เวลานี้ภายในใจผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกสั่นเทา มองเห็นแม่ทัพใหญ่ถูกสังหารเหมือนผักปลา กลิ่นคาวเืตลบอบอวลบนอากาศ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างเหม่อลอยไปชั่วขณะ
"เวลานี้ให้โอกาสพวกเ้า ใครที่รู้ตัวว่าเป็พวกฏขายชาติบ้านเมือง ให้รีบไสหัวออกมาเพื่อขอความเมตตาเผื่อว่าเจิ้นจะใจอ่อน ไม่ฆ่าล้างโคตรตระกูลของพวกเ้า" หนิงหลงมองดูทุกคนด้วยท่าทางที่เหนื่อยหน่าย
เมื่อเหล่าขุนนางที่ได้ยินเช่นนี้แล้ว พวกเขาต่างรู้สึกลังเลใจไม่น้อยว่าจะก้าวออกไปดีหรือไม่
"ฮ่องเต้องค์ใหม่มั่วโลกีย์ไร้คุณธรรม ก่อกรรมใต้หล้า เที่ยวหอคณิกา ทำร้ายผู้ภักดี ฝักใฝ่ในา ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทำร้ายราษฎร!" ในเวลานี้มองเห็นขุนนางผู้หนึ่งลุกขึ้นแผดเสียงก้องท้องพระโรง "ในฐานะที่เป็ข้าราชบริพารผู้จงรักภักดี ทุกๆ คน ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ปกป้องรักษาแผ่นดิน จะไม่ยอมให้ฮ่องเต้โหดที่เป็ทรราชมาทำร้ายใต้หล้าเด็ดขาด!"
พลันที่เห็นขุนนางวัยกลางคนผู้นี้พูดออกมา ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกใจหายใจคว่ำ เวลานี้ทุกคนต่างมองหน้ากันและกัน ย่อมไม่ต้องสงสัยว่า เขา้าต่อต้านฮ่องเต้องค์ใหม่!
ขุนนางวัยกลางคนผู้นี้สวมใส่ชุดแพร ใบหน้าหนักแน่นจริงจัง เยือกเย็นไร้ความปรานี ผู้คนที่มองเห็นเขาแล้วต้องสั่นเทา ทำให้รู้สึกเย็นะเืในใจ บังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
"เสนาบดีมู่!" มีผู้ที่ร้องเสียงแหลมออกมา เมื่อเห็นขุนนางวัยกลางคนผู้นี้ลุกขึ้นท้วง
ไม่รู้ว่ามีขุนนางจำนวนเท่าไรใจนหน้าขาวซีดและเสียวสันหลังวาบเมื่อได้ยินชื่อนี้ ต่อให้เป็ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ยังต้องหลบเลี่ยงไปให้ไกลเมื่อมองเห็นเสนาบดีมู่แต่ไกล
ถ้าหากจะกล่าวว่าความรู้สึกที่มีต่อฮ่องเต้คือยำเกรงด้วยความเคารพ เช่นนั้นแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อเสนาบดีมู่คือความเกรงกลัวที่มาจากความหวาดกลัว
ตระกูลมู่คือหนึ่งในสี่ตระกูลผู้มีอำนาจของเมืองหลวง พวกเขามีกองกำลังที่สามารถทำให้ผู้คนต้องหวาดกลัว และส่วนที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวมากที่สุดคือพฤติกรรมของตระกูลมู่
ขอเพียงตระกูลของบุคคลผู้นั้น หรือส่วนบุคคลถูกตระกูลมู่หมายหัวเอาไว้ พวกเขามักจะไม่พูดพร่ำทำเพลงลอบสังหารกำจัดทิ้งทันที ถึงแม้บุคคลผู้นั้นจะมีฐานะสูงต่ำเพียงใด ก็มีความเป็ไปได้ที่พวกเขาจะถูกลอบโจมตีในฉับพลัน เล่นงานครั้งเดียวถึงตาย
