำได้แล้ว แค่นางมีบุญได้ตบแต่งเป็นพระชายาเอกก็ถือว่ามีบุญพาวาสนาส่งเสริม ยังจะเหลืออะไรให้ข้าไปเวทนานางอีกล่ะ” ทรงแค่นเสียงตอบอย่างระอา ส่งผลให้จางไป๋หูคนติดตามทำได้แค่ลอบถอนลมหายใจ ด้วยไม่ทันทราบว่าแท้จริงแล้ว ทรงได้ปราณีพระชายาด้วยการตบแต่งของเรียกขวัญแก่นาง โดยไม่ทรงล่วงรู้ว่าในวันเดียวกัน นางก็ได้รับความเมตตาจากผู้ต่ำศักดิ์ด้วยเช่นกันตั้งใจเพียงละสายตาชั่วครู่ ก็ดันเผลอสบตาเข้าจนได้ ไท่จื่อเฟยซูเจี้ยน (หรือซูจิ้น) เมื่อหันมาพบดวงหน้าคุ้นเคยของพระสวามี นางก็รู้สึกอยากผายลมขึ้นมาในทันใด น่าเบื่อ น่าระอาเสียจริง หนำซ้ำคราวนี้ยังพกเจ้าองครักษ์หน้าตายจางไป๋หูมายืนเก็กเคียงข้าง ความหน่ายยิ่งมีเพิ่มทวีคูณ ตัวติดกันเยี่ยงนี้ ไฉนไม่ตบแต่งกันเสียเองเล่า จะได้ไม่ลำบากถึงพวกนางฝาแฝด“พระชายามองไปทางใดหรือเจ้าคะ?” ไม่ทันได้คำตอบ พานเอ๋อร์หันไปทางเดียวกัน พอเห็นว่าใครยืนมองอยู่ พวกนางทั้งหลายก็ขยับมาถวายบังคมกันแทบไม่ทัน คงมีแต่เพียงเยี่ยซูจิ้นซึ่งทำแบบขอไปทีเสียเท่านั้น“ลุกขึ้นเถอะ” ทรงตรัสบอกอย่างเรียบง่าย “ข้าแค่อยากเพลิดเพลินกับความงดงามของพวกเจ้า แม้แต่มาลียังต้องร่วงหล่นโรยรา ด้วยยอมพ่ายแก่ความงาม”เยี่ยซูจิ้นรู้สึกอยากจะหัวร่อ งดงามงั้นหรือ...เจ้าจิ้งจอกนี่ก็ดีแต่พูดไปเช่นนั้นเอง ก็คงเหมาะสมดีที่จะมีเมียอย่างพานเอ๋อร์สักคน ก็คงจะพอสมน้ำสมเนื้อกันได้ด้วยฝีปาก“ถวายบังคมพระชายา” จางไป๋หูพูดขึ้นบ้างขณะทำท่าถวายคำนับ “ไม่ต้องมากพิธี” นางเพียงสะบัดชายเสื้อบอกกล่าว “เจ้าไป๋หูของข้านี้กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน คิดว่าพระชายาคงทราบดีแล้วว่าเจ้าสาวผู้โชคดีคือใคร อยากจะถามเจ้าเสียหน่อยว่าของขวัญแบบใดที่พี่สาวเจ้าจะชื่นชอบ?” จูหยางเหยี่ยนเอ่ยถาม ชะช้าเข้าทางนางเสียแล้ว ก็ว่าที่เจ้าสาวในเกี้ยวแดงก็คือนางนี่แหละ และจะมีสิ่งใดที่นางนั้นชื่นชอบไปมากกว่า...“ขนมสิเจ้าค่ะ ให้หามือดีของเมืองหลวงปรุงขนมงานมงคลให้เลิศ ซูจิ้นไม่พึงพอใจสิ่งอื่นใดนอกจากนี้แล้วเจ้าค่ะ” “ถ้อยคำตอบประหนึ่งเจ้าตัวมาตอบเสียเอง” รัชทายาทเหยียดยิ้ม “ก็ต่างอยู่ในครรภ์มาประหนึ่งมนุษย์คนเดียวกันสินะ”ก็ใช่ข้ามาตอบเองนั่นซี...