บทที่ 1
ท่านยายยยยยย
โดย : LAMON888
- แคว้นถัง -
ศาลเ้าแห่งหนึ่ง ณ เมืองลั่วหยาง
มียายหลานคู่หนึ่งกำลังกราบไหว้บูชารูปปั้นที่ตั้งตระหง่านสูงใหญ่อยู่กลางศาลเ้านั้นอย่างเลื่อมใส
รูปปั้นนั้นเป็ร่างของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งในมือประคองดอกไม้เอาไว้ด้วยกิริยาอันอ่อนโยนยิ่งกว่าผู้ใดในใต้หล้า ใบหน้าของเขาปรากฏรอยแย้มยิ้มอยู่ที่มุมปากเพียงน้อยนิด คล้ายกำลังปลอบประโลมสรรพสิ่ง...
ทว่าหากพิศมองลึกเข้าไปในดวงตาศิลาสลักคู่นั้น กลับพบแต่เพียงความอ้างว้างอันไร้ขอบเขต แววตาของเขาหม่นเศร้าสร้อยราวกับแบกรับความอาดูรของโลกทั้งใบไว้เพียงลำพัง เป็ความเศร้าโศกที่หยั่งรากลึกลงในห้วงอาลัยที่มิอาจหวนคืน... ราวกับว่าเทพเ้าผู้ยิ่งใหญ่กำลังหลั่งน้ำตาอยู่ในห้วงคำนึงที่มิอาจหวนคืน และกำลังเฝ้าคอยวาสนาที่หลุดลอยไปนานนับแสนปีอย่างเดียวดาย
“ท่านยายๆ” เสียงใสของเด็กน้อยสกุลหลี่ที่มีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มแถมผูกแกะไว้สองข้างผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเอ่ยคำถามออกมายาวเหยียดว่า
“ท่านยาย เหตุใด บุรุษในรูปปั้นนั้น เป็ชายแต่กลับถือดอกไม้ไว้แนบกกายแทนที่จะถือกระบี่เล่าเหมือนกับสตรีก็มิปาน”
“แถมยังถือไว้อย่างทะนุถนอม ดุจดั่งของล้ำค่าเช่นนั้นอีก อีกทั้งหน้าตายังดูดุดันมากเลย งือ......น่ากลัวจัง และถึงแม้จะเผยรอยยิ้มให้เห็นอยู่เล็กน้อย แต่ในตาของเค้ากลับดูเศร้าสร้อยยิ่งนัก”
“โฮะๆๆ ........ หลานเอ๋ยเ้านี่ช่างมีข้อสงสัยเยอะเสียจริง” เสียงตอบกลับของยายแก่ผู้หนึ่งซึ่งผมบนหัวทุกเส้นเปลี่ยนเป็สีขาวหมดแล้วดังขึ้น
“เ้าเล่นถามข้าซะยาวเหยียดเช่นนี้แล้วข้าจะเริ่มตอบเ้าอย่างไรดี” ยายแก่พูดไปพลาง เอามือลูบหัวหลานสาวตัวน้อยไปพลาง
“แฮะๆ” เด็กสาวตัวน้อยใช้มือน้อยๆ ของตนเกาหัวแล้วอุทานขึ้น
“บุรุษในรูปปั้นที่เ้าเห็นก็คือมหาเทพเยว่เทียน ส่วนเื่ที่เ้าอยากรู้นั้นคงต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายแสนปีก่อนแล้วนู่นแล้ว เ้ายังจำนิทานที่ยายเล่าให้เ้าฟังก่อนนอนทุกคืนได้อยู่หรือไม่”
หลานสาวตัวน้อยนิ่งใช้ความคิดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากตอบยายกลับไปว่า “เื่ของตำนานบุปผาอะไรสักอย่างนั้นหน่ะหรือ” เ้าตัวน้อยเกาหัวอีกครั้งแล้วเอ่ยต่อว่า “เอ่อออ.......ข้าก็ไม่แน่ใจว่ามันคือบุปผาอะไรกัน”
“ก็บุปผาาอย่างไรเล่า” ท่านยายเอ่ยพร้อมหยิกแก้มหลานสาวตัวน้อยไปหนึ่งทีแล้วกล่าวต่อ
“มีตำนานเื่เล่าเกี่ยวกับบุปผาา มากมายหลากหลายตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ั้แ่รุ่นบรรพบุรุษนานนับพัน นับหมื่นปี”