เมื่อจบงานก็ฆ่าคนปิดปาก ไม่มีละเว้นแม้แต่คนเดียวไม่ว่าเด็กหรือคนแก่ สตรีมีครรภ์ก็ไม่เว้น พวกเขาจะทำลายศพและทำลายหลักฐานต่างๆ แม้กระทั่งฆ่าล้างครอบครัวเพื่อไม่ให้ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ เสมือนหนึ่งตระกูลนั้นระเหิดไปจากโลกนี้อย่างนั้น
ตระกูลมู่นั้นมีความโเี้ยิ่ง ไม่รู้ว่ามีผู้คนจำนวนเท่าไร ตระกูลหรือสำนักจำนวนเท่าไรที่ต้องตายด้วยเงื้อมมือของเขาเงียบๆ ต่อให้เป็ผู้ที่เคยมีบุญคุณต่อพวกเขาก็ไม่เว้น
กล่าวสำหรับตระกูลมู่นั้น ไม่รู้ว่ามีผู้คนจำนวนเท่าไรที่แค้นพวกเขาจนเข้ากระดูกดำ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ กองกำลังของพวกเขาแกร่งมากเกินไป มีธาตุแท้ภายในเป็เช่นไรก็ไม่มีใครทราบ ต่อให้เป็ฮ่องเต้เ้าเหนือหัวก็ยังต้องรู้สึกกดดันไม่น้อย
แต่ถ้าทางราชสำนัก้าถอนรากถอนโคนทำลายตระกูลมู่จริงๆ ขึ้นอยู่กับเวลาว่าเป็เื่ที่ช้าหรือเร็วแค่นั้น
"ตำแหน่งฮ่องเต้นั้นเกี่ยวพันถึงความเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของประเทศชาติ เกี่ยวพันถึงการอยู่รอดหรือการล่มสลายของบ้านเมือง เกี่ยวพันถึงความสุขของราษฎรทั่วหล้า ดังนั้น หวังว่าฝ่าาจะไตร่ตรองให้รอบคอบ..."
"พูดจบยัง?" หนิงหลงกล่าวพลางอ้าปากหาวหนึ่งที โบกมือตามอารมณ์ไปทางเจี่ยกงกงทีหนึ่ง
เมื่อเห็นสัญญาณหนิงหลงแล้ว เจี่ยกงกงได้ยื่นมือตบเข้าไปที่ใบหน้าของเสนาบดีมู่อย่างแรง ต่อให้เสนาบดีมู่จะเป็ถึงระดับผู้เยี่ยมยุทธ์คนหนึ่ง คิดจะหลบเลี่ยงไป แต่ว่า หนึ่งฝ่ามือนี้เป็ของระดับปรมาจารย์ยุทธ์ ทำให้ไม่ว่าจะหลบไปอยู่ตำแหน่งไหนก็หนีไม่พ้น ซึ่งความเร็วเช่นนี้ตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าระดับปรมาจารย์ยุทธ์นั้นยากที่จะหลบ หรือต่อให้ยืนต้านไว้ สุดท้ายก็ไม่พ้นถูกตบจนเืกบปาก
ใบหน้าของเสนาบดีมู่นับว่าหนาพอทน ฝ่ามือของปรมาจารย์ยุทธ์ที่ปราศจากผู้เทียบเทียมยังไม่ทำให้เขาต้องฟันร่วง หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์อ่อนด้วยทั่วไป เกรงว่าหนึ่งฝ่ามือนี้คงตบจนศีรษะแหลกละเอียดไปแล้ว
"เสียเวลาพ่นเื่ไร้สาระไปครึ่งค่อนวัน คิดว่าเจิ้นโง่มากมั้ง?" หนิงหลงถึงกับหัวเราะขึ้นมา กล่าวท่าทีเอ้อระเหยว่า "เ้าแค่้าจะแก้แค้นให้ลูกชายที่ตกตายอนาถก็เท่านั้น ก็พูดออกมาตรงๆ ก็ได้ จะสุรวนไปหา์วิมานอันใด?"
ตึง! ตึง! ตึง!
