สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 138 ฟ้าดินไม่ช่วยแคว้นโยวของข้า

            ขณะที่ชายชุดแดงนำดาบหลิวเฟิงออกมาผ่าก้อนหินท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยความมืดมิดแล้ว และราวกับมีเมฆประหลาดปรากฏขึ้นมาเมฆนี้ปกคลุมไปทั่วเมืองหลวง

     

            ทันใดนั้นมีเสียงกรีดร้องที่ทรงพลังดังออกมาจากก้อนหิน เสียงนี้ยังมีความอ่อนแอเจือปนอยู่บ้างแต่ทว่ากลับทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกราวกับแก้วหูกำลังจะแตก

     

            รอยแตกที่มีดผ่าลงไปมีเลือดไหลนองออกมา

     

            “ก้อนหินมีเลือด อัปมงคล!”

     

            หลี่ชางหลี่ตะโกนขึ้น จากนั้นก็อุ้มไทเฮาหนี“คุ้มครองไทเฮา!”

     

            หลังเสียงตะโกนดังขึ้นองครักษ์ก็พุ่งออกมาจากทางด้านหลัง

     

            แต่ทว่าสายเกินไป!

     

            ลำแสงสีม่วงอันแรงกล้าพุ่งออกมารอบด้านก้อนหินราวกับลูกธนูลำแสงนี้พุ่งไปถึงที่ไหน ผู้คนที่นั่นก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อบ้างก็ถูกลำแสงทะลุผ่านหัว บ้างก็ถูกแทงทะลุกลางหน้าอกอีกทั้งร่างเหล่านั้นก็เหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว

     

            “ฮ่า ๆ ๆ!”

     

            ชายชุดแดงที่ถือดาบหลิวเฟิงหัวเราะเย้ยหยัน“พวกหน้าโง่ คิดว่าแคว้นโยวข้าจะยอมศิโรราบต่อแคว้นเยี่ยนจริงหรือ?ตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นมา ผ่านการสู้รบนับพันครั้ง เราก็ไม่เคยก้มหัวให้ศัตรูมาก่อนต่อให้พวกเจ้าจะร่วมมือกับแคว้นปัวไห่ แต่ถึงกระนั้นอย่าได้คิดจะล้มล้างแคว้นข้าเด็ดขาด ชาวแคว้นโยวทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับความตายนี้แล้วและต่อให้จะตาย ก็ต้องพาศัตรูลงนรกไปด้วยกัน!”

     

            ขณะที่ลำแสงสีม่วงเปล่งประกายออกมาอันเจิงอยู่ใกล้หินก้อนนั้นมากที่สุด

     

            เพียงชั่วพริบตาอันเจิงยังไม่ทันได้ตั้งตัว เกล็ดมัจฉาในสร้อยลูกประคำโลหิตก็ออกมาบังที่หน้าอกของอันเจิงไว้แต่ลำแสงสีม่วงมีพลังรุนแรงเกินไป อันเจิงรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ตัวเองคงต้องตายจริงๆ

     

            ในขณะที่เกล็ดมัจฉาถูกลำแสงสีม่วงแทงจนทะลุสร้อยลูกประคำโลหิตก็กะพริบแสงออกมาอีกครั้ง เกล็ดมัจฉาทั้งสามชิ้นรวมพลังกันและบดบังลำแสงสีม่วงอยู่ที่หน้าอกของอันเจิงแต่ทว่าลำแสงสีม่วงมีพลังที่แข็งแกร่ง ร่างอันเจิงจึงราวกับถูกกระแทกอย่างแรงจนแตกหักแล้วลอยออกไปไกล

     

            “ตายซะเถอะ!”

     

            ชายชุดแดงที่จ้องอันเจิงอยู่ตลอดเปล่งเสียงขึ้นพลังที่ทรงอำนาจจากดาบหลิวเฟิงพุ่งตรงไปยังหัวของอันเจิง ขณะนี้พลังของเกล็ดมัจฉาถูกลำแสงสีม่วงทำลายจนหมดสิ้นแล้วจึงไม่อาจช่วยบดบังพลังจากดาบหลิวเฟิงได้อีก นี่ไม่ใช่เพราะเกล็ดมัจฉาอ่อนแอ แต่เป็นเพราะอันเจิงต่างหากที่อ่อนแอเกินไป

     

            ทันใดนั้นปากกาขนนกในมืออันเจิงก็เปล่งประกาย

     