“ที่ยายเล่าให้เ้าฟังอยู่ทุกคืนก็เช่นกัน เป็ตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษสกุลหลี่ของเราอีกที”
ตามตำนานที่เล่าขานกันมาของเมืองลั่วหยางนั้น ผู้คนในเมืองเชื่อกันว่ามีดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเป็ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมืองลั่วหยาง นั่นก็คือดอกโบตั๋น เป็ดอกไม้ที่ช่วยปกปักรักษาให้ลั่วหยางมีความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุขอย่างทุกวันนี้ ถือกำเนิดมาจากการกลายร่างเป็เทพของ เทพหมู่ตัน เมื่อหลายแสนปีที่แล้ว~~
“ดอกโบตั๋นที่เขาเล่าขานกันนั้นก็คือ บุปผาาบนมือของมหาเทพอย่างไรเล่า” ท่านยายกล่าว
“แล้วเหตุใดเราจึงไม่เห็นรูปปั้นของเทพหมู่ตัน กันเล่าท่านยาย” หลานสาวตัวน้อยถามด้วยความสงสัย
“นั่นก็เพราะว่าท่านเทพหมู่ตันมิเคยลงมาปรากฏกายบนโลกมนุษย์เราอย่างไรเล่า”
“แล้วมหาเทพท่านเคยลงมาปรากฏกายที่โลกมนุษย์ด้วยหรือ”
“ก็ใช่หน่ะสิ” ท่านยายกล่าวตอบแล้วเล่าต่อว่า
“ว่ากันว่าท่านมหาเทพเยว่เทียนเป็มหาเทพยุคา ใน่รวมดินแดน์เข้าด้วยกันได้เกิด
มหันตภัยฉยงฉี ทำให้ปีศาจน้อยใหญ่เกิดอาการคลุ้มคลั่งและอาละวาด จนมาถึงแดนมนุษย์เรา ทำให้ท่านต้องจำแลงกายลงมาเพื่อปราบปีศาจเ่าั้ นำความสงบสุขกลับคืนสู่แดนมนุษย์ รูปปั้นนี่ก็สร้างในตอนนั้นนั่นเอง
และที่มือของท่านถือดอกโบตั๋นเอาไว้ ก็เพราะว่า........
ปั๊ก!!!!!!!!!!!!!
ยายแก่ถูกขัดจังหวะการเล่าเื่ โดยสตรีนางหนึ่งที่มีรูปร่างผอมเพรียวที่มีในตาสีม่วงซีดดูสูงศักดิ์และล้ำลึก แต่ทว่าเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของนางกลับรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว และดูเหมือนกำลังคะนึงหาถึงใครบางคนอยู่ตลอดเวลา มีคิ้วสีน้ำตาลอ่อนโค้งเรียวยาวได้รูป เส้นผมยาวสลวยดำขลับพลิ้วไหวไปตามสายลม สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอ่อนตัดกับจี้หยกสีส้มที่ห้อยอยู่ที่เอวของนาง แลดูสง่างาม และสดใสดั่งดอกไม้ที่แย้มยิ้มยามเมื่ออาทิตย์สาดแสง กิริยาท่าทางดูซุกซนอยู่บ้างแต่ในขณะเดียวกันก็ดูสุภาพเรียบร้อย
“โอ๊ะ” เสียงอุทานของสตรีนางนั้นดังขึ้น นางหันกลับมามองแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านยายมิเป็ไรใช่หรือไม่ ข้าขอโทษ ข้านี่ซุ่มซ่ามจริงเชียว”
ยายแก่หันหน้าไปพบเข้ากับดวงตาสีม่วงอ่อนที่กำลังจ้องมองตนด้วยความห่วงใย แล้วกล่าวตอบ
“อ้าว......ยายก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็เสี่ยวยาทั่วนี่เอง จะไปที่ใดกันถึงได้ดูรีบร้อนนัก”
“ท่านยายหลี่ ข้าขอโทษจริงๆ ข้ารีบไปหน่อยเลยไม่ทันเห็นว่ามีคนอยู่ตรงนี้ด้วย” นางกล่าวขอโทษยายแกอีกรอบ