ขณะที่บรรยากาศภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความกดดันชวนอึดอัดใจ บรรยากาศด้านนอกเมืองหลวงฉางอันพลันปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
เสียงฝีเท้าจำนวนมากที่ดังสนั่นหวั่นไหวเป็ระลอกคลื่นได้วิ่งห้อตรงมายังทิศทางของเมืองหลวงฉางอัน จนสร้างความหวั่นไหวไปทั่วทั้งเมือง จากนั้นติดตามด้วยเสียงเหล็กที่กระทบกระทั่งดังตึงตังขึ้นมาไม่ขาดสาย ทำให้ฟ้าดินสั่นไหว ูเาแม่น้ำโคลงเคลง อากาศธาตุถึงกับสั่นเทา
ด้วยกองทัพขนาดมหึมาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอันธพาลและบ้าระห่ำ ทำเอาบรรดาสิงสาราสัตว์โดยรอบใจนทยอยกันหมอบอยู่กับพื้นไม่อาจเคลื่อนไหว บ้างก็หลบซ่อนอยู่ภายในรังไม่กล้าโผล่หัวออกมา
"นั้นมันกองทัพพิทักษ์ชายแดน!" ทหารบนกำแพงเมืองตาแหลมมองเห็นธวัชโบกสะบัดได้อย่างชัดเจนแต่ไกล ถึงกับต้องร้องเสียงดังออกมาอย่างช่วยไม่ได้
แรกทีเดียวที่มองเห็นกองทัพขนาดมหึมาวิ่งห้อมายังเมืองหลวง ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน ทหารบนกำแพงยังเข้าใจว่าเป็ข้าศึกยกทัพบุกมา ถึงกับขนลุกซู่ในใจอย่างช่วยไม่ได้
แต่ทว่า เมื่อมองดูให้ละเอียดแล้ว นั้นมันกองทัพข้าศึกที่ไหนกัน มันเป็กองทัพพิทักษ์ชายแดนจากป้อมปราการทั้งแปดทิศต่างหาก เป็กองทัพที่มีไพร่พลนับล้านวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีที่คำรามก้อง เดินทัพด้วยความรวดเร็วดั่งพายุ เดินทัพรวดเร็วทำลายสิ่งกีดขวางทุกอย่าง
"เป็กองทัพพิทักษ์ชายแดนที่มาจากป้อมปราการทิศอุดร ทิศอีสาน และทิศพายัพ!" เหล่าทหารบนกำแพงจำนวนไม่น้อยตื่นตระหนกยิ่งในใจ อดที่จะร้องเสียงดังออกมาไม่ได้เมื่อมองเห็นกองทัพที่วิ่งห้อเข้ามาได้อย่างชัดเจน
กองทัพพิทักษ์ชายแดนนั้นมีอยู่แปดกองทัพตามป้อมปราการทั้งแปดทิศ การที่กองทัพทัพพิทักษ์ชายแดนทั้งสามทิศเกือบจะเป็ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดแล้ว เวลานี้ มาปรากฏอยู่ที่หน้าเมืองฉางอันในขณะนี้ พลันสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คน ขุนนางจำนวนมากภายในท้องพระโรงที่ทราบข่าวถูกทำให้แตกตื่น ต่างทยอยกันออกมานอกพระราชวังยืนจ้องมองไปยังทิศทางที่กองทัพพิทักษ์ชายแดนทั้งสามวิ่งห้อเข้ามา
กองทัพพิทักษ์ชายแดนวิ่งห้อเข้ามาด้วยท่าทีที่ดุดัน ไม่เกรงใจใคร! ทั้งกองทัพล้วนแล้วแต่สวมเสื้อเกราะพร้อมอาวุธที่ครบมือ แม้แต่ม้าศึกที่ขี่มาด้วยก็สวมเสื้อเกราะเช่นเดียวกัน
กองทัพที่ที่มีไพร่พลนับล้านวิ่งเข้ามาลักษณะเช่นนี้อย่างรวดเร็วเหมือนดั่งน้ำหลากที่มาจากเขื่อนแตก มีท่าทีที่ทำลายล้างอย่างรุนแรง ไร้สิ่งใดต้านทานมันได้ ตลอดทางที่ผ่านมาปราศจากผู้คน และกองกำลังใดๆ กล้าขวางทาง พลันที่มองเห็นกองทัพนับล้านที่ร้องคำรามเสียงดังแล้ว ผู้คนที่สัญจรไปมาหรือกองกำลังที่อยู่บริเวณนั้น ต่างหลีกหนีไปไกลนับพันลี้ เป็เส้นทางที่สะอาดหมดจดไร้ผู้คนขวางทางแม้แต่คนเดียว
"กองทัพพิทักษ์ชายแดนเกือบครึ่งมาที่เมืองหลวงทำไมกัน?" ประชากรในเมืองหลวงฉางอันต่างหวาดผวาและมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป เมื่อมองเห็นกองทัพพิทักษ์ชายแดนที่มีไพร่พลนับล้าน