            มันลอยขึ้น จากนั้นก็ตวัดเขียนอะไรบางอย่างกลางอากาศ

     

            นั่นเป็นเพียงการตวัด

     

            พลังของปากกาขนนกและพลังของดาบหลิวเฟิงปะทะกันกลางอากาศเกิดเป็นคลื่นอากาศรุนแรงมหาศาลพุ่งออกไปรอบด้าน หลังคาและขื่อคานของตำหนักวิหารสวรรค์ก็ถล่มลงมาไม่น้อย

     

            นั่นเป็นปากกาขนนกที่ทรงพลังหมึกดำหนาเข้ม ปลายปากการาวกับมีดแหลมคม

     

            พลังของปากกาขนนกนี้ เมื่อเทียบกับพลังของดาบหลิวเฟิงแล้วราวกับแข็งแกร่งกว่าไม่น้อย อึก! ชายชุดแดงเปล่งเสียงออกมาดาบที่ถือในมือร่วงลงพื้น กลางอกปรากฏรูที่เห็นแล้วน่าสยดสยอง ชั่วพริบตาร่างเขาก็แตกสลายทันทีเลือดและเนื้อกระจายลงบนพื้นดิน ไม่รู้ว่ากระเด็นไปโดนคนมากเท่าไหร่

     

            ร่างอันเจิงก็กระเด็นออกไปอีกหลายสิบเมตรแล้วกระแทกเข้ากับเสาอย่างแรง ด้านหลังศีรษะเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส

     

            เขาพยายามลุกขึ้นแต่ทว่าไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาอีกแล้ว

     

            อันเจิงที่นอนกองอยู่บนพื้นมองเห็นหวังไคไท่และฟางเต้าจือที่กำลังพุ่งออกจากกลุ่มคนไปทางแท่นเวทีแต่เพราะมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น เงานั้นพุ่งโจมตีฟางเต้าจือและหวังไคไท่จนถอยร่นออกไป

     

            เงาร่างนั้นยื่นมือไปหยิบดาบหลิวเฟิงที่หล่นบนพื้นและตวัดเข้าที่แขนของตัวเองจนเลือดสาดกระจาย

     

            “เมื่อแคว้นโยวเจออันตรายข้าที่เป็นลูกหลานของราชวงศ์ยินยอมใช้ความตายของตัวเองแลกกับการตายของศัตรูก้อนหินมีเลือดไหล บนตัวข้าก็มีเลือดไหล ข้าขอใช้เลือดนี้สาปแช่งแคว้นเยี่ยน”

     

            ร่างเขาลอยขึ้นกลางอากาศในมือถือดาบหลิวเฟิงที่เปล่งประกายแสงสีม่วงบาดตา แสงสีม่วงบนดาบหลิวเฟิงเชื่อมต่อเข้ากับแสงสีม่วงบนก้อนหินราวกับมีความเกี่ยวพันกันบางอย่าง

     

            ใช้ทั้งท่านอ๋องและอาวุธระดับสีม่วงสองชิ้น!ครั้งนี้แคว้นโยวลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน

     

            “เปิดออก!”

     

            ทานซงฟันดาบหลิวเฟิงลงไปบนก้อนหิน จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นเป็นระลอกก้อนหินนั้นแตกออกแล้วกระจายไปดั่งลูกกระสุนไม่รู้ว่ามีผู้คนมากเท่าไหร่ที่ถูกเศษหินโจมตี ในก้อนหินนั้นคล้ายมีเด็กเจ็ดแปดขวบยืนอยู่ท่ามกลางพลังสีม่วงแล้วยังมีแสงสีเขียวเล็ก ๆ อีกสองจุด ราวกับเป็นดวงตาทั้งสองของเด็กคนนั้น

     

            “ข้าขอใช้เลือดสาปแช่งหินวิเศษขอสั่งให้เจ้าทำลายทุกคนในที่นี้!”