“ข้าก็มาไหว้พระที่ศาลเ้าแห่งนี้นี่แหละ แล้วก็นึกขี้นมาได้ว่าวันนี้มีการจัดงานเทศกาลดอกโบตั๋นขึ้นที่ตลาดใจกลางเมือง นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว เลยกำลังจะรีบไปยังรถม้าเพื่อนั่งไปงานงานเทศกาลดอกโบตั๋น กลัวว่าจะไปไม่ทันดูดอกโบตั๋นสีเหลืองหน่ะสิ ข้าเลยรีบไปหน่อย”
“ตัวข้านี่ซุ่มซ่าม แล้วยังขี้ลืมอีก” นางโขกหัวตัวเองไปหนึ่งทีแล้วกล่าวต่อ
“แล้วท่านยายไม่ไปงานเทศกาลหรือ”
“โอ๊ะ...ยายก็ลืมไปเช่นกันว่าวันนี้มีงานเทศกาล เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ว่าจะพาอาลี่ไปเที่ยวงานเหมือนกัน” ยายแก่ทำหน้าเครียดเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “แย่จริงเชียวอาลี่ วันนี้ยายมีนัดกับยายแก่สกุลหลันว่าจะไปหารือกันเื่งานแต่งนี่สิ”
“ท่านยายยยยยยยย” ลี่น้อยมองท่านยายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้า ดวงตาดวงน้อยๆ ของนางเริ่มเต็มไปด้วยหยดน้ำใส เพราะนางรอวันที่จะได้ไปงานนี้มานานแล้ว และเกือบที่นางจะร้องไห้ออกมา
“บังเอิญจริงเชียว อาลี่เ้าไปเที่ยวงานเทศกาลด้วยกันกับข้าไหม” คุณหนูสกุลหลันเอ่ยปากกล่าวชวน
“ท่านยายยยย” รอบนี่ลี่น้อยส่งเสียงออดอ้อน พร้อมทั้งส่งสายตาเป็ประกายไปที่ท่านยายของนาง “ข้าไปกับพี่สาวหลี่ตันได้หรือไม่”
“อย่ากลับดึกมากแล้วกัน” ท่านยายกล่าวตอบ
อาลี่น้อยดึงชายกระโปรงของคุณหนูสกุลหลัน ทำให้นางต้องย่อตัวลงมาฟังสิ่งที่ลี่น้อยกำลังจะพูด
“พี่หมู่ตัน พี่หมู่ตัน วันนี้อาลี่ขอไปนอนที่จวนท่านด้วยได้หรือไม่” ลี่น้อยกระซิบบอก
แล้วทั้งสองก็กระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง.....................
จากนั้นลี่น้อยก็เข้าไปเกาะขาท่านยายแล้วพูดกับท่านยายด้วยเสียงออดอ้อนอีกครั้งว่า “ท่านยายงั้นวันนี้ ข้าขอไปนอนค้างที่จวนพี่หมู่ตันได้หรือไม่”
“เ้าจะไปก็ได้แต่อย่าไปซุกซนก่อเื่ให้ยายต้องกังวล แบบคราวที่แล้วนะ” ยายแก่ก้มหน้าลงเอามือลูบหัวน้อยๆ ของหลานสาว แล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดกับคุณหนูสกุลหลันว่า “ต้องรบกวนเ้าดูแลอาลี่ให้ยายอีกซักคราแล้ว
“มิเป็ไรเลย สองตระกูลเราก็สนิทชิดเชื้อกันเป็อย่างดี แถมต่อไปนี่ยังจะได้เกี่ยวดองกันอีก” “วันพรุ่ง ข้าจะพาอาลี่กลับไปส่งถึงจวนแน่นอน” คุณหนูสกุลหลันกล่าว
“งั้นพวกข้าขอตัวก่อนท่านยายหลี่”
“ข้าไปแล้วนะท่านยาย”
“เที่ยวกันให้สนุกนะ”
ว่าแล้วทั้งสองก็กล่าวลายายแก่ พร้อมกันกับที่คุณหนูสกุลหลันอุ้มหลี่ลี่น้อยขึ้นมาแล้วเร่งรีบเดินไปขึ้นรถม้า เพื่อที่จะไปงานเทศกาล.........
เสี่ยวยาทั่ว: "สาวน้อย" หรือ "เด็กผู้หญิง" เป็คำที่ผู้ใหญ่มักใช้เรียกเด็กหญิงด้วยความเอ็นดู