"พวกเขา้าก่อฏใช่หรือไม่?" มีผู้ที่หัวไวพอจะดูสถานการณ์ออกเมื่อมองเห็นกองทัพพิทักษ์ชายแดนทั้งสามอาศัยท่วงท่าบุกทะลวงตรงมายังเมืองหลวง อดที่จะกล่าวเสียงแ่เบาขึ้นมาไม่ได้
"ป ปะ...เป็เื่ใหญ่แล้วสิ" ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างเสียวสันหลังวาบเมื่อได้ยินข่าวนี้
เื่ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ตัวตนเล็กๆ หรือปุถุชนผู้ต่ำต้อยจำนวนมากต่างไม่้ากล่าวถึง และไม่้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากเื่นี้ส่งผลกระทบร้ายแรงเกินไป
กองทัพพิทักษ์ชายแดนทั้งสามทิศพากันเคลื่อนทัพเกือบหมื่นลี้จากป้อมปราการชายแดน เวลานี้ มารวมกันด้านนอกเมืองหลวงฉางอันแล้ว เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นมาเป็ระลอกของกองทัพไพร่พลนับล้าน พลันหยุดกึกลงทันทีทั้งกองทัพ โดยมีการจัดทัพที่เป็ระเบียบอย่างยิ่ง ไม่มีความสับสนวุ่นวายแม้แต่น้อย ย่อมสามารถจินตนาการได้ว่ากองทัพนี้มีความแข็งแกร่งเพียบพร้อมเพียงใดแล้ว
กองทัพพิทักษ์ชายแดนหยุดอยู่แค่ด้านนอกของเมืองหลวงเท่านั้น แม้ว่ากองทัพทั้งสามที่มารวมกันจะมีความแข็งแกร่งที่เพียงพอจะกวาดล้างเมืองตรงหน้า แต่พวกเขายังคงมีสติอยู่บ้าง ยังไม่กล้าอวดดีถึงขั้นบุกเข้าไปในเมืองโดยตรง
ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเพราะแม่ทัพและรองแม่ทัพของพวกเขาอยู่ในเมืองเท่านั้น แต่ธาตุแท้ภายในเมืองหลวงฉางอันนั้นยากสุดจะหยั่งถึง แม้จะมีพลังปราศจากผู้ต่อกรเพียงใด แต่การที่บุกทะลวงเข้าไปตรงๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผน ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ ซึ่งเป็การสูญเสียกองกำลังไปโดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น
ในเวลานี้เอง ตัวแทนของกองทัพพิทักษ์ชายแดนได้ควบม้าตรงมายังหน้าประตูเมือง รวบรวมลมปราณตะเบ็งเสียงอ่านแถลงการณ์ออกไปว่า "ฮ่องเต้องค์ใหม่ไร้ความสามารถ หลงใหลโลกโลกีย์ ขาดซึ่งคุณธรรมจรรยา ก่อกรรมกับราษฎร แผ่นดินต้าเจิ้งเป็ของปวงประชา ในฐานะที่เป็ทหารคนหนึ่งของประเทศ จะไม่อนุญาตให้มีฮ่องเต้ที่เป็ทรราชมาทำร้ายบ้านเมือง ทรราชใดก็ตามหากเป็ศัตรูกับทั่วหล้า เป็ศัตรูกับอาณาประชาราษฎร์ ล้วนแล้วแต่สมควรถูกปราบปราม!"
ในเวลานี้ หลังสิ้นเสียงคำแถลงการณ์ของตัวแทนกองทัพพิทักษ์ชายแดน ถ้อยคำแถลงเหล่านี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงภายในระยะเวลาอันสั้น
"กองทัพพิทักษ์ชายแดนจากทั้งสามทิศแปรพักตร์!" ภายในชั่วพริบตา ข่าวที่สร้างความะเืหวั่นไหวเช่นนี้ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเสมือนไฟลามทุ่ง เสมือนว่าดั่งเป็พายุฝนฟ้าคะนองที่โหมกระหน่ำไปทั่วทั้งเมือง
ไม่รู้ว่ามีประชาชนจำนวนเท่าไรที่หวั่นไหวหลังจากได้ทราบข่าวนี้แล้ว ไม่รู้ว่ามีขุนนางจำนวนเท่าไรที่รู้สึกใจหายใจคว่ำ
"กองทัพพิทักษ์ชายแดนทั้งสามทิศก่อฏ ปราบปรามฮ่องเต้องค์ใหม่" เวลานี้ภายในใจของผู้คนจำนวนมากต่างสะดุ้ง เมื่อได้รับทราบคำแถลงการณ์ระดมพลเพื่อปราบปราม ทิศทางลมเปลี่ยนแปลงได้เร็วมากเหลือเกิน จนผู้คนจำนวนมากปรับตัวไม่ทัน...