     

            ทานซงใช้ดาบหลิวเฟิงชี้ไปยังร่างเล็กที่อยู่ท่ามกลางลำแสงสีม่วงร่างนั้นคำรามเสียงดังราวกับเต็มไปด้วยความกริ้วโกรธและไม่ยินยอม แต่ถูกพลังอะไรบางอย่างควบคุมเอาไว้จึงต้องทำตามคำสั่งของทานซง

     

            ลำแสงสีม่วงพุ่งออกไป ทุกที่ที่ลำแสงพุ่งไปถึงไม่มีใครมีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว การเคลื่อนไหวของร่างเล็กรวดเร็วมาก เร็วจนใครก็ไม่อาจหลบการโจมตีนี้ได้มันพุ่งไปยังองครักษ์ที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ ชั่วพริบตา ร่างองครักษ์ก็กลายเป็นเศษเนื้อกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่ว

     

            “ปีศาจหิน!” อันเจิงได้ยินเสียงคนพูดขึ้นเบาๆ จากนั้นก็เห็นร่างในชุดเทาสามคนพุ่งออกไปยังก้อนหินนั้น....สายตาอันเจิงพร่ามัวจึงเห็นไม่ชัดว่าเป็นผู้อาวุโสท่านใดที่กรูเข้าไป

     

            ปีศาจหิน?อันเจิงรู้สึกปวดหัวรุนแรง แต่ความทรงจำเกี่ยวกับปีศาจหินก็ผุดขึ้นมาด้วย

     

            เล่ากันว่าปีศาจหินผ่านการฝึกพลังวัตรมานานนับล้านปี สุดท้ายสามารถมีสติปัญญาและยังสามารถแปลงเป็นคนได้ปีศาจหินที่สามารถแปลงเป็นคนได้แข็งแกร่งกว่าอาวุธระดับสีม่วงเสียอีก ผิวหนังก็แข็งแกร่งราวกับอาวุธระดับสีม่วงและยังมีชีวิตที่สามารถนึกคิดได้ มีพลังการจู่โจมที่แข็งแกร่งแต่นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น อันเจิงมีประสบการณ์มากมายแต่ก็ไม่เคยเห็นปีศาจหินสักครั้ง

     

            “ตายซะเถอะ!”ผู้อาวุโสชุดเทาสามท่านพุ่งเข้าไป ทั้งสามลงมือพร้อมกันด้วยพลังที่มีราวกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยว

     

            “ข้าผ่านการฝึกพลังวัตรมานานนับล้านปี สะสมพลังจนสามารถมีสติปัญญาเช่นนี้มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเจ้าจะทำอะไรข้าได้?”ปีศาจหินคำรามเสียงดัง ลำแสงสีม่วงบนตัวส่องประกายไปรอบด้านพลังการโจมตีจากผู้อาวุโสสามท่านปะทะเข้ากับลำแสงสีม่วง เพียงชั่วขณะพลังล่องหนพุ่งออกมา ผู้อาวุโสทั้งสามท่านถูกจู่โจมกลางอากาศเขาทั้งสามกระเด็นออกไปแล้วหล่นลงพื้น

     

            “เชิญผู้อาวุโสดับชีวิตปีศาจชั่ว!”ทั้งสามที่กระเด็นออกไปจับมือกัน จากนั้นก็ตะโกนขึ้น

     

            “ฆ่าไทเฮาและราชาแคว้นเยี่ยน!”

     

            ทานซงใช้ดาบหลิวเฟิงชี้ไปยังไทเฮาและราชาที่กำลังเดินอยู่ในห้องโถงปีศาจหินกำหมัดแน่นแล้วคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็พุ่งไปยังตำหนักวิหารสวรรค์การเคลื่อนไหวของเขาไม่ต่างไปจากสายฟ้าสีม่วง สายฟ้าที่พุ่งออกไปแล้วไม่มีอะไรสามารถขวางได้

     

            องครักษ์หลายสิบคนขวางอยู่ด้านหน้าไทเฮาและราชาพวกเขาเคลื่อนไหวในท่วงท่าเดียวกัน มีดในมือทั้งหมดลอยขึ้นแล้วพุ่งออกไป ขณะนี้เต็มไปด้วยแสงกะพริบจากมีด

     

            ติง ๆ ๆ มีดถูกกระแทกจนหักทั้งหมด

     

            “พวกเจ้าไม่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของข้าข้าคือปีศาจแห่งฟ้าดินที่เกิดขึ้นหนึ่งในหมื่นเท่านั้น!”