ซูจิ้นกระตุกคิ้วขณะเอ่ยในใจ แต่ทำเพียงนิ่งเฉยไม่ตอบโต้ เลียนแบบความสงบเสงี่ยมของซูเจี้ยน “งั้นเอาตามที่เจ้าว่า ไป๋หูเจ้าจงเอาความไปบอกขันทีมหาดเล็กให้เตรียมการเสีย” จูหยางเหยี่ยนตรัสสั่ง ครั้นเมื่อหันกลับมาสบเหล่าเนตรของนางใน จึงได้แถลงความต่อไป “สนมชายาที่รักยิ่ง ข้าไม่รบกวนความเพลิดเพลินแล้ว ขอให้พวกเจ้าสนุกสนานกันต่อ”ทั้งหมดได้ฟังแล้วถวายคำนับลาพร้อมกัน องคร์รัชทายาทพร้อมด้วยคนสนิทอย่างจางไป๋หูจึงเดินออกจากอุทยานไป เมื่อลับตาแล้ว เยี่ยซูจิ้นจึงได้เอ่ยปากขอล่ำลาบ้าง พวกนางในมิได้ยืดยุดให้นางอยู่ต่อ นางจึงเดินเลี่ยงออกมากับฮัวชุนเพียงสองคน “พระชายาคิดออกหรือยังเจ้าคะว่าจะทำการใดต่อไป?” ฮัวชุนกระซิบถาม“ในหัวข้ากลวงยิ่งกว่าน้ำเต้า เจ้าว่าข้าจะคิดอันใดออก” นางพูดด้วยนำเสียงหงุดหงิด “มิพ้นต้องลอบเข้าไปในห้องเจ้าเสือขาวนั่น!”ฮัวชุนทำได้เพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่นางจะเปิดประตูห้องพักของพระชายา และรีบลั่นดาลปิดตามหลังเจ้านายเข้าไป แผนที่แผ่นเดิมถูกคลี่ออกบนโต๊ะอักษร คราวนี้ถูกต่อเติมปีกฟากตะวันออกของพระราชฐานชั้นในโดยสมบูรณ์ รวมถึงตำแหน่งยืนยามของทหาร “ฟากตะวันออกของเขตพระราชฐานนี้ จำต้องผ่านเข้าออกทางประตูตงฮัว และมีคูเมืองชั้นในซึ่งล้อมรอบอีกครา จะออกทางนี้...คงต้องเตรียมการเรื่องสะพานข้ามคูนี้ด้วย” ซูจิ้นเพ่งพินิจขนาดความกว้างของคูเมืองโดยละเอียด “ลำพังข้าคงกระโจนข้ามได้ยากนัก อาจจะต้องหาทางพรางตัวเดินออกไปเสียแล้ว”“พวกข้าทาสในพระราชฐานชั้นนอกไม่น่าจะทรงเคยเห็นพระพักตร์ การลอบออกไปทางประตูตงฮัวคงไม่ยากกระไร หากแต่...” ฮัวชุนเสนอความคิด “การลอบออกจากตำหนักบูรพาน่าจะยากเสียหน่อย”“นั่นสินะ หากขาดตำแหน่งและเวลาผลัดเวรยาม ก็ยากที่จะลอบออกไปโดยง่าย แต่การจะได้มาซึ่งผังดังกล่าวนั้นก็ช่าง...เสี่ยงยิ่งนัก”ไม่ใช่แค่เสี่ยงธรรมดา...แต่เป็นการเสี่ยงเสียแผนไม่เท่าแผนแตก และสิ่งที่รอนางกับครอบครัวคงไม่พ้นตะแลงแกง ไม่ทันได้สืบเสาะว่าเกิดอะไรขึ้นกับซูเจี้ยน นางก็อาจโดนโทษตายได้อย่างง่ายดาย“พระชายา...ข้าว่า...” บ่าวเสียงอ่อนราวกับคนหมดสิ้นแรง นางตั้งใจจะยอมแพ้แล้ว ทว่าฝ่ายเป็นนายกลับชิงพูดขึ้นก่อน“เช่นนั้นข้าก็จะยอมเข้าถ้ำเสือสักครั้ง!”เยี่ยซูจิ้นคนนี้...พูดจริงทำจริงเสียด้วยซี!