     

            ปีศาจโบกมือร่างองครักษ์หลายสิบคนก็กลายเป็นกองเลือด ไม่เหลือแม้กระทั่งซากศพเลยด้วยซ้ำ

     

           หลี่ชางหลี่ที่อุ้มไทเฮาถอยหลังด้วยความตกใจ นึกไม่ถึงว่าปีศาจตนนี้จะมีพลังแข็งแกร่งเช่นนี้เพียงครู่เดียวก็ทิ้งราชาและกลุ่มผู้คนไว้ด้านหลัง เขามุ่งไปยังตำหนักจิงเซี่ยวส่วนข้างกายราชาไม่มียอดฝีมือเหลือแล้ว ถึงแม้ว่าพระองค์เองจะมีพลังไม่น้อยแต่ก็ไม่มีทางสู้กับปีศาจหินตนนั้นได้เลย เพียงพริบตาเดียว องครักษ์รอบตัวก็กลายเป็นเพียงแค่กองเลือดอันเฉิงลากราชาหนีไปด้านหน้า เมื่อเห็นว่าเหล่าองครักษ์ต้านไว้ไม่อยู่แล้วเขาจึงตะโกนบอกฝ่าบาทหนีเร็ว จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วพุ่งไปยังปีศาจหิน

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไป พระเนตรทั้งสองแดงก่ำ“อันเฉิง!”

     

            ขณะนี้เองผู้อาวุโสชุดเทาสามท่านก็เงยหน้าแล้วตะโกน “ขอท่านลงมือ!”

     

            ทันใดนั้น ตำหนักวิหารสวรรค์ก็มีลำแสงระเบิดออกมามันไม่ใช่ลำแสงริบหรี่หนึ่งเส้น แต่มันคือแสงสีขาวที่เจิดจรัสไปทั่วตำหนักวิหารสวรรค์ราวกับมีลำแสงที่พุ่งออกมาเป็นสาย แต่กลับมองไม่เห็นว่ามันคืออะไร

     

            กลางแสงสีขาว ผู้อาวุโสในชุดคลุมยาวปรากฏตัวขึ้นเขามีผมยาวสีขาว ดูคล้ายเทพที่ทรงพลัง

     

            “ปีศาจชั่ว ต่อให้เจ้าจะฝึกพลังวัตรมานานสักกี่ปีแต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็เป็นปีศาจชั่วอยู่ดี”

     

            ผู้อาวุโสเหยียบลำแสงสีขาวและเหาะอยู่กลางอากาศในตำหนักวิหารสวรรค์จากนั้นก็ยื่นมือไปด้านล่าง “ข้าขอใช้พลังคุณธรรมผนึกเจ้าเอาไว้”

     

            ฝ่ามือยักษ์ยื่นออกมาจากลำแสงสีขาวจากนั้นก็จับปีศาจหินที่กำลังหลบหนีด้วยความเร็ว ปีศาจหินร้องโหยหวนร่างเขาถูกจับไว้อย่างไม่อาจดิ้นหลุดบนมือยักษ์ยังมีตัวอักษรเคลื่อนไหวอยู่เต็มไปหมด ทุกตัวอักษรมีลำแสงเปล่งประกายไปทั่ว

     

             “หากเจ้าฝึกพลังวัตรอีกสักพันปีแล้วค่อยออกมาเจ้าอาจเก่งกาจไร้เทียมทาน แต่เพราะเจ้าใจร้อนเกินไป ใต้หล้านี้ยังมีคนไม่น้อยที่กำราบเจ้าได้”

     

            ผู้อาวุโสออกแรงที่ฝ่ามือปีศาจหินร้องโหยหวนออกมาอีกครั้ง

     

            ผู้อาวุโสท่านนี้มีความพิเศษนักราวกับเป็นคนที่มีชีวิต แต่ก็เหมือนเป็นเพียงเงาร่างจากลำแสงเท่านั้น ขณะนี้อันเจิงบาดเจ็บสาหัสฉะนั้นจึงทำได้เพียงมองดูเหตุการณ์ เพราะเขาไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรได้

     

            ปีศาจหินที่ถูกผู้อาวุโสจับกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเขาพยายามดิ้นให้ตัวเองหลุดออกมา ลำแสงสีม่วงพุ่งออกมาจากฝ่ามือของผู้อาวุโสอย่างต่อเนื่องคนรอบด้านเจอกับความลำบากอีกครั้ง ผู้ที่ถูกลำแสงสีม่วงจู่โจม ไม่มีใครรับมือได้สักคนอันเจิงพบว่าปากกาขนนกที่ฟางเต้าจือให้เขาหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าไปหล่นลงที่ไหน ส่วนเกล็ดมัจฉาของตนก็กลับเข้าไปอยู่ในสร้อยลูกประคำโลหิตแล้วเช่นกัน

     

           พลังการโจมตีจากลำแสงสีม่วงแข็งแกร่งเกินไปด้วยพลังที่อันเจิงมีในตอนนี้ไม่สามารถต่อต้านได้ เกล็ดมัจฉาทั้งสามจึงออกมาช่วยบดบังแต่ก็ถูกโจมตีจนสูญเสียพลังและกลับเข้าไปในสร้อยลูกประคำโลหิตแล้ว

     

            จู่ ๆ ร่มที่อันเจิงถือมาก็กางออกเองแล้วลอยไปอยู่ข้างอันเจิงมันหล่นลงคลุมร่างอันเจิงเอาไว้

     

            อันเจิงไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าแปลกอะไรแต่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและล้มลงไม่ไกลจากอันเจิงกลับมองไม่เห็นเขาอีกแล้ว

     

            อันเจิงรู้สึกเจ็บที่กลางหน้าอกขึ้นมาเป็นความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเขามีกระดูกหักไปกี่ซี่แววตาก็พร่ามัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอาการสะลึมสะลือนั้นราวกับเขาเห็นเทือกเขาชางหมานรู้สึกว่ามีพลังที่เย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากเทือกเขาสูงที่มีรูปทรงราวกับดาบปักลงบนพื้น

     

            เมื่ออันเจิงเห็นภาพนี้เขาก็ทนต่อความเจ็บปวดไม่ได้แล้วสลบไปในที่สุด

     

            เทือกเขาที่มีรูปทรงราวกับดาบประกายแสงอย่างกะทันหันโลงแก้วเจียระไนที่ถูกผนึกไว้เปิดออกทันที ชายวัยกลางคนที่นอนอยู่ด้านในหายตัวไปแล้ว

     

            เทือกเขาชางหมานในโลกมายาอยู่ห่างจากเมืองหลวงแคว้นเยี่ยนหลายพันกิโลเมตรเพียงแค่ลำแสงสีแดงกะพริบหนึ่งครั้ง เขาก็มาถึงในพริบตาเดียว ราวกับข้ามทะลุมิติออกมาก็ไม่ปาน

     

            ท่ามกลางแสงสีแดงชายวัยกลางคนที่ดูมีบารมียื่นมือลงไป “ปีศาจหินเป็นของข้า มอบมันให้ข้าแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

     

            ผู้อาวุโสในลำแสงสีขาวมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที“เยาโซ่วยังไม่ตาย?!”

     

            เขายกมืออีกข้างขึ้นมาต้านไว้ มือยักษ์ทั้งสองปะทะกันกลางอากาศทันใดนั้น ระลอกคลื่นก็กระจายออกไปทั่วเมืองฟางกู้ มีหลังคาที่ปลิวออกไปนับไม่ถ้วนและมีอีกหลายคนที่ถูกทับอยู่ด้านล่าง

     

            อึก...ผู้อาวุโสในลำแสงสีขาวเปล่งเสียงออกมาก่อนร่างเขาจะเลือนรางลง

     

            ชายวัยกลางคนจับปีศาจหินไว้ในมือจากนั้นลำแสงสีแดงก็กะพริบอีกครั้ง...ไม่รู้ว่าชายวัยกลางคนคนนี้หายไปไหนแล้ว

     

            หลังจากปีศาจหินหายไป ทานซงก็มีสีหน้าแย่จนถึงที่สุด“นี่คือฟ้าดินไม่ช่วยแคว้นโยวของข้า?!”

     

            หลังจากพูดคำนี้ เขาก็ชูดาบหลิวเฟิงขึ้น“ต่อให้จะเหลือข้าเพียงคนเดียว ข้าก็ต้องฆ่าพวกเจ้าให้ได้!”

     

            ผู้อาวุโสในลำแสงสีขาวที่ร่างเริ่มเลือนรางถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้น“เป็นคนที่โง่งมจริง ๆ ช่างเถอะ ในเมื่อจับปีศาจหินไม่ได้งั้นก็จับเจ้าก่อนแล้วกัน”

     

            เขาใช้มือคว้าจับไปกลางอากาศร่างของทานซงถูกผนึกไว้ราวกับเป็นรูปปั้นที่เคลื่อนไหวไม่ได้องครักษ์จำนวนมากพุ่งเข้ามา แล้วกราดยิงธนูใส่ร่างของทานซงทันที

     

            ทานซงกระอักเลือดออกมา ริมฝีปากพึมพำขึ้น“ฟ้าดินไม่ช่วยแคว้นโยวของข้า...ฟ้าดินไม่ช่วยแคว้นโยวของข้า!”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน